ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 599 ชนกำแพง
บทที่ 599 ชนกำแพง
เย่อวี๋หรานกล่าวเสียงเนิบนิ่ง “แต่ก็ไม่มีการปลดภรรยาโดยไร้เหตุผลเช่นกัน พวกท่านคงไม่ได้คาดหวังให้น้องสามีของข้ากลับไปคืนดีกับคนทรยศตระบัดสัตย์พรรค์นี้และตามล้างตามเช็ดให้เขาอย่างหน้ามืดตามัวหรอกกระมัง? ผูกความแค้นต่อกันแล้วยังจะให้เป็นญาติกันต่อไป สลายความแค้นด้วยไมตรี? พวกท่านไม่กลัวบ้างหรือว่านั่นอาจกลายเป็นการสุมไฟแค้น ทำให้เกิดความเสียหายหนักกว่าเดิม?”
คนทั้งหลายนิ่งงัน “…”
ตอนแรกก็ไม่กลัวหรอก แต่พอท่านพูดเช่นนี้กลับเริ่มกลัวขึ้นมาแล้ว
เย่อวี๋หรานกล่าวต่อไปโดยไม่รอให้ใครตอบ “ข้าทราบความวิตกของพวกท่าน คงกลัวว่ามีกรณีตัวอย่างแล้ว วันหน้าจะมีคนเอาเป็นเยี่ยงอย่างสินะ พวกท่านคิดมากเกินไปแล้ว คนส่วนใหญ่ปลดภรรยาล้วนมีเหตุผล ไม่อย่างนั้นก็คงเป็นคนหน้าโง่ อยากให้บ้านเดิมของฝ่ายหญิงมาเรียกร้องแยกเรือนเอาน่ะสิ?”
ทุกคน: หมายความว่าในสายตาของท่าน เหล่าเฉียนเป็นคนหน้าโง่สินะ?
ขอเพียงเย่อวี๋หรานออกหน้า ไม่มีเรื่องใดที่นางจะจัดการไม่ได้จริง ๆ
เมื่อนางเป็นฝ่ายออกปาก เจ้าหน้าที่ก็ทราบแล้วว่าเรื่องนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีก
เขาไม่ได้พูดอะไรตั้งแต่ต้น เพราะแค่อยากยื้อเวลาเอาไว้ จะได้ไม่ดูเหมือนตนเองตอบรับง่ายเกินไปจนดูไร้ศักดิ์ศรีก็เท่านั้นเอง
เรื่องราวหลังจากนั้นยิ่งไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง
เมื่อเจ้าหน้าที่รับคำ ทุกอย่างก็ถูกกำหนดไว้แน่นอนแล้ว
ส่วนความเห็นของเหล่าเฉียนกับลูกชายน่ะหรือ?
เฮอะเฮอะ!
ทำให้หมู่บ้านเฉียนเฉวียนขายหน้าขนาดนี้ ไม่ขับไล่พวกเขาออกจากหมู่บ้านก็ดีเท่าไหร่แล้ว ยังจะคาดหวังอะไรอีก?
เฉียนเสี่ยวซินและภรรยาตกอยู่ในห้วงงงงันตั้งแต่ต้นจนจบ
หมายความว่า พวกข้าแยกเรือนกับท่านพ่อและพี่ชาย?
พวกข้าหลุดพ้นจากสองคนนั้นได้แล้ว?
หากบอกว่าตอนแรกพวกเขาเข้าใจว่าจูเอ้อร์เม่ยจะแยกเรือนกับพวกเขา (พวกเขาเหมารวมว่าตนเองอยู่กลุ่มเดียวกับเหล่าเฉียนและลูกชาย) เมื่อได้รู้ว่าแท้จริงแล้วพวกตนอยู่กลุ่มเดียวกับจูเอ้อร์เม่ย และจะแยกเรือนกับเหล่าเฉียนสองพ่อลูก ส่วนลึกในจิตใจของพวกเขาก็ปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง
แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่พวกเขาตระหนักดีว่าสองพ่อลูกนั้นเป็นภาระ ใครแบกรับเอาไว้ก็มีแต่จะโชคร้าย
พวกเขากลัวว่าจูเอ้อร์เม่ยจะแยกเรือนออกไปคนเดียว กลัวว่าเมื่อปราศจากจูเอ้อร์เม่ยคอยเป็นโล่ให้แล้ว คนที่ต้องแบกรับภาระเอาไว้ก็จะกลายเป็นพวกตน
แต่กลับคิดไม่ถึงว่า ที่แท้ ท่านแม่ก็จะพาพวกเขาไปด้วย?
“ได้ยินไหม ท่านแม่จะพาพวกเราไปด้วย…” เฉียนเสี่ยวซินเอ่ยเสียงเบา
ภรรยาของเขาพยักหน้าตาแดงก่ำ “อืม ข้าได้ยินแล้ว” น้ำเสียงนั้นแหบพร่า
หากไม่ใช่เพราะตรงนี้มีคนมุงอยู่มาก นางคงปล่อยโฮออกมาแล้ว
ฮือ ๆๆ…ดียิ่งนัก ในที่สุดข้าก็ไม่ต้องเผชิญหน้ากับพ่อลูกที่น่ากลัวสองคนนั้นอีกต่อไปแล้ว!
เพราะนั่นเป็นบิดาและพี่ชายของสามี คำพูดบางอย่างภรรยาของเฉียนเสี่ยวซินได้แต่เก็บเอาไว้ในใจ ไม่สะดวกจะพูดออกมา
ความจริงแล้ว ตั้งแต่ตอนที่นางแต่งเข้ามาช่วงแรกก็อยากจะแยกเรือนแล้ว
ทว่าน่าเสียดาย ท่านพ่อยังอยู่จึงหมดสิทธิ์จะทำเช่นนั้น
นางได้แต่ปลอบตนเองในใจ บอกให้ตนเองอดทนเอาไว้ อดทนอดกลั้น รอสักวันหนึ่ง…
นางอายุน้อยกว่าพ่อแม่สามี ย่อมสามารถเฝ้ารอจนถึงวันนั้น
แต่อย่างไรก็คิดไม่ถึงว่า เรื่องน่ายินดีจะมาถึงโดยไม่คาดหมาย ทำให้นางไม่กล้าเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นไปชั่วขณะ
น้ำตาพลันพรั่งพรูออกมา
เฉียนเสี่ยวซินไม่รู้ว่านางร้องไห้เพราะเหตุใด เข้าใจว่านางกำลังยินดีที่เรื่องที่กังวลใจไม่ได้เกิดขึ้น
เขาเองก็ดีใจเหมือนกัน แต่เขาเป็นผู้ชาย ไม่อาจร้องไห้ออกมาได้ เขายกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตาบนหน้านางอย่างเงอะงะ “อย่าร้อง ผ่านไปแล้ว ทุกอย่างผ่านไปแล้ว…”
นี่เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเฉียนเสี่ยวซินและภรรยา ทว่าสำหรับภรรยาของเฉียนซินแล้ว นี่กลับเป็นฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ ดี ๆ นี่เอง
นางนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น
อะไรนะ?!
ท่านแม่จะแยกเรือน?!
ไม่ ๆ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ท่านแม่จะแยกเรือน แต่เป็นเรื่องที่ท่านแม่จะพาครอบครัวของเฉียนเสี่ยวซินไปด้วย
หากเป็นเช่นนี้ ที่นี่ก็จะเหลือเพียงนางกับลูก ๆ…
ภรรยาของเฉียนซินสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัว
ปกติมีแม่สามีและน้องสะใภ้คอยดูแล เฉียนซินยังกล้าลงไม้ลงมือกับนาง ทำราวกับจะทุบตีนางให้ตายกระนั้น ถ้าแยกเรือนกันจริง ๆ เมื่อเฉียนซินกลับมา นางยังจะมีชีวิตต่อไปได้อย่างไร?
“ไม่!”
“ข้าไม่เห็นด้วย ข้าไม่เห็นด้วยที่จะแยกเรือน!”
“ได้ยินไหม ข้าไม่เห็นด้วยที่จะแยกเรือน!”
……
นางกรีดร้องโวยวาย แต่กลับไม่มีใครสนใจนางสักคน
ไม่รู้ว่านางถูกผลักออกไปนอกกลุ่มคนตั้งแต่เมื่อไหร่
ตุบ!
นางล้มลงบนพื้น
เบื้องหน้านางมีเพียงเงาหลังของผู้คนที่มาดูเรื่องของคนอื่น
ภรรยาของเฉียนซินนอนอยู่บนพื้น เนิ่นนานก็ยังไม่ลุกขึ้นมา น้ำตาร่วงกราวดุจสายฝน
“ไม่!”
“แยกเรือนไม่ได้นะ!”
“ข้าบอกว่าแยกเรือนไม่ได้ ได้ยินไหม?”
“ฮือ ๆๆ…ข้าไม่เห็นด้วย!”
……
น้ำเสียงค่อย ๆ แผ่วเบาและไร้กำลังลงทุกขณะ
ทว่าความคิดนางกลับทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้าจะทำให้พวกเจ้าต้องเสียใจ!
ภรรยาของเฉียนซินคืบคลานขึ้นมา แล้ววิ่งไปชนกำแพงอย่างรุนแรง
พลั่ก!
เสียงหนึ่งดังขึ้นกระทบโสตคนที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดของกลุ่มคน แต่ไม่ได้ดังมากนัก จึงไม่ได้ทำให้นางนึกระวัง
นางเพียงหันกลับมาด้วยความสงสัย แต่แล้วก็ต้องตกใจ “แย่แล้ว! แม่เจ้า! เฉียนต้าเหนียง สะใภ้ใหญ่ของเจ้าพุ่งชนกำแพงแล้ว!”
เสียงกรีดร้องนั้นดึงดูดความสนใจของทุกคนได้ในฉับพลัน
“อะไรนะ?! ใครชนกำแพง?”
“ไอ้หยา สวรรค์ทรงโปรด ทำไมนางถึงชนกำแพงล่ะ?!”
……
หญิงสูงวัยคนหนึ่งตอบสนองค่อนข้างเร็ว นางรีบเข้าไปดูคน
ภรรยาของเฉียนซินที่นอนอยู่บนพื้นเลือดอาบศีรษะ นางพยายามลืมตาขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรง พลางดิ้นรนกล่าวว่า “ไม่…ไม่แยกเรือน!”
“โธ่เอ๊ย สวรรค์ ตอนนี้มันเวลาไหนกันแล้ว เจ้ายังจะห่วงเรื่องนี้อีก?” คนผู้นั้นกล่าว แล้วร้องบอกคนอื่น ๆ ว่า “ไม่เป็นไร ยังมีลมหายใจอยู่”
จูเอ้อร์เม่ยเดินแหวกฝูงชนออกมา เมื่อเห็นภรรยาของเฉียนซินที่นอนอยู่บนพื้นก็มีโทสะ “เจ้าคนน่าตายคนนี้ เจ้าคิดจะทำอะไร? ข้าบอกเจ้าไว้เลยนะ ถ้าเจ้าจะตายก็ไปตายให้ไกล ๆ คิดว่ามาตายที่นี่แล้วข้าจะชายตาแลเจ้างั้นเรอะ? อย่าฝันไปเลย ข้าบอกเจ้าไว้ตรงนี้ ข้าต้องได้แยกเรือน…”
“โธ่เอ๊ย เฉียนต้าเหนียง เจ้าก็พูดให้น้อยลงหน่อยเถอะ รีบหามสะใภ้ใหญ่ของท่านเข้าเรือนก่อน ประเดี๋ยวก็ได้ตายจริง ๆ หรอก” ใครบางคนช่วยกุมแผลให้ภรรยาของเฉียนซินขณะกล่าว
เจ้าหน้าที่เห็นเช่นนั้นก็ปวดเศียร รีบถามเย่อวี๋หรานว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไร
เย่อวี๋หรานเดินเข้าไปยืนยันว่าภรรยาของเฉียนซินยังมีลมหายใจอยู่ก็บอกให้คนช่วยหามเข้าไปในห้อง
“มีใครทำแผลเป็นหรือไม่ ช่วยมาทำแผลให้หน่อยเถอะ ช่วยคนก่อนค่อยว่ากันทีหลัง”
ครั้นได้ยินเย่อวี๋หรานกล่าวเช่นนั้น เจ้าหน้าที่ก็ถอนหายใจออกมา
แม้เขาจะเห็นด้วยเรื่องแยกเรือน แต่ก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องวุ่นวายจนมีใครตายหรอกนะ
ความจริงแล้ว ภรรยาของเฉียนซินก็ไม่ได้ชนแรงนัก
ประการแรก เพราะนางได้กินไม่อิ่มอยู่เป็นประจำ ขาดสารอาหาร ร่างกายจึงอ่อนแอ อีกประการเป็นเพราะวันนี้นางไปทำงานในนามาครึ่งค่อนวันแล้ว ใช้แรงไปไม่น้อย สุดท้าย นางเพิ่งจะล้มไป ตอนลุกขึ้นมาฝีเท้ายังโงนเงนไม่มั่นคง ดังนั้นจึงดูเหมือนมีเลือดออกที่ศีรษะมากเท่านั้น
แต่เมื่อให้คนมีประสบการณ์ตรวจอาการก็จะพบว่าไม่ได้บาดเจ็บถึงกะโหลกศีรษะ บาดแผลไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด
ที่นี่ห่างจากหมู่บ้านสกุลจูพอสมควร หากจะไปเชิญหมอชาวบ้านมาก็คงไม่ทันการ จึงได้แต่เชิญแม่เฒ่าที่ค่อนข้างมีประสบการณ์ในหมู่บ้านมาช่วยเหลือ พอกขี้เถ้าไปก่อน
ผ่านไปไม่นานก็หยุดเลือดได้แล้ว เลือดแข็งตัวแห้งติดบนหน้าผากของนาง
แม่เฒ่าเห็นเช่นนั้นก็ทราบว่าไม่เป็นอะไรมากแล้ว จึงกล่าวว่า “ไม่เป็นไรแล้ว จูต้าเหนียง พอกยาสักหน่อยก็ดีขึ้นเอง”