ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 617 นายกองน้อยไปไหนแล้ว?
บทที่ 617 นายกองน้อยไปไหนแล้ว?
“ภายหลังเป็นอย่างไร ข้าก็ไม่รู้แล้ว แต่แม่ข้าบอกว่าสุขภาพของเด็กน้อยไม่แข็งแรงอีกเลยนับจากนั้น เด็กน้อยดี ๆ คนหนึ่ง น่าเสียดายแท้ ๆ!”
เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนอื่นคือเรื่องเล่า ถ้าเกิดกับตัวเองจึงจะเรียกว่า ‘โศกนาฏกรรม’
เย่อวี๋หรานไม่ได้คิดว่าเรื่องที่หลี่ซื่อเล่ามาจะมีปัญหาตรงไหนจึงไม่ได้คิดอะไรมาก รอจนพวกผู้ชายเล่าเรื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษเสร็จ นางก็ถามเรื่องผู้เฒ่าทั้งสองกับจูเหล่าโถว
“อ้อ เจ้าหมายถึงเรื่องนี้เองหรือ ข้าถามแล้ว ท่านพ่อให้พวกเราไปตอนก่อนกินข้าว ไปกันทุกคนนี่แหละ ไปกินข้าวกับทางนั้น…” จูเหล่าโถวตอบ
“แบบนั้นคงไม่ดี ครอบครัวเรามีคนมาก ถ้าไปกันหมดแบบนี้ หลังปีใหม่พวกเขาจะทำอย่างไร?” เย่อวี๋หรานไม่เห็นด้วย “ข้าพาเจ้าเจ็ด ปาเม่ย กับพวกหลาน ๆ ไปก็พอแล้ว ถือว่าตอบรับน้ำใจพวกเขา คนแก่นี่นา ถ้าไม่ใช่หวังให้ลูกหลานมีอนาคตที่ดี ก็คงอยากเห็นหน้าหลานเหลนนั่นแหละ…”
จูเหล่าโถวฟังแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผลจึงไม่ได้พูดอะไรอีก
เขาเองก็รู้ว่าความเป็นอยู่ของครอบครัวจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อไม่ได้ดีเท่าครอบครัวตนเอง ถ้าพาทุกคนในบ้านไปทั้งอย่างนี้ เกรงว่าคงกินเสบียงสำหรับครึ่งเดือนของทางนั้นไปจนเกลี้ยงเลยกระมัง
ผู้เฒ่าทั้งสองแค่อยากให้มีคนเยอะ ๆ จะได้คึกคักมีชีวิตชีวา เขาไม่อาจสร้างปัญหาให้น้องสามและน้องสี่
อีกด้านหนึ่ง เมื่อจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นได้ยินวาจาของพ่อเฒ่าจูก็รู้สึกกลุ้มใจ
อะไรนะ พี่สะใภ้ใหญ่จะพาคนทั้งบ้านมาที่นี่?!
คุณพระคุณเจ้าช่วย พี่สะใภ้ใหญ่มีลูกชายหกคน ลูกสาวหนึ่งคน รวมกับหลานชายอีกสี่คน ยังมีพวกเด็ก ๆ ที่ครอบครัวนางรับเลี้ยงอีก…
นี่คิดจะมากินล้างกินผลาญเสบียงของครอบครัวพวกนางจนเกลี้ยงหรือไร?
“เจ้าว่าท่านพ่อนี่ยังไงนะ ก็รู้อยู่ว่าครอบครัวพวกเรามีฐานะอย่างไร ยังจะไปเชิญบ้านพี่สะใภ้ใหญ่มากินข้าวด้วยกันอีก นี่…นี่คิดจะทำอะไร? ไม่อยากใช้ชีวิตต่อไปแล้ว?” จูซานเสิ่นไม่กล้าพูดต่อหน้าพ่อเฒ่าจู พอออกมาได้นางก็เริ่มบ่น
“เฮ้อ…” จูซื่อเสิ่นไม่มีแม้แต่ความคิดจะเกลี้ยกล่อม นางได้แต่ถอนหายใจ
พวกนางแค่อยากพึ่งพาพี่สะใภ้ใหญ่เพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม ปรากฏว่ายังไม่ทันไรก็จะถูกครอบครัวพี่สะใภ้ใหญ่ ‘กิน’ จนอับจนก่อนแล้ว
ต้องมาพบเรื่องเช่นนี้ตั้งแต่ช่วงปีใหม่ นับว่าซวยแท้ ๆ
“เจ้าเอาแต่ถอนหายใจแล้วมีประโยชน์อะไร?” จูซานเสิ่นพูดไปนานแล้ว แต่เห็นน้องสะใภ้ไม่พูดอะไรสักอย่างก็ชักจะไม่พอใจ
หรือเจ้าคนนี้อยากรับบทคนดีอีกแล้ว?
“ข้ากำลังคิดว่า พวกเราควรไปปรึกษาเหล่าซื่อกับพี่สามดีไหม…” จูซื่อเสิ่นกล่าวขึ้นมาอย่างลังเล “สถานการณ์ในบ้านเป็นอย่างไร พวกเขาก็ใช่ว่าจะไม่รู้ ท่านพ่อพูดออกมาง่าย ๆ แต่พวกเราก็ยังต้องใช้ชีวิตกันต่อไปนี่นา?”
“เช่นนั้นยังรออะไรอยู่ ไปพูดสิ” จูซานเสิ่นตรงไปหาจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อทันที
พ่อพวกเจ้าอายุมากแล้ว ไม่ได้ดูแลภาระในเรือนย่อมไม่รู้ว่าฟืนไฟและข้าวสารนั้นหายากแค่ไหน แต่พวกเจ้าเป็นลูกชาย คงไม่ได้ไม่รู้สถานการณ์ในบ้านจนถึงขั้นเอาเสบียงอาหารไปให้ครอบครัวพี่สะใภ้ใหญ่กินจนหมดหรอกกระมัง?
จูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่อ “นี่…”
พวกเขาสองคนมีสีหน้าลำบากใจและไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร
จูซานเสิ่นเห็นสีหน้าพวกเขาแล้วก็ร้อนใจ “พวกเจ้าคิดอะไรอยู่? พูดออกมาสิ ใกล้จะได้ทำอาหารแล้วนะ นี่เป็นเสบียงอาหารสำหรับพวกเราทั้งบ้าน พวกเจ้าต้องมีความคิดดี ๆ บ้างสิ?”
“แต่ท่านพ่อพูดไปแล้ว…” จูเหล่าซานกล่าวอย่างกลัดกลุ้ม
“ท่านพ่อพูดแล้วอย่างไร? พูดไปแล้วก็เอากลับคืนมาไม่ได้อย่างนั้นรึ? ศักดิ์ศรีของพ่อเจ้าสำคัญ หรือเสบียงของที่บ้านสำคัญกว่ากัน?” จูซานเสิ่นได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พอใจ พูดฉอด ๆ ขึ้นมาทันที
นางคาดคั้นกับผู้ชายทั้งสองคนว่า เพื่อศักดิ์ศรีของพ่อเฒ่าจูคนเดียวแล้ว คนทั้งบ้านก็ไม่ต้องใช้ชีวิตกันต่อไป ต้องทนหิวกันไปหมดทุกคนเลยใช่ไหม?
ถ้าพวกเขากล้าทำแบบนั้น นางก็กล้าทุบหม้อข้าวเหมือนกัน
ถ้าไม่อยากใช้ชีวิตต่อไป อย่างนั้นทุกคนก็ไม่ต้องอยู่อย่างสงบกันแล้ว
……
แม้จูซื่อเสิ่นจะมีเจตนาอยู่บ้าง แต่แค่มาช้าไปไม่กี่ก้าว ก็ได้เห็นจูซานเสิ่นทะเลาะกับสามีจนมีสภาพนี้แล้ว เรื่องนี้อยู่เหนือความคาดหมายของนาง
นางรีบเดินเข้าไปห้ามปราม
จูซานเสิ่นยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ไฉนเลยจะยอมหยุด เสียงจึงดังขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่อาจควบคุม
คราวนี้ประเสริฐแท้ ๆ เดิมทีไม่อยากให้พ่อเฒ่าจูรู้เรื่อง แต่เขาก็ได้รู้เสียแล้ว
เขายืนอยู่หน้าประตูเรือนด้วยสีหน้าปั้นยาก จะเข้าก็ไม่ดี จะถอยก็ใช่ที่
แม่เฒ่าจูถอนหายใจ เดินเข้ามาลูบหลังเขา “ตาเฒ่าเอ๊ย…”
กล่าวเป็นเชิงทอดถอนใจแล้วก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรอีก
คนเราก็เป็นเช่นนี้เอง พอถึงคราวแก่ตัวไปก็จำเป็นต้องยอมรับความชรา
ความจริงแล้วลูกสะใภ้สองคนนี้ของพวกเขายังนับว่ากตัญญู จัดการที่อยู่อาศัยอาหารและน้ำให้ ทั้งยังปรนนิบัติพวกเขา
แม้ยามปกติจะทะเลาะผิดใจกันบ้าง ตัดพ้อกันบ้าง แต่เรื่องอาหารการกินก็ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
แม่เฒ่าจูอยากบอกกับพ่อเฒ่าจูจากใจจริงว่า คราวนี้เขาล้ำเส้นไปแล้ว
ครอบครัวเจ้าใหญ่มีคนมากมายปานนั้น ถ้ามากินข้าวทางนี้กันหมด ไม่น่าแปลกใจที่สะใภ้สามและสะใภ้สี่จะมีโทสะ
ตอนนี้ทุกคนเพิ่งจะมีความหวังว่าจะได้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม แต่ความหวังนั้นยังไม่ได้เป็นจริง…
พอจูซานเสิ่นโมโหก็ไม่อยากจะทำข้าวเที่ยงแล้ว
จูซื่อเสิ่นคอยเกลี้ยกล่อม เรื่องทำอาหารจึงล่าช้าออกไป
รอจนเย่อวี๋หรานพาพวกเด็ก ๆ มาเยือนก็ล่วงเลยเวลารับประทานมื้อเที่ยงมาแล้ว
“ท่านปู่ ท่านย่า พวกข้ามาอวยพรปีใหม่เจ้าค่ะ” จูปาเม่ยที่สวมชุดใหม่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มสดใสและเอ่ยทักทายอย่างคุ้นเคยสนิทสนม
สิ่งที่นางถืออยู่ในมือ เพียงเห็นก็ทราบว่าเป็นของขวัญที่นำมาให้พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจู
จูชีมาถึงทีหลัง เขาแสดงคารวะต่อผู้เฒ่าทั้งสองอย่างนอบน้อม “ท่านปู่ ท่านย่า ข้ามาอวยพรปีใหม่ให้พวกท่านขอรับ!”
จูชีสวมชุดคลุมยาว ท่าทางสุภาพเรียบร้อย แค่เห็นก็ทราบว่าต่างจากเด็กคนอื่น ๆ
พ่อเฒ่าจูรู้สึกแคลงใจอยู่บ้าง
นี่คือเจ้าหลานทึ่มคนนั้นจริง ๆ? เหตุใดจึงรู้สึกเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยเล่า?
เกือบจะจำไม่ได้เสียแล้ว
แต่แค่คิดดูก็เข้าใจได้ ตั้งแต่จูชีเข้าสำนักศึกษา ทั้งปีเขาได้กลับบ้านเพียงไม่กี่ครั้ง เรื่องจะมาเยี่ยมเยือนยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เจ้าทึ่มท่าทางโง่งมที่ถูกคนในหมู่บ้านรังเกียจเรื่อยมาผู้นั้น ไม่รู้ว่ากลายเป็น ‘ดาวเหวินฉวี่’ ที่ใคร ๆ ก็อยากเข้าหาไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ทุกครั้งที่มีคนนึกถึงเขาก็มักจะพูดว่า “อ้อ เจ้าหมายถึงเขาเองหรอกหรือ เขาเป็นคนหมู่บ้านพวกข้าเอง เขาน่ะนะ…”
ตามมาด้วยคำยกยอปอปั้นเป็นคุ้งเป็นแคว
ท่าทางโง่งมพูดเสียจนกลายเป็นคุณลักษณ์ของดาวเหวินฉวี่ แค่เห็นก็รู้ว่าต่างจากเด็กคนอื่น ๆ
“นั่นน่ะสิ ตั้งแต่เด็กมาก็แตกต่างแล้ว คนอื่นพอเกิดมาได้ก็มักจะไปเล่นดินเล่นโคลน มีแต่เขาที่เรียบ ๆ ร้อย ๆ ไม่มาคลุกคลีกับเด็กคนอื่น ๆ”
“ไม่เล่นดินโคลน ไม่ปีนต้นไม้ เอาแต่ยืนมองจากใต้ต้นไม้ ก็เพราะเป็นคนเรียบร้อย รักสะอาดอย่างไรเล่า”
……
แท้จริงแล้ว นั่นเป็นเพราะทุกคนรังเกียจว่าเขาเป็นเจ้าทึ่ม ไม่อยากเล่นกับเขา
ทั้งยังเคยแอบโยนก้อนหินใส่จูชี แต่จูชีมีพี่น้องมาก ใครกล้าตีเขาแล้วจูซื่อกับจูอู่รู้เข้าเป็นต้องไปเอาคืนเสียทุกครา
รวมถึงจูลิ่วที่หายสาบสูญไปนานจนคนแทบลืมเลือนกันไปหมดแล้วผู้นั้นด้วยเช่นกัน นั่นเป็นพี่น้องที่เติบโตมาด้วยกันกับจูชี และเป็นคนที่ลงมือหนักหน่วงที่สุด จูลิ่วมีศีรษะทุย กล่าวกันว่าเป็นเอกลักษณ์ของคนที่มีนิสัยขบถโดยกำเนิด
ในเวลาเดียวกัน ณ ชายแดน
หิมะปลิวว่อน ทหารหนุ่มกลุ่มหนึ่งซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังเนินหิมะขาวบริสุทธิ์ขนาดย่อม
พวกเขาจามใส่กัน ร่ำร้องว่า “อากาศหนาวชะมัด!”
“จะไม่หนาวได้อย่างไร พวกเราอยู่ชายแดนทางเหนือเชียวนะ”
“เอ๊ะ นายกองน้อยเล่า?” ทันใดนั้นก็มีคนสังเกตเห็นว่าคนหลายคนหายไปจากกลุ่ม
ไม่พูดถึงยังดี แต่เมื่อพูดถึงแล้ว คนทั้งหลายก็ต้องแยกย้ายกันตามหา
“อย่าบอกนะว่าเจ้าหมอนั่นแอบไปอีกแล้ว?!”
“คงไม่ได้พาพวกเหล่าเว่ยไปบุกอีกแล้วหรอกนะ?”
“ผู้ใดจะไปรู้ เจ้าหมอนั่นยิ่งไม่รักชีวิตอยู่ด้วย เพิ่งจะอายุเท่าไหร่เอง เพื่อจะสร้างความดีความชอบ ไม่รู้ว่าหวุดหวิดเอาชีวิตไม่รอดมากี่ครั้งแล้ว คราวก่อนถ้าไม่ได้…”