ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 619 สายตาจับจ้องไปยังใบหน้าอ่อนเยาว์
บทที่ 619 สายตาจับจ้องไปยังใบหน้าอ่อนเยาว์
“ท่านปู่ ท่านย่า เหลนจูอันกู่ขออวยพรปีใหม่ให้ท่านขอรับ!”
เมื่อพูดหนึ่งประโยคจบ การพูดได้คล่องแคล่วเช่นนั้นก็สร้างความประหลาดใจให้ผู้คนนัก
แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะซื่อเป่ายังพูดต่ออีกประโยค “ท่านปู่ ท่านย่า เหลนจูอันคังขออวยพรปีใหม่ให้ท่านขอรับ!”
“หิมะโปรย…” ซานเป่าสนใจสัญญาณมือที่กำลังเตือนของต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเมื่อคำพูดขาดช่วงไปเพราะลืมไป ก่อนจะพูดต่อไปว่า “เป็นสัญญาณของปีใหม่ ปีใหม่มาถึงพร้อมกับเสียงหัวเราะ”
เมื่อซานเป่าพูดจบ ซื่อเป่าก็พูดต่อ “ขออวยพรให้พวกท่านโชคดี สมความปรารถนาทุกประการ”
“ร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคภัย จนลูกหลานอิจฉา” ซานเป่าพูดจบประโยคนี้อย่างราบรื่นก็ถอนหายใจโล่งอกอย่างแรง
ดีมาก หน้าที่ของข้าจบแล้ว!
เขามองไปยังซื่อเป่า
“ขออวยพรให้ท่าน…” ซื่อเป่ารู้สึกผิด เขาจำท่อนต่อไปไม่ได้
ต้าเป่ารีบทำปากพูดเตือนความจำ
ซื่อเป่าลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมา “ขอให้…สุขภาพ…ได้รับข่าวดี เอ่อ ประโยคนี้ข้าจำได้ ชีวิตมีความสุขราวกับบุปผาเบ่งบาน!”
……
คนในเรือนหัวเราะออกมา
ซานเป่าและซื่อเป่าสับสนอยู่บ้าง พวกเขาหัวเราะอันใด หรือว่าพวกเราท่องผิด?
“ซานเป่า ซื่อเป่า พวกเจ้าช่างน่าทึ่งนัก!” เมื่อต้าเป่าเห็นว่าทั้งสองคนทำหน้าที่สำเร็จลุล่วง ก็ยกนิ้วโป้งให้ทั้งสองคนพลางกล่าวชมเชย
ซานเป่าและซื่อเป่าถูกพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูดึงขึ้นมากอดไว้ในอ้อมแขน ทั้งยังกล่าวชมเชย
พวกเขายังตำหนิเย่อวี๋หรานที่ไม่ทำอะไรกับเรื่องนี้ มองดูเหลนทั้งสองคนทำตัวทึ่ม
เย่อวี๋หรานยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านคงตำหนิข้าไม่ได้ เรื่องนี้ข้าไม่ได้เป็นคนจัดการ หากท่านต้องการสามารถถามทั้งสองคนได้…”
นางส่งสัญญาณให้ผู้อาวุโสทั้งสองมองไปยังต้าเป่าและเอ้อร์เป่า
อย่าคิดว่าเมื่อครู่นางไม่เห็นว่ายามที่ซานเป่าและซื่อเป่าอ้ำอึ้ง พวกเขาทั้งสองคนนั้นก็ลอบโบกไม้โบกมือ ทำปากพูดไม่ออกเสียงเป็นการใหญ่
แค่มองก็รู้ว่าเป็นความคิดของพวกเขาทั้งสองคนแน่นอน
คิดดูแล้ว ด้วยลักษณะนิสัยคนทึ่มอย่างจูชี เขาจะทำเรื่องเหล่านี้ได้หรือ?
นอกจากต้าเป่าและเอ้อร์เป่าที่ฉลาดเฉลียวแล้ว ก็ไม่มีคนอื่นอีกแล้ว
“พวกเจ้าสองคนทำหรือ?!” พ่อเฒ่าจูประหลาดใจระคนปลื้มใจ
หากเปลี่ยนเป็นเหลนคนโตทั้งสอง เขายังไม่รู้สึกว่ามากเกินไป เดิมทีเขาทั้งสองคนยังเป็นเด็กที่โตกว่าซานเป่าและซื่อเป่านิดหน่อยเท่านั้น
เด็กคนอื่นในหมู่บ้านที่อายุประมาณนี้ ยังเล่นโคลนอยู่เลยกระมัง แต่เขาสองคนกลับรู้จักวางแผนเช่นนี้ จะสามารถเทียบกับเด็กทั่วไปได้หรือ?
ผู้อาวุโสทั้งสองคนมีความสุขมาก กอดต้าเป่าและเอ้อร์เป่าพลางยกยอเป็นการใหญ่
พูดได้ว่าเมื่อคนแก่อายุมาก ได้กินอิ่ม ได้สวมเสื้อผ้าอุ่น ๆ ก็ไม่ต้องการสิ่งอื่นแล้ว เพียงแค่ตั้งตารอคอยที่จะได้เห็นอนาคตของลูกหลานเท่านั้น
เย่อวี๋หรานตั้งใจให้พวกเด็ก ๆ ได้ไปเล่นสนุกต่อหน้าผู้อาวุโสทั้งสอง ทั้งออดอ้อนให้พวกเขามีความสุข ไม่ได้คิดจะรีบร้อนตะโกนเรียกพวกเขา ปล่อยให้พวกเขา ‘ทำให้สถานการณ์รื่นเริง’ ซุกซนอยู่ในนั้นเสียก่อน
น่าเสียดายที่นางไม่รู้ ก่อนที่นางจะมาได้พาลูกหลานกินดื่มจนอิ่มหมีพีมันแล้ว แต่พวกผู้อาวุโสรวมถึงจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ…
“โครกคราก ๆ…”
ยามท้องที่ว่างเปล่าร้องขึ้นมา คนในเรือนก็รู้สึกกระดากอาย แทบอยากจะจัดการขุดหลุมฝังตัวเอง
“พวกท่านยังไม่ได้กินข้าวหรือ?!” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าตกใจ รีบพูดว่า “หรือเป็นเพราะรอพวกเรามากินข้าวด้วยกันหรือ? ไอ้หยา ยามที่ข้าเข้ามาก็ไม่รู้จักเกรงใจเลยจริง ๆ พวกข้าเพิ่งกินข้าวมา…”
“ยังยืนทำอะไรอยู่ รีบไปเตรียมโต๊ะกินข้าวเร็ว”
……
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นยังรู้สึกอายที่จะบอกว่าตัวเองนั้นแม้แต่อาหารก็ยังไม่ได้ทำ จึงหน้าแดงมีท่าทางกระดากอาย
พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูแม้ว่าจะ ‘โกรธ’ ลูกสะใภ้สามและลูกสะใภ้สี่ที่น่าผิดหวังอยู่บ้าง แต่ในเวลาแบบนี้ก็ไม่คิดจะทำให้พวกนางทั้งสองเสียหน้า ไม่ได้คิดจะเปิดเผยเรื่องน่าอายออกมา แต่กลับเลือกที่จะไม่พูดอะไร
“นั่น…ช่างน่าอายนัก?” จูซื่อเสิ่นหน้าแดง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียหน้า พูดออกมาอย่างยากลำบากว่า “พวกเจ้ายังอยู่ต่อ…”
นางไม่กล้าพูดจนจบว่าไม่เพียงแต่ยังไม่จัดโต๊ะอาหารเท่านั้น แต่ยังไม่แม้แต่จะหุงข้าวด้วยซ้ำ
เย่อวี๋หรานได้ยินประโยคนี้ก็เข้าใจ “พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน มีอะไรย่อมพูดกันได้ เรื่องนี้น่าอายตรงไหนกัน? เอาล่ะ เดิมทีวันนี้ก็มาเพื่ออวยพรปีใหม่แก่ผู้อาวุโสทั้งสอง เช่นนั้นพวกเราไม่รบกวนแล้ว พวกเจ้าเจ็ด ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าต้องกลับไปอ่านหนังสือพอดี ข้าคงต้องพาพวกเขากลับก่อน”
ก่อนจะหันกลับไปพูดกับพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจู “ท่านพ่อ ท่านแม่ เอาไว้หากท่านมีเวลาว่าง ข้าค่อยให้พวกเขามาหาท่านอีกนะเจ้าคะ ถึงครานั้นโปรดอย่าถือสาที่พวกเขาออกจะเสียงดังวุ่นวายจนรบกวนเกินไปเสียหน่อย”
แม่เฒ่าจูรีบพูดว่า “ไม่รบกวน ๆ ถึงเวลานั้นต้องมาให้ได้เล่า”
“แน่นอนเจ้าค่ะ” เย่อวี๋หรานยิ้มตอบ “ท่านพ่อท่านแม่ก็มาเยี่ยมเหลนของท่านได้ทุกเมื่อนะเจ้าคะ”
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นรอจนส่งพวกเย่อวี๋หรานออกจากเรือนแล้ว จากนั้นจึงเพิ่งถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“โครกคราก ๆ…”
ท้องร้องขึ้นมาอีกครั้งด้วยความหิว
ยังไม่ต้องพูดเรื่องที่รสชาติไม่ค่อยน่าพอใจนัก
ทั้งสองคนไม่พูดจาไร้สาระ รีบกลับเข้าครัวเริ่มเตรียมอาหาร
“ทำน้ำแกงเถอะ เร็วหน่อย ไม่เช่นนั้นทุกคนจะหิวตายเอา”
“ใช่ ข้าวเที่ยงก็ไม่ได้กิน ใครจะไปรู้ว่าพวกพี่สะใภ้ใหญ่จะอยู่นานถึงเพียงนี้ ข้าแทบจะทนไม่ไหวด้วยซ้ำ”
“แต่พวกพี่สะใภ้ใหญ่ก็กินข้าวมาแล้ว ค่อยโล่งใจหน่อย ไม่เช่นนั้น…”
……
ทั้งสองคนมองหน้ากันโดยไร้ซึ่งคำพูด
จูเหล่าซานที่เดิมทีตั้งใจเข้ามาเร่งอาหารเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้เข้าไป
เขาหันหลังเดินออกมา จนชนเข้ากับจูเหล่าซื่อที่เดินเข้ามา
“ทำอะไรอยู่? บอกพวกนางแล้วหรือว่าให้ทำของง่าย ๆ มาเติมท้องก่อน?” จูเหล่าซื่อถาม
จูเหล่าซานไม่ตอบ แต่กลับถอนหายใจและพูดว่า “เฮ้อ…เจ้าว่าชีวิตเช่นนี้จะจบลงเมื่อใด?”
“หืม? อะไรนะ?”
“แม้แต่ครอบครัวพี่สะใภ้ใหญ่จะมากินข้าวยังกลัวเลย ชีวิตข้นแค้นเช่นนี้จะจบลงเมื่อใดกัน?”
จูเหล่าซื่อมีท่าทีตอบสนอง เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ปีหน้าก็ดีขึ้นแล้ว ไม่ใช่ว่าวิธีการปลูกนาน้ำของพี่สะใภ้ใหญ่สามารถเพิ่มผลผลิตได้หรือ? แล้วยังมีมันเทศที่สามารถทำให้ท้องอิ่มได้อีก…”
ทั้งสองคนล้วนชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิต ‘เพิ่ม’ ได้ แต่หากต้องการ ‘เฟื่องฟูในพริบตา’ เช่นนั้นยังไม่อาจทำได้
พูดได้เพียงว่าเมื่อถึงยามนั้นชีวิตต้องดีกว่าในยามนี้เป็นแน่
หากอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ก็ยังต้องหาลู่ทางอื่น
เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเริ่มหันกลับมามองชีวิตของตัวเอง
ผ่านมาตั้งหลายชั่วอายุคน ก่อนหน้านี้ไม่รู้สึกว่ามีปัญหาใด แต่ยามนี้กลับเริ่มคิดว่า…
แม้แต่คนที่ไม่รู้วิธีเพาะปลูกอย่างพี่สะใภ้ใหญ่ยังคิดเรื่องเช่นนี้ออก แล้วเหตุใดพวกเขาที่เพาะปลูกมาหลายชั่วอายุคนกลับคิดไม่ออกแม้แต่คนเดียวเล่า?
หรือเป็นเพราะสมองของพวกเขาโง่กว่าจริง ๆ?
หากเป็นแบบนี้ เช่นนั้นจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าที่ได้เรียนหนังสือจะเป็นอย่างไร?
พวกเขาซึ่งมีความสามารถโดดเด่น จะสามารถออกจากสภาพแวดล้อมเช่นนี้ได้หรือไม่?
……
ไม่แน่ว่าเพราะพวกเขาเป็นลูกของพี่สะใภ้ใหญ่ ดังนั้นจึงพิเศษกระมัง?
ยามค่ำคืนที่ความมืดโรยตัว
เสียงต่อสู้ยังคงดังเข้ามา และมีเปลวไฟส่องสว่างไปทั่วผืนฟ้า
กองทัพทั้งสองสู้รบกันอยู่ ม้าศึกเปล่งเสียงร้อง เสียงอาวุธตัดผ่านร่างกาย รวมไปถึงเปลวไฟที่สาดส่องเสียงการสู้รบอย่างกล้าหาญเหล่านั้นของทุกคน
“ระวัง!”
เสียงตะโกนของใครบางคนดังขึ้น สายตาของเย่อวี๋หรานก็จับจ้องไปยังใบหน้าอ่อนเยาว์