ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 615 ถูกดุ สมน้ำหน้า
บทที่ 615 ถูกดุ สมน้ำหน้า
หลี่ซื่อที่อยู่ข้าง ๆ หมดคำจะบรรยาย นางสะกิดแขนจูซื่อเบา ๆ “เพลา ๆ หน่อย สุรานี้ใช้ข้าวหมักนะ อย่ากินสิ้นเปลือง”
แม้จูซื่อจะไม่ได้ดื่มจนเมามาย แต่ดื่มไปมากพอสมควรแล้ว เขาโบกมือไปมาแล้วกล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก ปีใหม่นี่นา ทุกคนมีความสุขจึงดื่มกันเยอะหน่อย”
เขาหันกลับไปดื่มต่อ
หลี่ซื่อรู้สึกเสียดายสุรานั้นอยู่บ้าง
ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านมีความเป็นอยู่ดีขึ้นแล้ว ทั้งยังเป็นคำสั่งของแม่สามี พวกนางคงตัดใจหมักสุราไม่ลง
วิธีหมักสุราข้าวไม่ยาก แต่เสียตรงที่สิ้นเปลืองข้าว หากนำข้าวมาหุงรับประทานสามารถทำให้อิ่มท้อง แต่สุราข้าวทำได้ไหม?
ถ่ายเบารอบเดียวก็ไม่เหลือแล้ว
หลี่ซื่อบ่นในใจ แอบหันไปถามหลิ่วซื่อว่าพวกเขาดื่มไปเท่าไหร่แล้ว
หลิ่วซื่อชี้ไปทางไหสุราขนาดใหญ่ตรงมุมกำแพงด้วยสีหน้าจนใจและกระซิบว่า “ไหนั้นเห็นก้นแล้ว”
หลี่ซื่อเห็นไหสุราท้องโตใบนั้นแล้วก็ต้องตกใจ “ไม่กระมัง?! ใบใหญ่ขนาดนั้น…”
“ไม่เห็นรึว่าคนเยอะ คนมากมาย ทั้งยังเป็นผู้ชายอีก แต่ละคนดื่มกันสิบถ้วยเป็นอย่างน้อย ยังจะไม่หมดได้เรอะ?” หลิวซื่อนั่งอยู่ถัดจากหลิ่วซื่อ ได้ยินพวกนางสองคนคุยกันจึงพูดแทรกขึ้นมา
หลี่ซื่อไม่สนใจ เพียงกลอกตาแล้วนั่งลงตามเดิม
หลิ่วซื่อไม่กล้าทำเรื่องหักหน้ากันแบบนั้นจึงเพียงแสดงสีหน้าเป็นเชิงขออภัย
“เป็นไรไป? ข้าไปทำอะไรให้นาง?” หลิวซื่องุนงง นางหันมาถามหลิ่วซื่อ
หลิ่วซื่อกล้าพูดเสียที่ไหน ตอบว่า “คือ…ข้าก็ไม่รู้ เจ้าลองถามนางดูไหม?”
“ถามนางทำไม? ใครจะไปรู้ว่านางเป็นบ้าอะไร? ไม่สนใจนางแล้ว กินข้าวกันดีกว่า…” หลิวซื่อพูด “มื้อเย็นวันนี้มีของกินมากมายเต็มไปหมด ท่านดูเนื้อบนโต๊ะสิ ยามปกติตัดใจทำลงเสียที่ไหน ชีวิตนี้ข้ายังไม่เคยกินเนื้อเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย…”
เห็นอาหารบนโต๊ะต้องลงท้องญาติคนอื่นไปทั้งอย่างนี้ หลิวซื่อสุดแสนจะเสียดาย
นางลอบตำหนิแม่สามีกับพวกพี่น้องสะใภ้อยู่ในใจว่าทำอะไรสิ้นเปลือง
นางออกไปแค่ไม่นาน ทำไมพวกนางต้องทำอาหารมากมายขนาดนี้ด้วย คิดจะผลาญเสบียงในเรือนจนเกลี้ยงเลยงั้นรึ?
นางไม่กล้าขัดแย้งกับแม่สามี ทว่าเอาแต่นั่งอยู่ในที่ตัวเอง คีบเนื้อใส่ปากอย่างเอาเป็นเอาตาย กลัวว่าถ้ากินน้อยลงไปสักชิ้นก็จะเสียเปรียบคนอื่น
นอกจากนี้ นางยังเชื่อว่าตอนนี้นางกินปากเดียวสองท้อง จะต้องกินให้เยอะหน่อย ไม่อย่างนั้นจะพอให้บำรุงคนสองคนได้อย่างไร?
ทารกน้อยในครรภ์ที่ยังมีขนาดเท่าเมล็ดถั่ว “…”
อย่ามาโบ้ยความผิดให้ข้านะ!
อาหารมื้อนี้เริ่มรับประทานกันช้า ประกอบกับทุกคนรับประทานกันค่อนข้างนาน ทั้งกินข้าวและร่ำสุรา จนถึงยามฟ้ามืดโดยไม่รู้ตัว
พวกผู้ชายดื่มสุราไหแรกหมดแล้วก็คิดจะเปิดไหที่สอง
สุดท้ายยังคงเป็นเย่อวี๋หรานที่ออกหน้าห้ามปราม “พอแล้ว ๆ หยุดดื่มได้แล้ว ยังต้องเหลือไว้สำหรับรับรองแขกช่วงปีใหม่อีกนะ พวกเจ้าดื่มหมดแล้ว ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไร?”
“ครอบครัวพวกเราไม่มีลูกสาวที่ออกเรือนแล้วเสียหน่อย จะมีแขกมาจากไหนได้?” จูเหล่าโถวดื่มสุราหัวสมองพองโต คิดตามไม่ทันไปชั่วขณะ
เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างจนปัญญา “เจ้าลืมไปแล้วรึ ลูกสาวบุญธรรมกับหลานชายบุญธรรมของข้าบอกแล้วว่าจะมาเยี่ยมช่วงปีใหม่”
พวกจูเหล่าโถวจึงค่อยนึกออกว่าใครบางคนรับญาติบุญธรรมมาหลายคนในปีเดียว
ระยะเวลารับประทานอาหารทอดยาวออกไปก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเสียทีเดียว เป็นต้นว่าพวกเขาสร่างเมาไปบ้างแล้ว ระหว่างทางขากลับจึงเดินร่างโงนเงน ลมหนาวพัดมาก็ยังไม่รู้สึกหนาว
“ร้อนยิ่ง!”
จูซานจ้วงกระชากคอเสื้อลงด้วยความรู้สึกร้อน
“เอาน่า ประเดี๋ยวก็ถึงเรือนแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยถอด” จูซานเสิ่นรีบรั้งมือลูกชายเอาไว้ กลัวว่าเขาจะทำให้ตัวเองต้องลมเย็น
จูซื่อและจูอู่ก็ดื่มไปมากพอสมควร ส่งอีกฝ่ายถึงเรือนแล้วก็กล่าวคำอำลากับจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นที่ยังมีสติแจ่มใส จากนั้นจึงเดินทางกลับเรือน
ภายในเรือนสกุลจูยุ่งเหยิงไปหมด
ครั้นส่งพวกผู้ชายที่ดื่มสุราจนเมามายออกไปแล้ว เย่อวี๋หรานก็บอกให้เหล่าลูกสะใภ้เก็บโต๊ะให้เรียบร้อยแล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ
คนอื่น ๆ กำลังทำงานกันอยู่ เย่อวี๋หรานก็เห็นหลิวซื่อแอ่นท้องลากเท้าเดินกลับห้อง
นางพลันประหลาดใจ “เจ้าอย่าเพิ่งไป ยังไม่ได้ล้างจานเลยนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ก็มีคนทำอยู่นี่นา” หลิวซื่อสะบัดมือ ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
“หลิวซุ่ยซุ่ย”
เสียงเรียกชื่อเต็มของตัวเองดังขึ้น หลิวซื่อสะดุ้งสุดตัว หยุดอยู่ตรงนั้นทันที
นางหันกลับมาถามเสียงอ่อย “ท่านแม่ มีอะไรเจ้าคะ? ทำไมท่านโมโหอีกแล้ว?”
“พูดราวกับว่าข้าชอบโมโหโดยไร้เหตุผลอย่างนั้นล่ะ ข้าถามเจ้าหน่อย มื้อเย็นวันนี้ใครเป็นคนทำ?” ตอนแรกเย่อวี๋หรานไม่อยากให้มีเรื่อง คิดจะปล่อยไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่
แต่หลิวซื่อไม่รู้สำนึกเช่นนี้ ตอนทำอาหารไม่เห็นคน กินข้าวเสร็จแล้วยังคิดจะทิ้งงานอีก?
เย่อวี๋หรานไม่สบอารมณ์เสียแล้ว
สกุลจูมีสมาชิกมาก นางสามารถทำให้ทุกคนอยู่ในโอวาทได้ ย่อมเป็นเพราะปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม
“หา? ก็พวกข้าทำน่ะสิเจ้าคะ…” หลิวซื่อคล้ายจะไม่ตระหนัก
“พวกข้า?” เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “พวกข้าที่เจ้าว่ารวมใครบ้าง? รวมเจ้าด้วยไหม?”
“ทำไมจะไม่รวมล่ะเจ้าคะ ข้า…”
นางยังพูดไม่จบ เย่อวี๋หรานก็พูดตัดบทขึ้นมาว่า “เจ้าทำอาหารจานไหน?”
หลิวซื่อ “…”
“เอาเถอะ ข้าเปลี่ยนคำถามก็แล้วกัน ตอนหุงข้าว เจ้าเอาข้าวไปล้างหรือเติมฟืนในเตากันล่ะ?”
หลิวซื่อ “…”
“ข้าให้คนไปหาเจ้าเสียทั่วแต่ก็หาตัวไม่เจอ พอถึงเวลากินข้าว เจ้าค่อยโผล่หน้ามา ตอนนี้กินข้าวเสร็จแล้ว ถึงเวลาเก็บโต๊ะ ทำไมรึ เจ้ายังคิดจะหนีกลับห้อง ทิ้งงานทั้งหมดให้คนอื่นอีกครั้ง?”
“ข้า…ข้าท้องอยู่นะเจ้าคะ…” หลิวซื่อลูบไล้หน้าท้อง อยากเตือนแม่สามีว่าตอนนี้นางเป็นสตรีมีครรภ์ เป็นสิ่งล้ำค่า
นางยังสำทับมาอีกว่า “ไม่แน่ว่าอาจเป็นลูกสาวก็ได้!”
เย่อวี๋หรานหมดคำพูด “…”
นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มกลั้นความโมโห
ว่ากันตามจริง ถึงนางจะไม่เคยท้องมาก่อน แต่นางก็รู้ว่าการมีครรภ์เป็นเรื่องยากลำบาก
ตามหลักแล้ว นางควรดูแลหลิวซื่อเป็นพิเศษ
แต่ตอนนี้นางยังไม่ได้พูดออกมาด้วยซ้ำ หลิวซื่อกลับทำตัวมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นเสียแล้ว?
หมายความว่าอย่างไร?
ได้ใจจนแทบจะลอยขึ้นฟ้าแล้วกระมัง?
หลิวซื่อเห็นเย่อวี๋หรานไม่พูดอะไรก็นึกร้อนตัว “ข้าพูดความจริงนะเจ้าคะ ท่านแม่ ท่านคิดดูสิ สกุลจูมีลูกชายหลายคนแล้ว ควรเป็นลูกสาวเสียที…”
“ตอนพี่สะใภ้ใหญ่กับน้องสะใภ้สี่ของเจ้าท้องก็ยังต้องทำงาน ทำไมรึ พวกนางไม่ล้ำค่า มีเจ้าคนเดียวที่ล้ำค่า?”
หลิวซื่อสะอึก “นั่นเป็นเพราะ…ตอนนั้นฐานะที่บ้านไม่อำนวยนี่นา”
“ฮ่า! ตอนนี้ฐานะอำนวยแล้ว พวกเราก็มีเงินทองเป็นภูเขาแล้วอย่างนั้นสินะ? เจ้าเป็นลูกเต้าเศรษฐีมาจากไหน? เจ้าบอกข้าหน่อยสิ ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าในหมู่บ้านแถวนี้มีลูกสะใภ้บ้านไหนกล้าวางท่าแบบนี้กับแม่สามีบ้าง” เย่อวี๋หรานสืบทอดฝีปากมาจากเจ้าของร่างเดิม แล้วจะแพ้ให้คารมหลิวซื่อได้อย่างไร
วาจาไม่กี่ประโยคก็ทำให้หลิวซื่อใบ้กินได้แล้ว
เย่อวี๋หรานสวมบทแม่สามีใจร้ายที่รังแกลูกสะใภ้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ กระทั่งคนท้องก็ไม่เว้น บังคับให้อีกฝ่ายทำงาน
สวมบทเป็นคนเลวแบบนี้ แม้แต่เย่อวี๋หรานยังรู้สึกปวดท้อง
นางแค่อยากบอกให้หลิวซื่อหยุดทำตัวล้ำเส้น ไม่ใช่ว่าแค่ตั้งครรภ์แล้วก็จะทำอะไรไม่ไหว ด้วยฐานะของสกุลจูในตอนนี้ยังไม่อาจมอบการปฏิบัติแบบที่หลิวซื่อปรารถนาได้ แต่พูดไปพูดมา กลับเหมือนว่านาง…
นางหดหู่ใจยิ่ง แต่สิ่งที่ควรพูดก็ต้องพูดออกไปโดยไม่ตกหล่น
นางสามารถมอบหมายงานเบา ๆ ให้หลิวซื่อตามความจำเป็น แต่หลิวซื่อไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้
ถ้านางปฏิบัติต่อหลิวซื่อเป็นพิเศษ แบบนั้นจะไม่เป็นการชักนำปัญหายุ่งยากมาให้ในภายหลังหรอกหรือ?
“เอาล่ะ ยืนโง่อยู่ตรงนี้ทำไม ยังไม่รีบไปล้างจานอีก!” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างดุร้าย “ล้างจาน เก็บโต๊ะ ทำความสะอาดพื้น วันนี้เจ้าต้องทำเองทั้งหมด”
กล่าวจบก็เดินจากไปอย่างเย็นชา
หลิวซื่อยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าส่งเสียง
หลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อทำงานไปพลางแอบมองไปด้วย
เห็นแบบนี้แล้ว พวกนางรู้สึกดีขึ้นมากโข
ข้านึกแล้ว แม่สามีจะไม่ว่าอะไรเลยได้อย่างไร?
เห็นไหม ถูกดุเลยเนี่ย?
สมน้ำหน้า!