ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 614 มื้อข้ามปีที่มีคนแอบอู้
บทที่ 614 มื้อข้ามปีที่มีคนแอบอู้
ชีวิตที่หลิ่วซื่อปรารถนาล้วนฝากฝังไว้กับต้าเป่าและเอ้อร์เป่า นางรู้จักเพียงยอมรับเมื่อถูกกระทำ แต่ปราศจากความคิดต่อสู้แย่งชิง
หลินซื่อได้แต่บ่นอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าไปหาหลิวซื่อด้วยตัวเอง แต่มายุให้หลี่ซื่อไปแทน
ถ้าใช้คำพูดของนางมาอธิบายก็คือ “พี่สะใภ้สี่ ท่านเป็นคนโปรดของท่านแม่ จะแอบอู้สักหน่อย ท่านแม่ก็ไม่ว่าอะไรอยู่ดี เรื่องล่วงเกินคนอื่นแบบนี้ยกให้ท่านทำดีกว่า”
หลี่ซื่อไม่ได้คิดอะไรมาก นางออกไปจากครัวทันที
นางไปหาในห้องโถงแล้วก็ไม่เจอหลิวซื่อ
“ท่านแม่ ท่านเห็นพี่สะใภ้รองไหมเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานกังขา “นางไม่อยู่ในครัวหรอกรึ?”
“ไม่อยู่เจ้าค่ะ ข้าไปหามาทั่วแล้วก็ไม่เจอ”
“ไปเข้าห้องสุขาหรือเปล่า?”
หลี่ซื่อตอบว่า “ไปห้องสุขาก็คงไม่นานขนาดนี้กระมังเจ้าคะ จนข้ากับน้องสะใภ้ห้าไปเด็ดผักและล้างผักกลับมาแล้ว เอาเถอะ ข้าไปหาอีกทีดีกว่า”
นางไม่ได้บอกว่าหลิวซื่อแอบอู้ เพียงบอกว่ามาตามหาคน
แต่เพียงเท่านี้ เย่อวี๋หรานก็ทราบว่าเกิดปัญหาแล้ว ถึงขั้นหลี่ซื่อกับหลินซื่อไปทำงานกลับมาแล้ว หลิวซื่อไปไหน?
มื้อเย็นของวันข้ามปีเป็นโอกาสที่พวกนางลูกสะใภ้จะได้แสดงฝีมือเชียวนะ
จูปาเม่ยหูไว นางสอดส่ายสายตาไปมา เห็นหลี่ซื่อออกไปแล้ว ค่อยขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเย่อวี๋หราน “ท่านแม่ ข้าเพิ่งไปเข้าห้องน้ำมา เหมือนจะเห็นพี่สะใภ้รองออกไปข้างนอกเจ้าค่ะ…คงไม่ใช่ว่านางยังไม่ได้กลับมาตั้งแต่ตอนนั้นกระมัง?”
ตอนที่นางเห็นหลิวซื่อออกไปก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เข้าใจว่าพี่สะใภ้รองออกไปทำงาน ทว่าคนที่ไปเด็ดผักคือพี่สะใภ้สี่กับพี่สะใภ้ห้า แต่กลับไม่มีใครเห็นพี่สะใภ้รอง ก็หมายความว่า…
เย่อวี๋หรานให้จูเอ้อร์กลับไปดูที่ห้องว่าหลิวซื่ออยู่หรือไม่
จูเอ้อร์กลับมาอย่างรวดเร็ว “ไม่อยู่ขอรับ”
ผู้ชายที่อยู่ในห้องโถงมีสีหน้าแตกต่างกันไป
ช่วงข้ามปีแบบนี้ ใครไม่เป็นห่วงภรรยาของตัวเองบ้าง?
แต่วันกินมื้อข้ามปีแบบนี้กลับขาดคนช่วยเตรียมงานไปหนึ่งคน นี่มันเรื่องอะไรกัน?
จะแอบอู้ก็ไม่อาจทำกันอย่างนี้หรอกนะ?
จูเอ้อร์สังเกตได้ถึงสายตาของพี่น้องคนอื่นก็รู้สึกลำบากใจ “ท่านแม่ ข้าไปหาอีกทีดีไหมขอรับ? นางอาจไปท้ายเรือนก็ได้…”
แต่ก็ไม่ได้มั่นใจถึงเพียงนั้น
เพราะเขาเข้าใจนิสัยของหลิวซื่อดี รู้สึกว่าเป็นไปได้มากทีเดียวที่ผู้หญิงคนนี้จะหาโอกาสแอบอู้
“อื้ม” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าปราศจากความรู้สึก
ไม่ผิดไปจากที่คิด จนกระทั่งหลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อเตรียมอาหารเย็นใกล้จะเสร็จแล้ว หลิวซื่อก็ยังไม่ปรากฏตัว
จูเอ้อร์กระวนกระวายใจยิ่ง
ยามนั้นเอง มีเสียงพูดคุยหัวเราะกันดังมาจากประตูเรือน คิดไม่ถึงว่าหลิวซื่อจะกลับมาจากข้างนอกพร้อมกับพวกพ่อเฒ่าจู แม่เฒ่าจู จูซานเสิ่น และจูซื่อเสิ่น
คนทั้งหลายที่กำลังยกโต๊ะกันอยู่ “…”
พวกเขาว่าแล้วเชียว ทำไมถึงหาคนไม่เจอ ที่แท้ก็ไปทางนั้นนั่นเอง
ทุกคนทราบว่าวันนี้เป็นวันรับประทานอาหารพร้อมหน้ากันในวันข้ามปี ทางนั้นจะมากินข้าวด้วยกัน ใครจะไปคิดว่าหลิวซื่อจะไปเรือนจูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่อ?
มิหนำซ้ำสองบ้านก็เพิ่งจะกลับมาไปมาหาสู่กันแค่สองปีหลังมานี้
ปีที่แล้วยังแยกกันฉลองวันปีใหม่ ปีนี้ถึงเพิ่งจะเชิญทางนั้นมารับประทานมื้อครอบครัวเป็นครั้งแรก
หลินซื่อส่งสายตาให้หลี่ซื่อ: เห็นไหม? นางฉลาดเป็นกรดเชียว
หลี่ซื่อกลอกตา: ฉลาดอะไรกัน? ไม่เห็นรึว่าแม่สามีไม่พอใจ ฉลาดไม่ถูกที่เสียมากกว่า
จูซานเสิ่นกับจูซื่อเสิ่นไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลัง เห็นเย่อวี๋หรานก็ยิ้มแย้มพูดว่าเย่อวี๋หรานช่างมีวาสนา จะได้อุ้มหลานอีกคนแล้ว ไม่เหมือนพวกนาง ลูกชายยังไม่แต่งงานด้วยซ้ำ
“พวกเจ้าก็อีกไม่นานเหมือนกันนี่ หมั้นหมายเรียบร้อยแล้ว คงเร็ว ๆ นี้เหมือนกัน ถึงตอนนั้นเจ้าก็ไม่ต้องมาอิจฉาข้าแล้ว”
วันนี้เป็นวันข้ามปี เย่อวี๋หรานไม่อยากขัดความสุขของทุกคน จึงยิ้มแย้มพาคนเข้าไปในเรือน
ลูกชายและลูกสะใภ้สกุลจูทำงานว่องไว จัดโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เย่อวี๋หรานเชิญพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูไปนั่งตำแหน่งประธาน ผู้เฒ่าทั้งสองสะดุ้งตกใจ “ไม่ ๆๆ เจ้านั่งเถอะ เจ้านั่งดีกว่า…”
เห็นผู้เฒ่าทั้งสองไม่กล้านั่ง เย่อวี๋หรานก็ไม่ฝืนใจ นางไปนั่งลงเสียเอง
นางรู้ว่าเจ้าของร่างเดิมรังแกผู้เฒ่าทั้งสองมานานปี อยากให้พวกเขาปรับตัวทันทีทันใดคงเป็นเรื่องยาก
เย่อวี๋หรานนั่งลงตำแหน่งประธานแล้ว จูเหล่าโถวก็ย่อมจะตามนางไปนั่งลงด้วยเช่นกัน ต่อมาจึงเป็นผู้เฒ่าทั้งสอง จูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ
โต๊ะตัวเดียวไม่พอนั่ง เย่อวี๋หรานจึงให้ลูก ๆ ยกโต๊ะมาเพิ่ม จัดโต๊ะเรียงกันเป็นวงกลม
ตรงกลางของวงกลมย่อมมีพื้นที่ว่าง สามารถวางกระถางไฟไว้ตรงนั้นได้พอดี ทุกโต๊ะล้วนได้รับความอบอุ่น
วิธีการแปลกใหม่เช่นนี้ทำให้จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นประทับใจทีเดียว พวกนางลอบคิดในใจ ‘มีแต่พี่สะใภ้ใหญ่ถึงจะคิดวิธีแบบนี้ออกมาได้ ถ้าเป็นบ้านอื่น เกรงว่าคงไม่กล้า’
จะว่าไปก็ใช่ กฎเกณฑ์ที่บรรพบุรุษตั้งเอาไว้ ใครจะกล้าเปลี่ยนแปลงกันสุ่มสี่สุ่มห้า?
เย่อวี๋หรานเพียงใช้ประโยชน์จาก ‘บารมี’ ที่เจ้าของร่างเดิมเพาะสร้างไว้ก็เท่านั้น
ลำเลียงอาหารขึ้นโต๊ะเสร็จแล้ว เย่อวี๋หรานก็เป็นตัวแทนผู้อาวุโสของครอบครัวกล่าววาจามงคลหลายประโยค อวยพรให้ในปีที่จะถึงนี้ทุกคนได้สมความมุ่งมาดปรารถนา มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม
มื้อเย็นวันนี้ กล่าวโดยสรุปได้ว่ารับประทานกันอย่างอิ่มหนำสำราญใจ
ครอบครัวของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อได้ชิมอาหารแปลกใหม่หลายอย่าง ล้วนเป็นอาหารที่หาไม่ได้ในยามปกติ
จูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อเกรงใจไม่กล้าถาม แต่จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นหน้าหนาพอ คิดถึงว่าอีกไม่กี่วันลูกสาวที่ออกเรือนไปก็จะกลับมาเยี่ยมบ้านเดิมแล้วจึงออกปากเอ่ยถาม
หมูสามชั้นผักกาดดอง ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน และปลาเปรี้ยวหวาน เย่อวี๋หรานอธิบายวิธีทำออกมาโดยไม่ปิดบัง
จูซานเสิ่นกับจูซื่อเสิ่นอึ้งไป “พี่สะใภ้ใหญ่ ทำไมข้าฟังไม่ค่อยเข้าใจเลยเจ้าคะ น้ำส้มสายชูกับซีอิ๊วคืออะไรกัน? ไม่เห็นจะเคยได้ยินมาก่อน”
เย่อวี๋หรานหลุบตาลงเล็กน้อย กล่าวเสียงราบเรียบ “ไม่มีอะไร ก็แค่เครื่องปรุงที่ที่บ้านทำกันเอง ประเดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้ว ข้าจะให้เมียเจ้าใหญ่ตักให้พวกเจ้าสักหลายถ้วย พวกเจ้าเอากลับไป วิธีใช้ก็เหมือนเกลือหรือน้ำตาลนั่นแหละ ใส่เล็กน้อยพอปรุงรสชาติได้ก็พอแล้ว”
“ฮ่า ๆๆ…ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่ด้วยนะเจ้าคะ ทั้งมากินและได้ของกลับไปอีกต่างหาก ท่านช่างมีน้ำใจจริง ๆ เจ้าค่ะ” จูซื่อเสิ่นยิ้ม “ถ้าไม่ใช่เพราะเจาหนานของข้าจะกลับมาเยี่ยมบ้าน ข้าต้องดูแลนางให้ดีเสียหน่อย ข้าคงเกรงใจไม่กล้ารับแล้ว”
จูซานเสิ่นก็ยิ้มเช่นกัน “นั่นน่ะสิเจ้าคะ พวกข้ามีลาภปากเช่นนี้ก็เพราะวาสนาของลูกสาวแท้ ๆ”
พวกนางทราบว่าเจ้าของร่างเดิมโปรดปรานลูกสาว จึงกล่าวถึงลูกสาวซ้ำแล้วซ้ำอีก ยกลูกสาวของตัวเองมาเอาใจอีกฝ่าย
ทุกคนผลัดกันพูดผลัดกันหัวเราะ บรรยากาศบนโต๊ะชื่นมื่นรื่นเริงยิ่งนัก
พวกผู้หญิงพูดคุยกันอย่างเบิกบาน จูเหล่าโถว จูเหล่าซาน และจูเหล่าซื่อก็ยกจอกสุราขึ้นมาคารวะพ่อเฒ่าจู พูดถึงแต่เรื่องที่น่ายินดี
ส่วนพวกลูกชาย จูซานจ้วงและจูซื่อหู่กลายเป็นจุดสนใจของพวกพี่น้องสกุลจู ถูกกรอกสุราที่หมักจากข้าวไปหลายจอก
“ซานจ้วง เจ้าต้องดื่มนะ สุรานี่พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าเป็นคนหมักเองกับมือ ไม่แรงเท่าเหล้าขาว ดื่มเท่าไหร่ก็ได้” จูต้ายกจอกเหล้าไปทางจูซานจ้วงและจูซื่อหู่
พวกเขาสองคนอายุน้อยกว่าจูต้า ได้ยินว่าญาติผู้พี่จะคารวะสุรา พวกเขาย่อมไม่กล้าปฏิเสธ จึงยกจอกเหล้าขึ้นมาอย่างว่าง่าย
หลังจากจูต้าก็คือจูเอ้อร์
ถัดจากจูเอ้อร์คือจูซาน
จากนั้นถึงรอบจูซื่อ
……
นอกจากหนอนตำราอย่างจูชีที่ออกจะทึ่มทื่ออยู่บ้าง ไม่รู้จักการคารวะสุรา พี่น้องสกุลจูคนอื่น ๆ ห้าคนล้วนผลัดกันคารวะสุราจูซานจ้วงกับจูซื่อหู่ รอบเดียวพวกเขาสองคนก็ถูกกรอกสุราไปห้าจอกแล้ว
เวียนครบแล้ว พวกเขายังต้องคารวะกลับอีกรอบ
ทำอย่างไรได้ อีกฝ่ายมีพี่น้องมาก จะดูดายพวกเขาก็คงไม่ได้กระมัง?
ด้วยเหตุนี้ จูซานจ้วงกับจูซื่อหู่ที่น่าสงสารจึงถูกญาติลูกพี่ลูกน้องมอมเหล้าจนเมามาย
“ฮ่า ๆๆ…ซานจ้วง เจ้านี่ใช้การไม่ได้เลยนะ นี่คือสุราข้าว ทำให้ใครเมาไม่ได้ด้วยซ้ำ ไฉนเจ้าถึงเมาเสียได้?” จูซื่อหัวเราะเสียงดัง
จูซานจ้วงโคลงศีรษะ ตอบเสียงอ้อแอ้ “ไม่มาว ข้าไม่มาว…”
“ได้ ๆๆ เจ้าไม่เมา มา ๆ ดื่มอีกสักจอกสิ” จูซื่อส่งจอกเหล้าไปให้ด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย