ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 618 ทำตามคำสั่ง ต่อสู้เพื่อผลงานในกองทัพ
บทที่ 618 ทำตามคำสั่ง ต่อสู้เพื่อผลงานในกองทัพ
นายกองไม่ใช่ชื่ออย่างเป็นทางการ และหัวหน้าของทัพหน้าก็ใช้เพียงชั่วคราว หน้าที่สำคัญคือสำรวจเส้นทาง สอดแนมสถานการณ์ของข้าศึก เทียบเท่ากับ ‘ผู้บัญชาการด่านหน้า’
สามารถมองได้ว่า สถานการณ์ของจูลิ่วในยามนี้อันตรายเป็นอย่างมาก
ขาคลานอยู่บนหิมะ ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าช้า ๆ จ้องมองไปเบื้องหน้าอย่างมุ่งมั่น
ฝั่งตรงข้ามกับเขามีกลุ่มทหารที่สวมเครื่องแบบต่างแคว้น ซึ่งกำลังลงจากม้ามาพักผ่อน
จูลิ่วจดจำธงของพวกเขา เครื่องแบบของพวกเขา รวมถึงม้าศึกเอาไว้ เพียงครู่เดียวหลังจากคิดคำนวณในใจ เขาก็รีบถอยกลับมาอย่างรวดเร็ว
ไม่ไกลนัก เหล่าเว่ยและคนอื่น ๆ กำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นเขากลับมาอย่างปลอดภัยก็รีบถามเสียงเบา “เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ชู่…” จูลิ่วทำสัญญาณมือ พาพวกเขาถอยทัพ
เหล่าเว่ยและคนอื่น ๆ แสดงท่าทียินดี ก่อนจะเดินตามเขาไปโดยไม่พูดอะไร
เมื่อครู่ยังพูดคุยกันเรื่องที่ว่าไม่เห็นจูลิ่วและพวกเหล่าเว่ย ผลลัพธ์คือเจ้าหนุ่มนี่ไปพาคนกลับมา ทั้งยังพูดอย่างตื่นเต้น ข้างหน้ามีคนกลุ่มหนึ่ง ไม่กี่คน แค่เกือบสิบคน พวกเราสามารถบุกได้!
ทุกคน “…”
เจ้าหนุ่มแนวหน้า เจ้าลืมไปแล้วกระมังว่าหน้าที่ของพวกเราคือ ‘สำรวจ’ ไม่ใช่ ‘บุกโจมตี’
น่าเสียดายที่ฝีปากของจูลิ่วลื่นไหลเกินไป วิเคราะห์อย่างนี้ วิเคราะห์อย่างนั้น ทั้งยังปลุกขวัญกำลังใจ หรือพวกเจ้าคิดจะเป็นพลทหารไปตลอดชีวิต ไม่คิดอยากเลื่อนตำแหน่งเร็วขึ้นสักหน่อยหรือ? ถ้าอยากก็ต้องบุก
“เอาเลย!”
“ไอ้เวร! ข้าจะสู้กับมันเอง!”
“บุก!”
“บุก!”
……
ทันใดนั้น คนกลุ่มหนึ่งก็ฮึกเหิมขึ้นมา พากันประกาศศักดา “ดี เจ้าบอกว่าบุกอย่างไรพวกข้าก็จะบุกอย่างนั้น พวกข้าจะฟังเจ้า!”
ใบหน้าเล็กขนาดเท่าฝ่ามือ แผลที่ถูกหิมะกัดบนหน้าจูลิ่วยังไม่หายดี แต่บนใบหน้ากลับเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิม เขาบอกแผนการของตัวเองออกไปด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม
กองทหารทัพหน้าที่สามารถแทรกซึมเข้ามาได้ ไม่ใช่ว่าเป็นบุคคลที่มากด้วยประสบการณ์และไหวพริบหรือ?
แต่ในยามนี้ ดวงตาทั้งสองข้างของเหล่าทหารผู้มากประสบการณ์กลับเปล่งประกาย “เจ้าหนุ่ม ลุยเลย!”
“เอาเลย!”
“ถ้าบอกว่าบุกก็บุก ข้าจะสู้!”
“บุก!”
……
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นคงคาดไม่ถึง ทางฝั่งนางไม่ได้เตรียมทำอาหารไว้ด้วยซ้ำ คนก็กินข้าวกลางวันกันมาแล้ว ทั้งยังมาอวยพรปีใหม่ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น แม้สมาชิกครอบครัวจะไม่ได้มากันหมด แต่เย่อวี๋หรานก็พาคนที่ยังไม่ได้แต่งงานสองคนในครอบครัวมา รวมถึงพวกเหลนที่วิ่งไปทั่วมา ‘อวยพรปีใหม่’ ให้ผู้อาวุโสทั้งสอง
ยามที่มาก็ไม่ได้มามือเปล่า ยังหิ้วของขวัญอวยพรปีใหม่มาด้วย
ในบรรดาคนที่มา จูชีโตที่สุด ถูกดันให้ออกมากล่าวคำอวยพรเป็นคนแรก “ท่านปู่ ท่านย่า หลานชายจูซุ่นเต๋อขอคำนับพวกท่าน สุริยันจันทรารุ่งเรือง สุริยันจันทราโชติช่วงเคียงกัน อายุยืนยาวดั่งเช่นต้นสนนกกระเรียน มีความสุขไม่รู้จบ สุขภาพแข็งแรง อายุมั่นขวัญยืน ขออวยพรให้ผู้อาวุโสทั้งสองอ่อนวัยตลอดไป”
หลังจากไปเรียนหนังสือแล้ว ยังได้รับผลสำเร็จ มองคำที่พูดออกมาแล้วก็ล้วนเต็มไปด้วยความรู้
พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูต่างซาบซึ้งใจ ทั้งยังมีแต่ความยินดี หยิบซองแดงที่เตรียมไว้ล่วงหน้าขึ้นมา “ลุกขึ้นเร็ว เด็กดี ต่อไปก็ตั้งใจเรียน อนาคตจะได้เป็นขุนนางใหญ่เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล”
ความจริงทั้งสองคนก็ไม่ได้คาดหวัง เพียงแต่พูดอวยพรเพื่อความเป็นสิริมงคลเท่านั้น
คาดไม่ถึงว่าจูชีกลับคิดว่าเป็นเรื่องจริง จึงพูดอย่างจริงจัง “ต้องการให้เป็นขุนนางใหญ่หรือขอรับ? เช่นนั้นข้าจะลองดูขอรับ”
พ่อเฒ่าจู “…”
จริงจังถึงเพียงนี้จะดีหรือ?
เย่อวี๋หรานอดยิ้มไม่ได้ เด็กที่แยกแยะคำอวยพรเพื่อความเป็นสิริมงคลไม่ออก ไม่เรียกทึ่มแล้วจะเรียกอะไร?
ยังดีที่ยามนี้ได้เรียนหนังสือแล้ว จึงสามารถเรียกได้ว่า ‘หนอนหนังสือ’
เป็นหนอนหนังสือ ย่อมดีกว่าคนทึ่ม
เยว่อวี๋หรานกวักมือเรียกให้จูปาเม่ยเข้ามา
สีหน้าจูปาเม่ยยิ้มแย้ม ก้าวยาว ๆ มาข้างหน้า โค้งหัวคำนับอย่างหนักแน่น “ท่านปู่ ท่านย่า หลานสาวจูซูจิ้งขออวยพรปีใหม่ให้พวกท่านเจ้าค่ะ ขอให้พวกท่านมีแต่เรื่องที่เป็นดั่งใจหวัง มีความสุขอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อายุยืนยาว มีวาสนาล้ำลึกดั่งมหาสมุทร โชติช่วงดั่งดวงตะวันจันทรา ไม่แก่เฒ่าเจ้าค่ะ”
“ดี ๆๆ” แม่เฒ่าจูรีบดึงจูปาเม่ยลุกขึ้นมา แล้วแตะที่หน้าผากของอีกฝ่าย “เด็กโง่ จะคำนับจริงจังอะไรถึงเพียงนั้น? พวกเรารับรู้ถึงความตั้งใจก็พอแล้ว ไหนมาให้ย่าดูหน่อยว่าผิวแตกหรือไม่”
“ไม่เจ้าค่ะท่านย่า ท่านดูสิเจ้าคะ หน้าผากของข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” จูปาเม่ยแย้มยิ้ม ทั้งยังถูไถกับตัวของแม่เฒ่าจูอีกด้วย
หลานชายและหลานสาวของแม่เฒ่าจูมีมากนัก แต่มีหลานหลายคนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ยิ่งไปกว่านั้น หากนับตามความอาวุโสแล้ว บ้านของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อค่อนข้างอาวุโสมาก จึงแต่งออกไปนานแล้ว ปีหนึ่งก็ยากที่จะกลับบ้านสักครั้ง นับดูแล้วจูปาเม่ยก็เป็นหลานสาวเพียงคนเดียว ทั้งยังสนิทกับตัวเอง ในใจนางเรียกได้ว่าอบอุ่นและอ่อนนุ่ม
จูชีและจูปาเม่ยกล่าวคำอวยพรจบก็วนมาถึงคราวของต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่า และซื่อเป่า
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าตามจูชีไปเรียนหนังสือด้วยนานถึงเพียงนั้น เมื่อพูดอวยพรก็ยังมีความสุภาพเรียบร้อย ฟังแล้วรู้สึกได้ว่าเรียนหนังสือมา
“ท่านปู่ ท่านย่า เหลนจูอันไคขออวยพรปีใหม่ให้พวกท่านขอรับ กลิ่นหอมของบุปผาในวันปีใหม่ ดอกไม้บานนำพามาหกกลิ่น กลิ่นหอมแรกส่งให้ท่านไม่แก่เฒ่า กลิ่นหอมที่สองนำพาท่านอายุยืนยาว กลิ่นหอมที่สามทำให้ฟันท่านแข็งแรง กลิ่นหอมที่สี่ทำให้ท่านไม่เป็นกังวล กลิ่นหอมที่ห้าทำให้ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง กลิ่นหอมที่หกทำให้มีความสุข มีรอยยิ้มอยู่เสมอ! ขออวยพรท่านปู่ ท่านย่า สุขสันต์วันปีใหม่ขอรับ!”
พูดจบก็คุกเข่าลงบนพื้น และก้มหัวคำนับ
เอ้อร์เป่าทำตามต้าเป่า อ่านคำอวยพรที่เตรียมไว้ออกมา “ท่านปู่ ท่านย่า เหลนจูอันเป่าขออวยพรปีใหม่ให้พวกท่านขอรับ วันนี้ฉลองปีใหม่ล่วงหน้า คำนับครั้งแรกสุขภาพแข็งแรง คำนับครั้งที่สองความลำบากน้อยนิด คำนับครั้งที่สามความกลัดกลุ้มมลายหาย คำนับครั้งที่สี่ไม่มีเปลี่ยนแปลง คำนับครั้งที่ห้าจิตใจแจ่มใส คำนับครั้งที่หกโยนทิ้งความทุกข์ใจ คำนับครั้งที่เจ็ดล้อมรอบด้วยความสุข คำนับครั้งที่แปดวาสนามาเยือน คำนับครั้งที่เก้าแคล้วคลาดปลอดภัย คำนับครั้งที่สิบหัวเราะได้อย่างอิสระ! ขออวยพรท่านปู่ ท่านย่า สุขสันต์วันปีใหม่ขอรับ!”
คำอวยพรของทั้งสองคนนั้นเรียกได้ว่าหนึ่งยาว ตามด้วยหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก อ่านได้ลื่นไหลเป็นสายน้ำ ผู้อาวุโสทั้งสองปลื้มปีติและพูดว่า ‘ดี’ ซ้ำ ๆ
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นขยิบตาอยู่ด้านข้าง แน่นอนว่าพวกเขาเคยเรียนหนังสือ แต่มันไม่เหมือนกัน!
พวกนางสองคนตื่นตัว หากในอนาคตสภาพครอบครัวดีขึ้น ก็สามารถส่งเด็กไปเรียนได้แบบพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ใช่หรือ?
แม้จะเทียบไม่ได้กับต้าเป่าและเอ้อร์เป่า แต่คงไม่ต่างกันเกินไปหรอกกระมัง?
ยังมีลูกสะใภ้อีกสองคนที่ยังไม่แต่งเข้าสกุล “…”
แม่สามี ท่านทำอย่างนี้พวกเราก็ยิ่งกดดันสิเจ้าคะ!
พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูดึงต้าเป่าและเอ้อร์เป่าขึ้นมา กอดไว้ในอ้อมแขนอย่างเอ็นดูอยู่นาน ชื่นชมอย่างไรก็ไม่พอ
ครั้นเห็นว่าพวกเขาสองคนโตขึ้นมานิดหน่อย ก็พูดคำอวยพรที่ไม่เหมือนกันได้แล้ว
คิดดูแล้วก่อนหน้านี้ไม่นาน พวกเขาสองคนยังช่วยคนในหมู่บ้านเขียนกลอนคู่ด้วย รู้สึกราวกับแผ่รัศมีของเทพเซียนจนแทบตัวลอย
ยามที่สองผู้อาวุโสเดินเล่นในหมู่บ้าน เรื่องหนึ่งที่ชอบที่สุดคือการเจอคนเหล่านั้นพูดคุยกันว่าหลานและเหลนของบ้านตนสามารถอ่านหนังสือได้ จากนั้น…
ก็รอให้คนอื่นชื่นชมยกยอ
เหอ ๆๆๆ…
หลานบ้านข้าเรียนหนังสือได้ แล้วหลานบ้านเจ้าเล่า?
ไม่เพียงแค่นั้น เหลนคนโตที่อายุมากกว่าเล็กน้อย เพิ่งจะสูงแค่เอวก็ล้วนเขียนกลอนคู่ได้แล้ว
ใช่ เจ้าก็ได้ยินใช่หรือไม่? เห็นสองคนนั้นก็รู้แล้วว่าเป็นเหวินฉวี่ซิงมาจุติบนโลกมนุษย์*[1] ในอนาคตย่อมต่างออกไป ต้องมีโอกาสครั้งใหญ่เป็นแน่
……
ส่วนซานเป่าและซื่อเป่าที่อายุยังน้อย พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูย่อมไม่ได้คาดหวังถึงเพียงนั้น ประการแรกคือพวกเขาสองคนยังไม่ได้เรียน อีกอย่างคือทั้งสองคนยังอายุไม่พ้นสามขวบ แค่พูดได้คล่องก็นับว่าไม่เลวแล้ว ยังจะคาดหวังมากเพียงนั้นได้หรือ?
ทั้งสกุลสามารถเก็บทั้งสองเป่าไว้ได้ นั่นก็ถือว่ามีควันเขียวลอยออกมาจากหลุมฝังศพบรรพบุรุษ*[2] แล้ว จะมีประโยชน์อันใดตกอยู่กับบ้านพวกเจ้าหรือ?
คาดไม่ถึงว่าซานเป่าและซื่อเป่ากลับยืนขึ้นมา ทันใดนั้นก็คุกเข่าเช่นเดียวกับต้าเป่าและเอ้อร์เป่า จากนั้นก็เริ่มท่องคำอวยพร
[1] เหวินฉวี่ซิงมาจุติบนโลกมนุษย์ หมายถึง ชื่อดาวที่เป็นดาวแห่งสติปัญญา ใช้เปรียบคนที่มีความสามารถด้านการเรียนรู้สูงส่ง
[2] ควันเขียวลอยออกมาจากหลุมฝังศพบรรพบุรุษ หมายถึง การกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ หรือการได้เป็นขุนนางใหญ่แต่อาจตามมาด้วยการถูกเหน็บแนมว่าร้าย