ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 616 เซ่นไหว้บรรพบุรุษ
บทที่ 616 เซ่นไหว้บรรพบุรุษ
หลี่ซื่อหยุดงานในมือทันที โยนผ้าขี้ริ้วลงบนโต๊ะ พูดออกมาตรง ๆ ว่า “ขอโทษด้วยนะเจ้าคะ พี่สะใภ้รอง ท่านแม่ออกปากแล้ว ข้าไม่อาจขัดคำสั่ง วันนี้คงต้องรบกวนท่านแล้ว”
“พี่สะใภ้รอง ลำบากท่านแล้วนะเจ้าคะ!” หลินซื่อเห็นหลี่ซื่อไปแล้วก็วางกองถ้วยและตะเกียบที่จวนจะเก็บเสร็จทิ้งไว้แล้วจากไปทันที
นางกลัวว่าหากตนเองชักช้าไปสักก้าวแล้วถูกห้ามเอาไว้ คงหมดโอกาสจากไปพอดี
จะพูดอย่างไร หลิวซื่อก็ได้ชื่อว่าเป็น ‘พี่สะใภ้’ หากว่ากันตามศักดิ์อาวุโส อีกฝ่ายบอกให้นางมาช่วยทำงาน แม้แต่สิทธิ์จะปฏิเสธนางก็ยังไม่มี
หลิวซื่อเศร้าใจ มองตามเงาหลังของสองคนที่จากไปแล้วก็หดหู่ใจยิ่งนัก
ทว่าเมื่อเห็นพี่สะใภ้ใหญ่หลิ่วซื่อยังคงทำงานอยู่ตรงนั้น นางก็พูดขึ้นมาว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ มีแต่ท่านที่เป็นคนดี”
หลิ่วซื่อชะงักไปเล็กน้อย ความจริงนางอยากบอกว่า “ข้าแค่อยากเอาของในมือไปเก็บไว้ในครัวเท่านั้นแหละ”
ทว่าน่าเสียดาย นางไม่ได้ใจกล้าเหมือนหลี่ซื่อและหลินซื่อ และไม่ได้คว้าโอกาสตามพวกนางจากไป
ลังเลไปลังเลมา สุดท้ายนางกลับช่วยหลิวซื่อทำความสะอาดจนเสร็จ
หลิ่วซื่อใจลอย “…”
ข้าทำเรื่องโง่อีกแล้วสินะ?
หลิวซื่อที่อยู่ข้าง ๆ ยังคงกล่าวโทษคนนั้นคนนี้ บอกว่าแม่สามีทำเกินไป นางยังท้องอยู่นะ ทำไมแม่สามียังใช้ให้นางทำงานอีก?
ทำเหมือนกับว่านางไม่ได้ตั้งท้องลูกหลานสกุลจูอย่างนั้นแหละ
น้องสะใภ้สี่กับน้องสะใภ้ห้าก็เหมือนกัน สองคนนั้นก็จริง ๆ เลย ก็แค่ล้างจานเช็ดโต๊ะ ไม่ได้จะเอาชีวิตพวกนางเสียหน่อย พวกนางจะหนีไปไวปานนั้นทำไม?
พูดตรง ๆ แล้วก็คือดูถูกนางสินะ
……
วันแรกของปีใหม่ อากาศยังคงเหน็บหนาว
ฟ้าเพิ่งจะสาง พวกผู้ชายในหมู่บ้านสกุลจูก็เตรียมตัวเรียบร้อย พาลูกหลานผู้ชายมุ่งหน้าไปรวมตัวกันที่โถงเซ่นไหว้บรรพบุรุษของสกุลจู
โอกาสที่สำคัญเช่นนี้แต่ไหนมาก็มีเพียงผู้ชายที่มีสิทธิ์เข้าร่วม กระทั่งต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่า และซื่อเป่าที่ยังเล็กก็ยังต้องไป
กลับเป็นจูปาเม่ย แม้จะยังไม่ได้ออกเรือน แต่เพราะเป็นผู้หญิงจึงไม่มีสิทธิ์นี้
เย่อวี๋หรานก็เช่นกัน บรรดาลูกสะใภ้ที่แต่งเข้าสกุลจูมีเพียงวันที่แต่งเข้ามาและต้องบันทึกชื่อในลำดับวงศ์ตระกูลเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ไปจุดธูปเซ่นไหว้บรรพชนสกุลจู
นอกจากนี้แล้ว น้อยนักที่พวกนางจะมีโอกาสเข้าไปในโถงเซ่นไหว้บรรพบุรุษอีกครั้ง
พวกผู้ชายตื่นแต่เช้าตรู่ พวกผู้หญิงสกุลจูย่อมไม่อาจตื่นสาย พวกนางนอกจากจะต้องปรนนิบัติสามีและลูกชายแล้ว ยังต้องทำอาหารเช้าให้พวกเขา
พวกนางไม่อาจเข้าร่วมการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ แต่พวกนางมีหน้าที่เตรียมของเซ่นไหว้ โดยไม่อาจตกหล่นไปแม้แต่อย่างเดียว
เมื่อจูเหล่าโถวพาพวกลูกชายและหลานชายออกไป พวกผู้หญิงในบ้านยังกำชับว่า “ดูแลพวกเด็ก ๆ ด้วย ที่นั่นคนเยอะ อย่าปล่อยให้พลัดหลงกันได้!”
“ต้าเป่า เอ้อร์เป่า พวกเจ้าจำเอาไว้ ถ้าพลัดกันให้ไปรอที่หน้าประตูโถงเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เข้าใจไหม?”
“ซานเป่า ซื่อเป่า เกาะติดพ่อพวกเจ้าเอาไว้ให้ดี จับชายชุดเขาเอาไว้ให้แน่น อย่าวิ่งเพ่นพ่าน เข้าใจไหม?”
……
ถึงขั้นนี้แล้ว หลี่ซื่อยังคงไม่วางใจ กำชับกับซานเป่าและซื่อเป่าว่า “จำทางกลับบ้านได้ใช่ไหม?”
“ท่านแม่ ทราบแล้ว พวกข้าจำทางได้ขอรับ” ซานเป่ากับซื่อเป่าเชิดคางขึ้น รับประกันกับมารดาของตนเอง
หลี่ซื่อระบายลมหายใจออกมา จัดแจงชุดให้พวกเขา และยังคงกำชับซ้ำไปซ้ำมา
จูซื่อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ต้องถึงขั้นนี้ด้วยรึ? หมู่บ้านสกุลจูของพวกเราจะใหญ่แค่ไหนเชียว ไม่หายไปไหนหรอก”
หลี่ซื่อปรายตามอง คล้ายจะไม่ไว้ใจเขา ยังรบกวนจูซานว่า “พี่สาม ฝากท่านดูแลแทนข้าด้วยนะเจ้าคะ ข้ากลัวว่าเหล่าซื่อจะเล่นจนลืมตัว ทำลูกหายไป”
จูซานที่ไปอยู่ข้างนอกมานานมีความหนักแน่นกว่าเดิม เขากล่าวว่า “อืม น้องสะใภ้สี่วางใจเถอะ ข้าจะดูแลพวกเขาให้ดี”
จูซื่อกลอกตา เขาดูเชื่อถือไม่ได้ขนาดนั้นเลย?
พวกผู้ชายไปโถงเซ่นไหว้บรรพบุรุษกันแล้ว พวกผู้หญิงก็ไม่ได้อยู่ว่าง พวกนางพูดคุยกันไปพลางจัดโต๊ะ ปัดกวาดทำความสะอาดและเตรียมอาหารเที่ยง
ขณะเดียวกันก็ยังต้องเตรียมการเอาไว้สำหรับไม่กี่วันข้างหน้า
ในฐานะลูกสะใภ้ พวกนางกลับบ้านเดิมได้ แต่ไม่อาจให้กระทบงานเรือนที่บ้านแม่สามี ไม่อย่างนั้นจะถือว่า ‘ไร้คุณธรรม’
ไม่มีใครอยากถูกแม่สามีตำหนิตอนกลับมาจากบ้านเดิมหรอกนะ
เย่อวี๋หรานก็ต้องตรวจดูความเรียบร้อยเช่นกัน อีกไม่กี่วันพวกลูกสะใภ้ก็ต้องผลัดกันกลับบ้านเดิมกันแล้ว ความคิดจิตใจของพวกนางจะต้องไม่ได้อยู่ทางนี้แน่นอน ถ้านางไม่ตรวจสอบเอาไว้ วันหนึ่งมีแขกมาแล้วขาดตกบกพร่องอะไรไปก็ยุ่งยากแล้ว
จูปาเม่ยไม่ใช่เด็กอีกแล้ว นางจึงไม่ลืมพาจูปาเม่ยไปด้วย
ขณะที่จูปาเม่ยสนิทสนมกับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย จึงพาพวกนางมาด้วยเช่นกัน
ดังนั้น เย่อวี๋หรานจึงอธิบายธรรมเนียมปีใหม่ให้เด็กสาวทั้งสามคนฟังโดยละเอียด
จากมุมมองบ้านแม่สามี ลูกสะใภ้จะกลับบ้านเดิม มีธรรมเนียมเช่นใดบ้าง จากมุมมองของบ้านเดิม ลูกสาวจะกลับมาบ้านเดิม ย่อมจะมีธรรมเนียมเช่นใดบ้าง
นอกจากนี้ เมื่อญาติสนิทมิตรสหายมาเยี่ยมเยือนในช่วงวันปีใหม่มีธรรมเนียมต้อนรับขับสู้อย่างไร
เนื่องจากเจ้าของร่างเดิมขาดการติดต่อกับญาติทางฝั่งบ้านเดิมไปแล้ว เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้มีญาติที่ไหน นางไม่อาจใช้ประสบการณ์จริงเป็นแบบอย่างให้จูปาเม่ยได้ ได้แต่ใช้ปากพร่ำสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
กอปรกับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยยังได้ชื่อว่าเป็น ‘ลูกสาวกำพร้าแม่’ ธรรมเนียมมารยาทเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด
“พวกเจ้าต้องใช้การกระทำแสดงให้คนอื่นเห็นว่าพวกเจ้ารู้ธรรมเนียมและมารยาท เช่นนี้ฝั่งแม่สามีในอนาคตจะได้ไม่ดูถูกพวกเจ้า เอาเรื่องนี้มาบีบคั้นพวกเจ้า เข้าใจไหม?”
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยอายุมากกว่าจูปาเม่ย โดยเฉพาะหลินซานเม่ย ว่ากันตามวัยก็สามารถเริ่มดูตัวได้แล้ว แต่สำหรับสถานการณ์ของนางคงต้องช้ากว่านี้หลายปี เรื่องที่พึงเข้าใจก็ควรจะเข้าใจได้แล้ว
เห็นสายตาเคร่งขรึมของเย่อวี๋หราน นางก็พยักหน้าอย่างจริงจัง
นางตระหนักถึงข้อดีและข้อด้อยของตัวเองดี คำว่า ‘กำพร้าแม่’ คำนี้สามารถกดทับนางจนตายได้เลยทีเดียว
โบราณว่าไว้ ลูกสาวคนโตที่กำพร้าแม่ไม่พึงแต่ง
แม้นางจะไม่ใช่ลูกสาวคนโต แต่ตอนที่มารดาล่วงลับ พี่สาวทั้งสองได้ออกเรือนไปแล้ว พี่สาวคนโตยังเป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้ที่ใคร ๆ ล้วนรู้จักดี มีเพียงพี่สาวรองที่ยังมีสิทธิ์พูดจาได้บ้าง
แต่ว่าพี่สาวรองก็พึ่งพาอิทธิพลของสกุลจู
ในอนาคตนางกับน้องสี่จะสามารถออกเรือนให้คนดี ๆ ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าสกุลจูมีหน้ามีตามากพอหรือเปล่า หลังออกเรือนไปแล้ว จะใช้ชีวิตให้ดีได้หรือไม่ก็ต้องพึ่งพาสิ่งที่พวกนางเรียนรู้จากในเรือนสกุลจู
ท่านป้าจูสั่งสอนอย่างใส่ใจ พวกนางย่อมไม่อาจทำให้อีกฝ่ายต้องผิดหวัง
ขณะที่ทางนี้อบรมสั่งสอนกันอยู่ พวกผู้ชายที่ไปโถงเซ่นไหว้บรรพบุรุษก็กลับมากันแล้ว
ตลอดทางยังรับว่าราบรื่นดี ไม่ได้เกิดเหตุ ‘ทำเด็กหาย’ แต่อย่างใด กลับเป็นครอบครัวหญิงปากสว่างเสียอีก หลานชายคนโตตามคนอื่นออกไปวิ่งเล่นข้างนอกโดยไม่ได้บอกผู้ใหญ่เอาไว้ ทำให้พวกเขาวิ่งวุ่นหากันเสียทั่ว
“ข้าถึงได้บอกอย่างไรเล่า วันไหว้บรรพบุรุษของทุกปีมีครั้งไหนไม่เกิดเรื่องเด็กหายบ้าง?” หลี่ซื่อทำมือของซานเป่าและซื่อเป่าให้อบอุ่น พลางพูดว่า “วันที่อากาศหนาวเย็นแบบนี้ เด็กโตหน่อยยังพอว่า ถ้าเป็นเด็กเล็ก หายตัวไปอยู่ตามซอกมุมที่ไหนคงได้ตากลมหนาวจนล้มป่วยกันพอดี”
หลังจากนั้นก็เล่าเรื่องที่มารดาของนางเคยเล่าให้ฟังว่า ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีครอบครัวหนึ่งไม่ได้ระวัง ทำหลานชายคนโตหายตัวไประหว่างทาง
เด็กคนนั้นอายุเพียงหนึ่งขวบเศษ พูดจายังไม่คล่อง แล้วจะจำทางกลับบ้านได้อย่างไร?
ทุกคนจึงตามหากันให้ควั่ก แต่ตอนที่หาพบนั้น เด็กน้อยก็หนาวจนตัวแข็งหมดแล้ว ทั้งยังป่วยหนักไปรอบหนึ่ง