ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 607 พวกพี่สามกลับมาแล้ว
บทที่ 607 พวกพี่สามกลับมาแล้ว
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าทำหน้าทะเล้นใส่จูซาน
ไม่บ่อยนักที่เด็กทั้งสองจะสดใสร่าเริงเช่นนี้ จูซานมีแต่จะเบิกบานใจ
อย่าว่าแต่เด็กน้อยอย่างต้าเป่าและเอ้อร์เป่า ผู้ใหญ่อย่างเขาก็ตั้งตารอวันปีใหม่เช่นกัน จะได้กลับบ้านไปอยู่กันพร้อมหน้ากับคนในครอบครัว
จัดของเสร็จเรียบร้อย จูซานก็พาจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าไปอำลาอาจารย์เสิน
อาจารย์เสินเรียกจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าเข้าไปหาเพื่อกำชับอะไรอีกเล็กน้อย
โดยเฉพาะจูชีนั้น อาจารย์เสินได้กล่าวว่า “ซุ่นเต๋อ เจ้าตั้งใจเรียนมาตลอด อาจารย์จึงค่อนข้างวางใจ สิ่งที่ควรสอน อาจารย์ก็สอนไปจนหมดแล้ว ตอนนี้เพียงอยากย้ำเตือนเจ้าอีกครั้ง สถานการณ์ของเจ้าแตกต่างจากคนอื่น ไม่ต้องเปรียบเทียบกับพวกเขา ขอเพียงเจ้ามีจิตใจหนักแน่น ทำตัวเหมือนปกติก็พอแล้ว”
“ถ้าสอบผ่านได้ก็ดี สอบไม่ผ่านก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด อย่างมากก็แค่เตรียมสอบใหม่อีกครั้ง เจ้าเพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่นาน คนอื่น ๆ สิบกว่าปีก็ยังสอบไม่ผ่าน เจ้าเพิ่งเรียนมาได้เท่าไหร่เอง? ไม่น่าอายหรอก”
“เจ้าไปลองสนามครานี้ก็เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เข้าใจใช่ไหม?”
……
จูชีตอบรับอย่างสัตย์ซื่อ “ขอรับ”
หลังจากนั้น อาจารย์เสินก็กล่าวถึงวันสอบเสี้ยนซื่อ เขาหวังว่าจูชีจะมาที่สำนักศึกษาก่อนการสอบเสี้ยนซื่อ เขาอยากจะสอนอะไรแก่ลูกศิษย์ที่จะเข้าสอบอีกเป็นครั้งสุดท้าย
เมื่อกลับจากพบอาจารย์เสิน พวกเขายังไปพบเสินต้าเหนียง รวมถึงสหายร่วมสำนักที่ค่อนข้างสนิทกันอีกหลายคน
อย่าเห็นว่าจูชีแลดูโง่งมทึ่มทื่อ แต่ในสำนักศึกษาสกุลเสินแห่งนี้กลับได้รับความนิยมทีเดียว
แต่ก็เข้าใจได้ไม่ยาก สถานการณ์ของเขาต่างจากคนอื่น ไม่อาจเปรียบเทียบได้ คนอื่นจึงไม่ค่อยมีความรู้สึกว่าต้องแข่งขันกับเขา
มิหนำซ้ำ เขายังเป็นคนซื่อ ๆ มีอะไรก็พูดออกมาตามตรง ไม่เคยเสแสร้งแกล้งทำ
ทุกคนมีตรงไหนไม่เข้าใจก็มาถามเขา เขาก็จะตอบออกมาตามที่รู้โดยไม่ปิดบังอำพรางแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่ทุกคนจะชมชอบเขา
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่หัวไวและฉลาดเป็นกรดยังเป็นฝ่ายสนับสนุนชั้นยอด สหายร่วมสำนักของจูชีที่เป็นพ่อคนแล้วไม่มีใครไม่เอ็นดูเด็กน้อยทั้งสอง
นอกจากนี้ เมื่อญาติผู้ใหญ่ของสหายร่วมสำนักของจูชีมาเห็นต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ล้วนแต่เอ็นดูกันทุกคน
“เด็กสองคนนี้เป็นลูกเต้าเหล่าใครรึ ทำไมถึงฉลาดอย่างนี้?”
“เป็นเด็กบ้านสหายร่วมสำนักของข้าเอง ปีหน้าหรือปีถัดไปก็จะมาร่ำเรียนด้วยกันที่นี่ ตอนนี้กำลังเรียนพื้นฐานกับสหายข้าอยู่ขอรับ”
“ถ้าอย่างนั้น ให้ลูกของพี่ชายเจ้ามา…”
พูดยังไม่ทันจบ คนผู้นั้นก็โบกไม้โบกมือ “ท่านพ่อ เทียบกันไม่ได้หรอกขอรับ ข้าไม่ได้ดูถูกหลานชายของตัวเองหรอกนะ แต่ท่านดูพวกเขาแล้วดูลูกของพี่ใหญ่สิ…ข้ากลัวว่าพามาแล้วจะเล่นซน ทำให้อาจารย์โมโหเอา”
เห็นเด็กตัวน้อย ๆ ก้มหน้าก้มตาคัดลายมืออยู่บนโต๊ะทั้งที่ไม่มีผู้ใหญ่คอยจับตามอง บิดาของเขาก็หดหู่เสียแล้ว เฮ้อ…เทียบกันไม่ได้จริง ๆ เสียด้วย!
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น จูซานก็พาจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าขึ้นเกวียนเทียมวัวกลับหมู่บ้านสกุลจู
คนสกุลจูกำลังยุ่ง ๆ กันอยู่ ทันใดนั้นก็เห็นพวกเขากลับมา ทุกคนต่างล้อมเข้ามาหา
“ไอ้หยา กลับมาแล้วรึ?”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ รีบออกมาเร็วขอรับ พวกพี่สามกลับมาแล้ว…”
จูเหล่าโถวได้ยินเสียงก็เดินออกมาจากในห้องโถง เห็นจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าที่สวมชุดคลุมยาวก็พลันขอบตาแดงเรื่อ
“กลับมาก็ดี กลับมาก็ดีแล้ว!” เขารุดเข้ามาหา อยากจะพูดอะไรสักอย่าง สุดท้ายก็ตื้นตันใจจนพูดออกมาได้เพียงประโยคเดียว พูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ อยู่เช่นนั้น
หลิ่วซื่อก็ได้ยินเสียงแล้วเช่นกัน นางมองต้าเป่าและเอ้อร์เป่าที่แลดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อย แผ่กลิ่นอายบัณฑิตทั่วร่าง นางก็ทั้งรู้สึกภาคภูมิใจและปวดใจ
“ท่านแม่…” ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเห็นนางแล้วก็วิ่งเข้ามากอดขาของนางไว้ “ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านยิ่งนัก!”
“ข้าก็คิดถึงท่านเหมือนกัน ท่านแม่!”
“ท่านแม่ ท่านดูสิ ข้าสูงขึ้นอีกแล้ว!”
“ข้าก็สูงขึ้นเหมือนกัน!”
……
อยู่ข้างนอกเป็นผู้ใหญ่ตัวเล็ก พอกลับบ้านมากลับกลายเป็นเด็กน้อยขี้อ้อนเรียกร้องความสนใจจากหลิ่วซื่อ
หลิ่วซื่อลูบไล้ศีรษะของพวกเขา สุดจะระงับความพลุ่งพล่านใจ “ใช่แล้ว สูงขึ้นอีกแล้ว ตัวโตเชียว แม่เกือบจำไม่ได้…”
จูต้ายืนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกมือไม้เก้งก้าง
ความรักของคนเป็นพ่อในยุคสมัยนี้มักจะนิ่งสงบและไร้สำเนียง
แม้เขาจะรักลูกของตัวเองมากเช่นกัน แต่กลับไม่ได้แสดงออกเหมือนหลิ่วซื่อ ทั้งยังไม่รู้ว่าควรแสดงออกมาอย่างไร จึงได้แต่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองแม่ลูกทั้งสามพลางยิ้มอย่างโง่งม
จูชีดีใจยิ่งนัก เขาปราดเข้าไปพูดต่อหน้าเย่อวี๋หรานราวกับเด็ก ๆ “ท่านแม่ ท่านดูสิ ข้าโตขึ้นเหมือนกันใช่ไหมขอรับ!”
มุมปากของเย่อวี๋หรานโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ใช่แล้ว โตขึ้นแล้ว ตัวสูงกว่าแม่เสียอีก”
นางยังถามอย่างเป็นห่วงเป็นใยอยู่หลายคำ ขณะที่จูชีกำลังดีใจอยู่ก็อดจะเขินอายขึ้นมาไม่ได้
เรียนหนังสือมาพักใหญ่ ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ความคิดอ่านของคนเราก็จะค่อย ๆ สุกงอมขึ้นตามลำดับ ทั้งยังรู้จักแยกแยะดีเลว
ครั้นเห็นท่าทางแบบนั้นของเขา เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้หยอกเย้าให้เขาเขินอายกว่าเดิม แต่หันไปถามจูซานว่าพวกเขากลับมาเช้าขนาดนี้ ได้กินอาหารเช้ามาหรือยัง
จูซานตอบว่ายังไม่ได้กิน พอฟ้าสางก็เดินทางกลับบ้านทันที เย่อวี๋หรานจึงบอกให้หลิวซื่อและหลินซื่ออุ่นอาหารมาให้พวกเขา
“เจ้าค่ะ ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว น้องสาม พวกข้าทำเกี๊ยวให้พวกเจ้าด้วยดีไหม?” หลิวซื่อยิ้ม “ที่บ้านห่อเกี๊ยวไว้เยอะเลย เมื่อเช้าพวกข้าก็กินเกี๊ยวนี่แหละ กินคู่กับน้ำแกงกระดูกหมู อร่อยเชียว น้องสี่ของเจ้าลองชิมแล้วด้วย”
ได้ยินว่าน้องสี่ชิมรสชาติแล้ว จูซานก็เข้าใจทันทีว่าหมายความว่าอย่างไร จึงยิ้มตอบไปว่า “น้องสี่ยังบอกว่าอร่อย แปลว่าต้องอร่อยแน่นอน รบกวนพี่สะใภ้รองกับน้องสะใภ้ห้าแล้ว”
“พี่สาม ท่านจะเกรงใจไปแล้ว คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องขอบคุณหรอกเจ้าค่ะ ท่านนั่งก่อนสักครู่ พวกข้าจะไปทำให้เดี๋ยวนี้” รอยยิ้มเกลื่อนทั่วใบหน้าหลินซื่อ
ในช่วงเวลานั้น บรรยากาศของความสุขคลี่คลุมไปทั่วเรือนสกุลจู
เมื่อนึ่งเกี๊ยวเสร็จแล้ว นำมารับประทานคู่กับน้ำแกงกระดูกหมูที่จูซื่อเอ่ยปากชม จูซาน จูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่ารับประทานอย่างเอร็ดอร่อยกันถ้วนหน้า
“อร่อย!” ต้าเป่าซดน้ำแกงจนหมดถ้วย สีหน้าอิ่มหนำสำราญ “อาสี่ ลิ้นของท่านยอดเยี่ยมยิ่งนักขอรับ ต่อไปถ้าข้าอยากกินอะไร แค่เดินตามหลังท่านก็พอแล้ว”
วาจาทะเล้นของต้าเป่าทำให้จูซื่ออดจะเย้ากลับไปไม่ได้ “เดินตามหลังข้าก็พอแล้ว? ถ้าข้าผายลม เจ้ายังจะตามอยู่ไหม?”
หลี่ซื่อฟาดมือใส่แผ่นหลังจูซื่อ “พูดจาอะไรของเจ้า ต้าเป่าจะโตไปเป็นบัณฑิตในวันหน้านะ เจ้าระวังหน่อย อย่าสอนเด็กซี้ซั้ว”
จูซื่อรีบยอมรับความผิดทันที บอกว่าต่อไปไม่กล้าทำอีกแล้ว
เขาพูดหยอกต้าเป่า “ข้าเสียเปรียบแย่แล้ว ตั้งแต่เด็กน้อยอย่างพวกเจ้าเรียนหนังสือ อาสะใภ้สี่ของพวกเจ้าก็รังเกียจข้าเสียแล้ว ต้าเป่า วันหน้าเจ้าต้องชดเชยให้ข้าอย่างสมน้ำสมเนื้อหน่อยนะ”
ต้าเป่ายิ้มพลางเอ่ยว่า “ได้สิ อาสี่ ต่อไปให้ซานเป่ากับซื่อเป่ามาเรียนหนังสือกับพวกข้า ข้ากับเอ้อร์เป่ารับหน้าที่ปูพื้นฐานให้พวกเขาเอง”
“ใช่แล้วขอรับ ข้าก็เหมือนกัน อาสี่ ข้ารู้จักตัวหนังสือหลายตัวแล้ว ท่องกลอนและคิดคำนวณเก่งกาจด้วยนะ!” เอ้อร์เป่ากล่าวด้วยสีหน้าภูมิใจ แสดงให้เห็นว่าตนเองเต็มใจช่วย
จูซื่อได้ยินว่าพวกเขายินดีช่วยก็เบิกบานใจยิ่งนัก รีบสัญญากันเอาไว้ทันที
ยังบอกหลานชายสองคนไว้ว่า วันหน้าซานเป่ากับซื่อเป่าก็ยกให้พวกเขาดูแล ถ้าพวกเขาสอนไม่ได้ก็ต้องคิดหาวิธีการเอาเอง ผู้ใหญ่อย่างพวกเขาจะไม่เข้าไปยุ่ง
“อาสี่ ท่านวางใจได้ พวกข้าสอนได้แน่นอน!” ต้าเป่ากล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ “เมื่อก่อนอาเจ็ดก็สอนหนังสือให้พวกข้าเหมือนกัน ไม่มีปัญหาหรอกขอรับ!”
“ใช่แล้ว พวกข้าสอนได้แน่นอน!” เอ้อร์เป่าตบอกรับประกัน
ซานเป่ากับซื่อเป่าไม่รู้ว่าปูพื้นฐานหมายความว่าอย่างไร พวกเขารู้เพียงว่าต่อไปพวกตนจะได้เล่นด้วยกันกับพี่ใหญ่และพี่รอง
“เย่! ต่อไปจะได้เล่นกับพี่ใหญ่พี่รองแล้ว!”
“พี่ใหญ่ พี่รอง ข้าเล่นกับพวกท่านด้วยคน!”
……
พวกเขาวิ่งล้อมหน้าล้อมหลังต้าเป่าและเอ้อร์เป่าอย่างดีอกดีใจ ตื่นเต้นยินดีราวกับได้ของเล่นชิ้นใหม่อย่างไรอย่างนั้น
พวกผู้ใหญ่มองจากข้าง ๆ แล้วก็หัวเราะด้วยความเบิกบานใจ
ตอนนี้ดีใจอย่างกับอะไรดี ไม่รู้ว่าถึงตอนปูพื้นฐานจริง ๆ จะร้องไห้โวยวายว่าไม่อยากเรียนหรือเปล่านะ ฮ่า ๆๆๆ…
คิดแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายังเรียนมาได้โดยไม่มีปัญหาแบบนั้นเลยนี่นา