ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 608 เขียนกลอนคู่
บทที่ 608 เขียนกลอนคู่
แต่ทุกคนก็ไม่กล้ามั่นใจ เพราะสถานการณ์ของต้าเป่าและเอ้อร์เป่าต่างจากซานเป่าและซื่อเป่า
ช่วงแรกต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเรียนกับเย่อวี๋หราน มีท่านย่าที่โหดขนาดนี้อยู่ด้วย พวกเขาสองคนก็ประหนึ่งมุสิกเผชิญแมว กล้าดื้อก็แปลกแล้ว
พอได้ตามจูชีเข้าไปร่ำเรียนในตำบลก็กลายเป็นนกน้อยที่หลุดจากกรง อิสระยิ่งนัก
ตอนที่ยังเล็ก ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเคยลำบากมาก่อน ตระหนักได้ว่าโอกาสที่ได้รับมานั้นล้ำค่า ประกอบกับบรรยากาศภายในสำนักศึกษาสกุลเสิน พวกเขาจึงไม่กล้าที่จะไม่พากเพียร
แต่ซานเป่ากับซื่อเป่าไม่เหมือนกัน พวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์ถูกเย่อวี๋หรานใช้ไม้กวาดไล่ตีไปทั่วเรือน…
ในเมื่อจูชีกลับมาแล้ว เย่อวี๋หรานจึงเริ่มดำเนินการเรื่องการเขียนกลอนคู่
นางให้คนยกโต๊ะและเก้าอี้ไปวางไว้หน้าประตูเรือนเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา พอเพื่อนบ้านมาเห็นก็กระจายข่าวออกไปทันที
ชาวบ้านในหมู่บ้านสกุลจูจึงนำสิ่งของจำพวกไข่ไก่มุ่งหน้ามาทางนี้
ในยุคนี้ พู่กัน หมึก และกระดาษถือเป็นสิ่งล้ำค่า พวกเขาย่อมไม่กล้ามาขอให้คนอื่นเขียนกลอนคู่ให้มือเปล่า
“จูต้าเหนียง ปีนี้ยังเขียนอยู่ไหม?”
“จูต้าเหนียง ข้าขอให้เจ้าเจ็ดบ้านท่านช่วยเขียนกลอนคู่ให้จะได้ไหม?”
“จูต้าเหนียง ข้าอยากให้ต้าเป่าบ้านท่านช่วยเขียนกลอนให้หน่อย”
……
ความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งที่เรียกร้องก็ต่างกันออกไป
อยากได้ลายมือของเย่อวี๋หรานก็เพราะอยากแบ่งปันไอมงคลจากสกุลจู คิดว่าครอบครัวสกุลจูมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ก็เพราะนาง
ถ้าพวกเขาขอปันไอมงคลจากเย่อวี๋หราน ก็จะได้มีชีวิตดี ๆ เหมือนกันใช่ไหมนะ?
ทั้งยังมีคนที่คิดไกลกว่านั้น อยากตีสนิทว่าที่ซิ่วไฉ
ขณะที่บางคนอยากขอปันไอมงคลจากต้าเป่าและเอ้อร์เป่า ด้วยความหวังว่าในอนาคตลูกหลานในบ้านตนเองจะได้น่ารักฉลาดเฉลียวเหมือนพวกเขา
ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ขอเพียงไม่มากจนเกินไป คนสกุลจูก็ล้วนตอบรับ
คนในหมู่บ้านไม่ได้มีข้อเรียกร้องสูงนัก พวกเขาไม่รู้หนังสือ ขอแค่เป็นข้อความที่มีความหมายมงคลก็พอแล้ว จะเขียนอะไรก็ได้ทั้งนั้น
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าสบตากัน แววตาทอประกายยินดี
เพราะก่อนที่พวกเขาจะกลับมาก็ได้ยินอาสามพูดแล้วว่า ปีนี้อาจให้พวกเขามาช่วยเขียนกลอนคู่ให้คนในหมู่บ้าน
ดังนั้นเพื่อไม่ให้ขายหน้า ตอนอยู่ที่สำนักศึกษา พวกเขาจึงตั้งใจฝึกคัดอักษรมาอย่างดี ทั้งยังคัดลอกกลอนมาหลายแผ่นเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า
พอคิดไม่ออกก็จะหยิบกระดาษคัดลอกกลอนแผ่นเล็กขึ้นมา ถามฝ่ายตรงข้ามว่าต้องการความหมายประมาณไหน แล้วปรับเปลี่ยนเล็กน้อยให้สอดคล้องกันก็เป็นอันใช้ได้
“อันนี้ดี ๆ โชคลาภบริบูรณ์ ข้าเอาอันนี้ ต้าเป่า เจ้าเขียนให้ข้าด้วยคน…”
“หา เขาเพิ่งเอาแบบนี้ไปนะขอรับ” ต้าเป่ากำลังพลิกหาท่อนต่อไป คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะอยากได้ท่อนเดียวกันกับคนก่อนหน้านี้
“ไม่เป็นไร เขาเอาไปติดที่บ้านเขา ข้าจะเอาไปติดที่บ้านข้า ข้าชอบท่อนนี้ เจ้าช่วยเขียนให้ข้าหน่อยนะ”
ต้าเป่าหัวไว เมื่ออีกฝ่ายยืนยันว่าอยากได้ท่อนนี้ก็ไม่ปฏิเสธ “ได้ขอรับ ในเมื่อท่านอาชอบ ข้าก็จะเขียนอันนี้”
เขาค้นพบอย่างรวดเร็วได้ว่า ความจริงแล้วท่านอาท่านน้าทั้งหลายไม่ได้อยากได้ข้อความที่แปลกใหม่อะไรเลย หากไม่ใช่ ‘โชคลาภบริบูรณ์’ ก็เป็น ‘อยู่เย็นเป็นสุข’ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ความหมายก็วนอยู่แค่นี้
ดังนั้น เขาจึงไปคุยกับเย่อวี๋หราน “ท่านย่า พวกเราแบ่งงานกันดีไหมขอรับ แต่ละคนเขียนกลอนคนละชนิด แบบนี้ถ้าทุกคนอยากได้กลอนแบบไหนก็ไปต่อแถวทางนั้น ไม่ต้องมารวมกันอยู่แถวเดียวเหมือนตอนนี้ ตอนที่พวกเราเขียนก็ประหยัดแรง ไม่ต้องคิดแล้วคิดอีก”
ลายมือของเด็กน้อยจะสวยได้สักเท่าไหร่กัน เย่อวี๋หรานไม่ได้หวังให้พวกเขาโดดเด่นอะไรมากมาย แค่อยากให้พวกเขามีโอกาสได้ฝึกฝนเท่านั้น
คิดไม่ถึงว่าต้าเป่าจะบังเกิดความคิดรวดเร็วเช่นนี้ นางตอบว่า “ได้สิ ถ้าอย่างนั้นให้เจ้าจัดการก็แล้วกัน ข้ากับอาเจ็ดของเจ้าจะทำตามที่เจ้าบอก”
นางไม่ได้รับหน้าที่นี้มาจัดการเอง แต่มอบหมายให้ต้าเป่า เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงศักยภาพออกมา
อะแฮ่ม!
เย่อวี๋หรานสาบานว่านางไม่ได้อยากแอบอู้ แค่อยากฝึกฝนพวกเด็ก ๆ เท่านั้นจริง ๆ
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าปรึกษากันเล็กน้อยก็แบ่งงานที่ไม่ซ้ำกันให้คนทั้งสี่ พวกเขายังให้ซานเป่ากับซื่อเป่ามาช่วยอีกด้วย
งานของผู้ช่วยตัวน้อยง่ายยิ่งนัก ก็คือยืนคั่นกลางระหว่างต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า และระหว่างเย่อวี๋หรานกับจูชี บอกคนในหมู่บ้านที่ต่อแถวอยู่ว่า ถ้าอยากได้กลอนความหมายแบบนี้ ให้ไปต่อแถวกับคนไหน
“ท่านอา ท่านอยากได้กลอนโชคลาภ เชิญไปต่อแถวหน้าพี่ใหญ่ของข้าได้เลยขอรับ เขาเขียนกลอนโชคลาภโดยเฉพาะ”
“ท่านน้า เชิญต่อแถวทางนี้ขอรับ พี่รองของข้าเขียนกลอนอยู่เย็นเป็นสุข”
……
แต่ถึงจะจัดการแบบนี้แล้ว หลังจากเขียนกลอนมาทั้งวัน ข้อมือของทุกคนก็ล้ากันไปหมด
โดยเฉพาะต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่อายุยังน้อย ปกติตอนฝึกคัดลายมือ อาจารย์เสินก็ไม่ให้พวกเขาคัดมากเกินไป คราวนี้แม้เย่อวี๋หรานจะบอกให้พวกเขากลับเข้าเรือนไปก่อนแล้ว แต่ก็เหน็ดเหนื่อยเอาการ
เมื่อกลับมานั่งผิงไฟในห้องโถง หลิ่วซื่อใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำร้อนประคบให้พวกเขา ในใจก็รู้สึกสงสาร
“ท่านแม่ ไม่เป็นไรขอรับ อาจารย์เสินบอกว่าพวกข้ายังเด็ก กระดูกยังเจริญไม่เต็มที่ พอโตขึ้นแล้ว ฝึกคัดให้มากก็จะไม่เป็นแบบนี้แล้วขอรับ” ต้าเป่าสัมผัสได้ถึงความห่วงใยของมารดาจึงพูดปลอบอย่างใส่ใจ
จูซานยังสอนวิธีนวดข้อมือเด็กน้อยทั้งสองให้หลิ่วซื่อ
“พี่สะใภ้ใหญ่ ไม่เป็นไรขอรับ คัดอักษรมากเกินไปจึงปวดข้อมือ แต่ไม่ได้บาดเจ็บถึงข้อต่อ พอพวกเขาโตกว่านี้ยังจะได้ฝึกคัดเยอะกว่าตอนนี้เสียอีก นิ้วมือถลอกปอกเปิกไปหมด…”
หลิ่วซื่อประหลาดใจ “คัดอักษรก็ทำให้มือถลอกได้ด้วยรึ? ดูเหมือนจะไม่ได้สบายไปกว่าพวกเราทำนาเลยนะ?”
“สบายที่ไหนกันล่ะขอรับ การคัดอักษรมีรายละเอียดมากมาย ข้อมือต้องแข็งแรง นิ้วมือต้องมีแรง คนมักพูดกันว่าบัณฑิตอ่อนแออย่างนั้นบัณฑิตอ่อนแออย่างนี้ แต่ถ้าไม่มีเรี่ยวแรงเสียเลย สู้ผู้หญิงก็ยังไม่ได้ ตัวอักษรที่คัดออกมาก็จะไม่สวย…” จูซานเอ่ยเสริมว่า “อาจารย์เสินเป็นคนพูดเอง เขาบอกว่าคนที่คัดลายมือได้ดีจริง ๆ กำลังที่มือจะต้องไม่ด้อย เรียกว่าอะไรนะ? เรียกว่า…”
“จรดพู่กันประดุจเทพรังสรรค์ มังกรเหินหงส์เริงรำ แข็งแกร่งทรงพลัง…” เย่อวี๋หรานกล่าวแทรกขึ้นมา “การคัดอักษรมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ลายมือสะท้อนผู้เขียน ดูลายมือของคนคนหนึ่งก็สามารถทำความเข้าใจลักษณะนิสัยของคนผู้นั้นได้ ตัวอักษรที่แลดูอ่อนช้อย นอกจากจะเป็นเพราะคนเขียนมีแรงน้อย นิสัยและอารมณ์ก็เหมือนกับตัวอักษร อ่อนโยน ใจเย็น…”
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าพยักหน้าอยู่ข้าง ๆ “ใช่แล้วขอรับ อาจารย์เสินก็พูดแบบนี้ บอกว่าอาเจ็ดเป็นลูกผู้ชาย ไม่อาจเขียนอักษรไร้พลังเหมือนผู้หญิง อาจารย์จึงทำพู่กันที่หนักเป็นพิเศษให้อาเจ็ดฝึกคัดลายมือ”
จูซานทราบเรื่องพู่กันเช่นกัน เขาอธิบายสาเหตุเพิ่มเติม
อาจารย์เสินไม่ได้รังเกียจที่จูชีคัดลายมือไม่สวย แต่เป็นเพราะก่อนหน้านี้จูชีไม่เคยคัดอักษรอย่างจริงจังมาก่อน เวลาคัดจึงออกแรงได้ไม่แม่นยำเท่าใดนัก
ปีหน้าจูชีก็จะลงสนามสอบแล้ว ดังนั้นเพื่อจะทำชุดฝึกคัดลายมือให้เขา อาจารย์เสินจึงทำพู่กันที่ค่อนข้างหนักให้จูชีฝึกคัดลายมือโดยเฉพาะ
พู่กันชนิดนี้ทำมาจากไม้ไผ่ที่ข้างในกลวง สอดไส้เหล็กเข้าไป จึงทำให้มีน้ำหนักมากกว่าพู่กันปกติ
“ข้าลองดูแล้ว ไม่ได้หนักอย่างที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าพูดหรอก เพียงหนักกว่าพู่กันทั่วไปอยู่บ้าง ไม่ได้หนักจนทำให้คนตกใจ” จูซานยิ้ม “ถ้าเป็นพู่กันที่ยกไม่ขึ้น อาจารย์เสินคงไม่กล้าเอามาให้เจ้าเจ็ดฝึกคัดลายมืออยู่ดี เพราะกลัวว่าจะทำให้ข้อมือของเจ้าเจ็ดได้รับบาดเจ็บ”
“แต่ถึงจะเบาแค่ไหน พอถือไว้ในมือแล้วก็จะรู้สึกได้ถึงน้ำหนักอยู่ดี ถือไว้นาน ๆ ก็ย่อมเมื่อยล้า” เย่อวี๋หรานไม่เห็นด้วยกับจูซาน นางถามว่า “พวกเจ้าก็ลองคิดดูว่า ระหว่างยกของหนักร้อยชั่งเดินทางระยะสั้น ๆ กับถือของเบาน้ำหนักแค่สองตำลึงเดินทางนับพันนับหมื่นลี้ พวกเจ้าจะเลือกอันไหน? ถ้าถือไว้นาน ๆ ต่อให้หนักแค่สองตำลึงก็คงล้าเหมือนกันนั่นแหละ!”