ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 600 ไม่อาจทำกันเกินไป
บทที่ 600 ไม่อาจทำกันเกินไป
ภรรยาของเฉียนซินสำคัญตัวเองผิดไป คิดว่าเมื่อตนเองเอาศีรษะพุ่งชนกำแพงแล้วก็จะสามารถขัดขวางเรื่องนี้ได้
ไฉนเลยจะทราบว่าในช่วงที่นางหมดสติ เจ้าหน้าที่และบรรดาผู้อาวุโสของหมู่บ้านจะดำเนินการแยกเรือนจนเสร็จเรียบร้อย โดยมีคนในหมู่บ้านเป็นสักขีพยาน
เรือนที่มีอยู่แต่เดิมแบ่งเป็นสองส่วน โดยใช้ห้องโถงเป็นเขตแบ่ง ฝั่งซ้ายเป็นของเหล่าเฉียนและลูกชาย ฝั่งขวา (ไม่รวมห้องโถง) เป็นของจูเอ้อร์เม่ย นางใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเฉียนเสี่ยวซินและภรรยา
เนื่องจากห้องครัวอยู่ฝั่งซ้าย เย่อวี๋หรานจึงเจรจากับเจ้าหน้าที่ว่าให้คนในหมู่บ้านสร้างเตาสำหรับใช้งานชั่วคราวไปก่อน
รอจนจูเอ้อร์เม่ยมีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่านี้ พวกเขาค่อยสร้างใหม่กันเอง
“พี่สะใภ้ใหญ่ เตาชั่วคราวนี้จะใช้สะดวกเท่าห้องครัวได้อย่างไรเจ้าคะ?” จูเอ้อร์เม่ยรังเกียจว่าเตานี้ใช้ไม่สะดวกจึงเอ่ยขึ้นมา
เย่อวี๋หรานถลึงตาใส่ “หุบปาก! ถ้าอยากแยกเรือนก็หลบไปยืนข้าง ๆ”
จูเอ้อร์เม่ยบ่นอุบ หลบไปยืนข้าง ๆ อย่างไม่พอใจ
เฉียนเสี่ยวซินรีบไปยืนข้าง ๆ มารดา เอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านแม่ ไม่เป็นไรขอรับ ใช้งานไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร แค่ทำอาหารได้ก็พอแล้ว!”
“เจ้าจะไปเข้าใจอะไร?” จูเอ้อร์เม่ยกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
เหล่าเฉียนกับเฉียนซินยังอยู่ในคุก ในเรือนไม่มีเงินเหลือ เรื่องอื่นล้วนจัดการได้ง่าย
แบ่งเรือนแล้ว เครื่องครัวก็แบ่งเรียบร้อย เสื้อผ้าอาภรณ์ของแต่ละคนก็เป็นของคนนั้นตามเดิม ประเด็นสำคัญที่เหลือก็คือเรื่องที่ดินทำกิน
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “พวกข้าไม่เอาเปรียบพวกเขา แม้เหล่าเฉียนกับเฉียนซินจะทำไม่ถูก แต่ถึงอย่างไรพวกเขาคนหนึ่งก็เป็นอดีตสามีของจูเอ้อร์เม่ย ส่วนอีกคนเป็นลูกชายของนาง จึงย่อมไม่อาจทำกันเกินไป เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พวกข้าไม่เรียกร้องการชดเชย ที่ดินก็แบ่งกันคนละครึ่ง เฉียนซินและเฉียนเสี่ยวซินคนละครึ่ง”
เมื่อได้ยินวาจานี้ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสประหลาดใจมากทีเดียว
พวกเขาเข้าใจว่า ด้วยนิสัยของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ คงจะเอาเปรียบคนอื่นจนถึงที่สุดเสียอีก
อาศัยช่วงที่สองพ่อลูกไม่อยู่ กอบโกยเรือนสกุลเฉียนไปจนเกลี้ยง มิคาดว่า…
นอกจากนางจะไม่เอาเปรียบแล้ว ยังแยกเรือนออกเป็นสองส่วนอย่างยุติธรรม ทั้งยังรับปากว่าในช่วงที่เหล่าเฉียนและเฉียนซินไม่อยู่ ในฐานะที่เป็นน้องชาย เฉียนเสี่ยวซินมีหน้าที่ช่วยพี่สะใภ้ใหญ่ทำนา
จะพูดอย่างไรเฉียนซินก็เป็นพี่ชายของเฉียนเสี่ยวซิน จูเอ้อร์เม่ยสามารถไม่ต้องการลูกชายคนนี้ แต่เฉียนเสี่ยวซินไม่อาจไม่สนใจความเป็นพี่น้อง และไม่อาจไม่เหลียวแลหลานชายหลานสาวของตนเอง
แต่ก็ต้องบอกไว้ก่อนว่า จะปลูกได้เท่าไหร่ เก็บเกี่ยวได้เท่าไหร่ ล้วนขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ถ้าเหล่าเฉียนและเฉียนซินออกมาแล้วกลับมาโวยวายว่าเฉียนเสี่ยวซินเอาเปรียบพวกตน เช่นนั้นก็อย่าโทษว่าสกุลจูไม่ไว้หน้าหมู่บ้านเฉียนเฉวียน
ความนัยที่แฝงอยู่ก็คือ วันหน้าเมื่อเหล่าเฉียนและเฉียนซินออกมาแล้ว เห็นว่าเฉียนเสี่ยวซินมีความเป็นอยู่ดีกว่าเดิมก็มาหาเรื่อง เท่ากับว่าเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสไม่ได้ทำหน้าที่ให้ดี หมู่บ้านสกุลจูย่อมไม่ถือสาที่จะเข้ามาช่วยเหลือ ‘จัดการ’
แต่หากถึงตอนนั้นแล้วเรื่องราวบานปลายก็อย่ามาโทษหมู่บ้านสกุลจูก็แล้วกัน
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลเฉียนรีบรับคำติด ๆ กัน บอกว่าจะจับตาดูเหล่าเฉียนและเฉียนซินอย่างเข้มงวด ไม่ปล่อยให้พวกเขามาระรานเรื่องครอบครัวจูเอ้อร์เม่ยเป็นอันขาด
เนื่องจากภรรยาของเฉียนซินยังคงไม่ได้สติ จึงให้ผู้อาวุโสสกุลเฉียนประทับนิ้วมือแทนพ่อลูกสกุลเฉียน จัดการแยกเรือนอย่างเป็นทางการ
“จูต้าเหนียง ถึงวันอัญเชิญลำดับวงศ์ตระกูล ท่านจะมาหรือไม่?” ผู้อาวุโสสกุลเฉียนได้ลงเรือมาแล้วก็ไม่กลัวที่จะไปต่อ จึงถามพร้อมรอยยิ้มประจบ
“ช่างเถอะ ข้าคงไม่มาแล้ว นี่เป็นเรื่องในสกุลเฉียนของพวกท่าน คนนอกอย่างข้าเข้ามายุ่มย่ามให้น้อยหน่อยจะดีกว่า จะได้ไม่ทำให้ใครไม่พอใจ” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้าคิดว่าตอนนี้ข้าก็ทำให้คนไม่พอใจมากพอแล้ว แต่ทำอย่างไรได้ ผู้ใดใช้ให้จูเอ้อร์เม่ยเป็นคนบ้านแม่สามีข้ากันเล่า ข้าที่เป็นพี่สะใภ้จะปล่อยปละไม่สนใจเลยก็คงได้หรอกกระมัง?”
นางตวัดสายตาขึ้นมามองคนที่นั่งอยู่ในที่นั้นแล้วเอ่ยเสริมว่า “มีเรื่องที่ต้องบอกให้เข้าใจเสียตรงนี้ แม้ตอนนี้พวกข้าจะแยกเรือนกันแล้ว แต่ถึงอย่างไรเมียเฉียนซินก็เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของเฉียนเสี่ยวซิน คนที่ทำผิดคือเหล่าเฉียนกับลูกชาย ถ้าจะหาเรื่องก็ไปหาพวกเขา แต่ถ้ามีใครอาศัยช่วงที่ผู้ชายในเรือนนางไม่อยู่ แล้วแอบมาลักเล็กขโมยน้อยถึงในเรือนเมียเฉียนซิน ก็อย่าโทษว่าเฉียนเสี่ยวซินที่เป็นน้องชายใจร้ายใจดำ ลงมือสั่งสอนพวกคนไม่รู้ความเหล่านั้นก็แล้วกัน”
เจ้าหน้าที่ ผู้อาวุโสสกุลเฉียน รวมถึงคนอื่น ๆ ที่ถูกข่มขู่ “…”
จูต้าเหนียง ท่านจะเอาอย่างไรกันแน่?
คนเลวคือท่าน คนดีก็คือท่าน แล้วพวกข้านับเป็นตัวอะไร?
ข้าถุย! ข้าต้องไม่เป็นตัวอะไรอยู่แล้วสิ!
หรือว่าข้าจะเป็นตัวอะไร
ไม่ใช่สิ ข้า…
คิดไปคิดมาจนทำให้ตัวเองสับสนเสียเอง
“เอาล่ะ แยกเรือนเรียบร้อยแล้ว หลักฐานก็มีแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะไม่รั้งทุกท่านไว้แล้ว เชิญกลับไปเถอะ” เย่อวี๋หรานเห็นรอยหมึกแห้งแล้วก็พับเก็บต่อหน้าทุกคน พลางกล่าวว่า “น้องสามีของข้าต้องจัดการงานในเรือน ถ้าสะสางเสร็จเมื่อไหร่ค่อยเชิญทุกท่านมานั่งคุยกัน”
“ไม่เป็นไร ๆ เชิญเลย เชิญพวกท่านตามสบาย” เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลเฉียนได้ยินแบบนั้นก็ไม่กล้าอยู่ต่อ ต่างทยอยกันกล่าวคำอำลา
คนที่มาชมเรื่องครึกครื้นเหล่านั้นเห็นเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจากไปแล้วก็เข้ามาเก็บม้านั่งและเก้าอี้ของตนเองกลับไปด้วยเช่นกัน
“จูต้าเหนียง พวกข้ากลับก่อนนะ ลาก่อน!”
“แล้วเจอกันใหม่!”
“คราวหน้าแวะมาที่เรือนข้าบ้างนะ จูต้าเหนียง”
……
แม้จะใจเต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ แต่คนมุงกลุ่มนี้ยังมีคนที่ใจกล้าอยู่บ้าง จึงเชื้อเชิญพร้อมรอยยิ้มเพื่อเอาใจใครบางคน
ตอนนี้ใครบ้างไม่รู้ว่า คนในหมู่บ้านละแวกนี้ล้วนหวังพึ่งจูต้าเหนียง รอให้นางพาทุกคนไปสู่ความอยู่ดีกินดีทั้งนั้น?
ใครที่สนิทสนมกับนาง ไม่แน่ว่าอาจได้ผลประโยชน์มากหน่อยก็เป็นได้
เย่อวี๋หรานย่อมล่วงรู้ความคิดของพวกเขา จึงเพียงหัวเราะด้วยสีหน้าเฉยเมย ตอบรับอย่างไม่สนใจนัก
ผ่านไปครู่เดียว ภายในเรือนสกุลเฉียนก็เงียบสงบลง
เมื่อไม่มีคนแล้ว จูเอ้อร์เม่ยก็กล่าวโทษจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นที่ทำตัวเป็นกำแพงประกอบฉากว่าไม่รู้จักห้ามปรามพี่สะใภ้ใหญ่เสียบ้าง
เห็นไหม เอาของดี ๆ ยกให้ตาแก่นั่นไปหมดแล้ว นางยังจะเหลืออะไร?
รู้ทั้งรู้ว่าสองพี่น้องได้คนละครึ่งเท่ากัน จูเอ้อร์เม่ยกลับรู้สึกเหมือนตนเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นกลอกตา “ฮ่า! แน่จริงก็พูดกับพี่สะใภ้ใหญ่เองสิ มาพูดกับพวกข้าทำไม?”
“นั่นน่ะสิ พี่สะใภ้ใหญ่ก็อยู่ด้วยนี่นา?”
……
จูเอ้อร์เม่ยไม่พอใจ ถ้านางพูดชนะพี่สะใภ้ใหญ่ได้แล้วยังต้องให้พวกนางพูดอีกหรือ?
เย่อวี๋หรานเห็นว่าจูเอ้อร์เม่ยไม่ได้พูดกับตนเองก็คร้านจะสนใจ ทำเป็นมองไม่เห็นเสีย แล้วเดินเข้าไปในห้องของภรรยาเฉียนซิน
จูเอ้อร์เม่ย จูซานเสิ่น และจูซื่อเสิ่นเห็นเช่นนั้นก็รีบตามเข้าไป
เฉียนเสี่ยวซินเป็นผู้ชาย ไม่สะดวกจะตามเข้าไป จึงเรียกลูกสาวคนโตแล้วบอกให้ไปแอบมองตรงประตูแล้วกลับมารายงานเขา
ภายในห้อง ภรรยาของเฉียนซินยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง บนศีรษะพันผ้าเก่าเอาไว้
สีหน้าค่อนข้างซีดเผือด แต่ลมหายใจสม่ำเสมอ ดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นอะไร
ไม่รู้ว่าภรรยาของเฉียนเสี่ยวซินคิดอะไรอยู่ นางอยู่ในภวังค์ความคิด
เย่อวี๋หรานกระแอมเสียงเบา “อะแฮ่ม!”
ภรรยาของเฉียนเสี่ยวซินพลันได้สติคืนมา เมื่อนางเห็นว่าคนที่เข้ามาเป็นใครก็รีบลุกขึ้น “ท่าน…ท่านป้า…”
บนใบหน้าเหมือนมีคำว่า ‘ร้อนตัว’ แปะอยู่
ราวกับว่านางไปทำเรื่องที่ไม่อาจพบผู้คนมาอย่างนั้นแหละ
แต่ความจริงแล้วนางไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงใจลอยเพราะคิดถึงวันเวลาเก่า ๆ รวมถึงจินตนาการถึงอนาคตที่หลุดพ้นจากสองพ่อลูกนั่นได้แล้ว
เย่อวี๋หรานสังเกตท่าทางของอีกฝ่ายก็เพียงแค่ถามขึ้นว่า “เป็นอย่างไรบ้าง นางยังตัวร้อนอยู่ไหม?”
ภรรยาของเฉียนเสี่ยวซินไม่ได้กำลังดูแลพี่สะใภ้ของตนอยู่แล้วจะรู้ได้อย่างไร นางกระซิบว่า “คง…คงไม่เป็นไรกระมังเจ้าคะ”
“คงไม่เป็นไรอะไรกัน? เจ้ามีสมองหรือไม่กันแน่?” จูเอ้อร์เม่ยที่ตามเข้ามาอ้าปากได้ก็ด่าคนทันที “ให้เจ้าดูแลคน เจ้าดูแลไปถึงไหนแล้ว? โชคดีที่ข้ายังสุขภาพดี ไม่อย่างนั้นถ้าคนที่นอนอยู่ตรงนั้นเป็นข้า คงถูกเจ้าทำให้โมโหจนตายไปแล้ว…”