ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 620 เกิดเรื่องอันใดกับจูลิ่วใช่หรือไม่?
บทที่ 620 เกิดเรื่องอันใดกับจูลิ่วใช่หรือไม่?
รูม่านตาหดตัวในทันใด นางลุกพรวดขึ้นจากเตียง ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น
“แฮ่ก ๆๆ…”
ลมหายใจของนางหอบถี่
เย่อวี๋หรานรู้สึกเหมือนตัวเองหัวใจเต้นแรงราวกับฟ้าร้อง ในสมองยังเต็มไปด้วยใบหน้าเปื้อนเลือดนั้น
นางกลืนน้ำลาย คิดอย่างไม่แน่ใจว่าหากความทรงจำของนางไม่ผิดพลาด นางคิดว่าใบหน้านั้นคล้ายกับจูซุ่นเจิ้ง?
จูซุ่นเจิ้ง ลูกชายคนที่หกของเจ้าของร่างเดิม
หลังจากที่เย่อวี๋หรานทะลุมิติมาที่โลกนี้ก็ไม่เคยพบเขามาก่อน
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ดูเหมือนว่ามันจะหายไป
นอกหน้าต่าง ยามค่ำคืนนั้นเงียบสงัด
ไร้ซึ่งแสงจันทร์ มีเพียงลมหนาวหอบหนึ่งพัดผ่านยอดไม้
น่าเสียดายที่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้บนต้นไม้ได้ร่วงโรยไปเสียแล้ว
เย่อวี๋หรานยืนอยู่ในลานบ้าน จ้องมองไปยังต้นไม้ต้นนั้นอย่างเหม่อลอย
ทะลุมิติมาที่โลกนี้นานถึงเพียงนี้ ต่อให้ชีวิตจะยากลำบากเพียงใด เย่อวี๋หรานก็ไม่เคยนอนไม่หลับเช่นนี้
ไม่มีทางที่ฝันเช่นนี้จะทำให้นางนอนไม่หลับ
เพียงแค่นึกถึงใบหน้าที่เห็นในฝันฉากนั้น เสียงที่บอกว่า ‘ระวัง’ ใจนางก็สั่นไหวด้วยความกลัว
ว่ากันว่า ‘แม่ลูกใจสื่อถึงกัน’ ยามที่เกิดเรื่องกับลูกชาย แม่ที่อยู่ห่างไกลเป็นพันลี้ก็ยังรู้สึกได้ เช่นนั้นหรือว่า…
ตึกตัก
ตึกตัก
ตึกตัก
เพียงแค่นึกถึงเรื่องนี้ หัวใจของนางก็เต้นแรงกว่าปกติ ลางสังหรณ์เช่นนั้นยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
นางพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อนึกถึงความทรงจำที่เกี่ยวกับจูลิ่วของเจ้าของร่างเดิม แต่ราวกับความทรงจำนั้นต่อต้านนาง ทำให้นางไม่สามารถหาความทรงจำนั้นเจอแม้แต่น้อย
นางสับสนเป็นอย่างมาก ตกลงแล้วจูลิ่วทำอะไรลงไป เจ้าของร่างเดิมจึง ‘ผูกใจเจ็บ’ ถึงเพียงนี้ ผูกใจเจ็บจนไม่ยอมนึกถึงเลยหรือ?
“คงไม่ใช่ว่าเกิดเรื่องขึ้นกับเขาหรอกนะ?”
“ไม่เช่นนั้นทำไมข้าถึงได้ฝันเช่นนี้?”
ความไม่สบายใจนี้ ราวกับหนอนชอนไชกระดูกทำให้คนรู้สึกสงบใจไม่ได้
อีกด้านหนึ่งนั้น ใช้โอกาสที่คนในอาณาเขตต่างหลับใหลออกลาดตระเวนยามราตรี ในขณะที่กานอี้เซียนเดินเตร็ดเตร่ไปรอบบริเวณก็ได้รับสัญญาณจากทางด้านนี้
เขามีสีหน้าสับสน ไม่แน่ใจนัก: หืม? จูต้าเหนียง?
ช่างน่าแปลก ในยามนี้จูต้าเหนียงควรจะนอนแล้วไม่ใช่หรือ?
ลงมาโลกมนุษย์นานมากแล้ว และอยู่ที่หมู่บ้านสกุลจูมานานทีเดียว จนรู้วิถีชีวิตของแต่ละคนในหมู่บ้านสกุลจู
โดยเฉพาะจูต้าเหนียง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เขาสนใจทั้งกลางวันและกลางคืน เขาผู้เป็นถู่ตี้เฉิน ต้องการผู้ถูกคัดเลือกที่สามารถ ‘สร้างผลงาน’ ได้
จะเกิดเรื่องขึ้นกับนางไม่ได้ หากเกิดเรื่องขึ้นกับนาง เช่นนั้นผลงานของเขา…
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ร่างของกานอี้เซียนก็แวบเข้าไปปรากฏในลานบ้านของสกุลจู
“จูต้าเหนียง…” เขายกมือขึ้น เอ่ยทักทายเย่อวี๋หรานออกไปเสียงเบา
จู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากข้างหลัง ทำให้เย่อวี๋หรานตกอกตกใจ นางหันกลับไปมอง
เมื่อเห็นว่าเป็นเขา นางก็อยากจะกลอกตาเสียจริง ๆ “เจ้าทำอะไรเนี่ย? ทำข้าตกใจแทบแย่ ฮู่ ๆๆ…”
“ข้า ข้าอยากมาทักทายท่าน”
“ใครเขามายืนทักทายข้างหลังคนอื่นกัน? ทั้งยังเป็นกลางดึกเช่นนี้ มาโผล่ที่เรือนคนอื่นอย่างน่าแปลก…” พูดถึงตรงนี้ เย่อวี๋หรานก็ตอบสนองออกมา “เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่? กลางดึกเช่นนี้เจ้ามาทำอะไรที่เรือนข้า?”
เมื่อครู่เพิ่งฝันถึงจูลิ่ว เย่อวี๋หรานจึงกำลังตื่นตัว นางรีบถามว่า “ไม่ใช่ว่ามีเรื่องเกิดขึ้นหรอกกระมัง?”
“หืม? เรื่องใดหรือ?” กานอี้เซียนสับสนอยู่บ้าง
หากไม่ใช่ว่าจูต้าเหนียงมีเรื่องอะไรจนกลางดึกเช่นนี้ไม่ยอมหลับยอมนอน เขาจะมาปรากฏตัวที่นี่หรือ?
แล้วเหตุใดจูต้าเหนียงกลับเป็นฝ่ายถามเขาแทนเล่า?
“อะไร มีเรื่องอะไรก็รีบพูดมาเถิด” เย่อวี๋หรานเร่ง
กานอี้เซียนหาเรื่องมาพูดไม่ได้ “ไม่มีอะไร ข้าแค่…ผ่านทางมา เห็นท่านยังไม่นอนจึงรู้สึกแปลกใจ ดังนั้นจึงเข้ามา…”
“วันปีใหม่เช่นนี้ เจ้าไม่อยู่ฉลองกับพ่อแม่เจ้าหรือ? วิ่ง ‘ผ่าน’ มาถึงหมู่บ้านของพวกเราเช่นนี้เชียว?” เย่อวี๋หรานจำต้องมองกานอี้เซียน นางพูดกับเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ “เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ?”
“เอ่อ…” เขาพูดไม่ได้ว่าตัวเองเป็นถู่ตี้เฉิน จึงไม่สามารถออกห่างจากอาณาเขตนี้ได้กระมัง? อีกอย่าง บนสวรรค์หนึ่งวันเท่ากับบนโลกหนึ่งปี
ช่วงปีใหม่ของโลกมนุษย์ สำหรับพ่อแม่ของเขานั้นถือว่าไม่ได้เจอหน้าเขาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
“แต่งเลย แต่งเรื่องมาสิ ข้าฟังอยู่” เย่อวี๋หรานกอดอก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
กานอี้เซียนรู้สึกกระดากอาย รู้สึกว่าจังหวะที่ตัวเองปรากฏตัวมานี้ไม่ค่อยถูกต้องนัก “จูต้าเหนียง ท่านมีเรื่องอะไรหรือไม่? หากไม่ใช่เช่นนั้น เหตุใดมืดค่ำเช่นนี้จึงยังไม่นอน แต่ออกมายืนอยู่ที่ลานบ้านมาตลอดเล่า?”
“เห็นได้ชัดว่าเจ้ามองข้ามานานแล้วจึงรู้ว่าข้ายืนอยู่ที่ลานบ้านมาตลอด…” เย่อวี๋หรานเน้นย้ำ
กานอี้เซียน “…”
สวรรค์! ข้าพูดผิดอีกแล้ว!
เหตุใดทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าจูต้าเหนียง เขาจึงเหมือนเด็กที่ทำความผิดแล้วถูกผู้ใหญ่จับได้?
“บอกมาเถอะ ใช่เรื่องเกี่ยวกับจูลิ่วหรือไม่?” เย่อวี๋หรานไม่คิดจะอ้อมค้อมกับเขาอีก จึงถามออกไปตามตรง
“หืม?” กานอี้เซียนตอบสนองออกมาทันที ‘จูลิ่ว’ ที่นางพูดถึงคือผู้ใดกัน
“จูลิ่ว จูซุ่นเจิ้ง” เย่อวี๋หรานถาม “ไม่ใช่ว่าเจ้ามาอยู่ที่นี่ในยามนี้เพราะเขาหรือ?”
การอี้เซียนรีบจัดลำดับพวกลูกชายของจูต้าเหนียง ยามนั้นเองจึงได้รู้ว่า ‘จูลิ่ว’ ที่จูต้าเหนียงพูดถึงคือใคร
ตรงนี้ยิ่งยากเพราะตั้งแต่ลงมาที่โลกมนุษย์ เขาไม่เคยเจอคนผู้นี้มาก่อน
“เอ่อ…” กานอี้เซียนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน
ในฐานะที่เขาเป็นถู่ตี้เฉิน แม้แต่สถานการณ์ของคนในอาณาเขตตัวเองเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้ เช่นนี้ก็เสียหน้าอยู่บ้างไม่ใช่หรือ?
เมื่อนึกเรื่องนี้ขึ้นมาก็ต้องพูดถึงการแบ่งอำนาจหน้าที่ของ ‘ถู่ตี้เฉิน’
ถู่ตี้เฉินก็มีการแบ่ง ‘ระดับ’ ยิ่งระดับสูงมากเท่าไหร่ ดินแดนในอาณาเขตของถู่ตี้เฉินก็ยิ่งกว้างใหญ่ อำนาจหน้าที่ก็ยิ่งมากขึ้น
และกานอี้เซียนก็แอบ ‘เก็บ’ สิ่งนี้ขึ้นมา แน่นอนว่าเป็นระดับต่ำสุด ดินแดนในอาณาเขตของเขาจึงมีเพียงหมู่บ้านสกุลจู รวมถึงหมู่บ้านอีกไม่กี่แห่งรอบหมู่บ้านสกุลจู ซึ่งมีจำนวนไม่เกินสิบแห่ง
กล่าวได้ว่าจูลิ่วออกจากอาณาบริเวณที่อยู่ในการควบคุมของเขาไปแล้ว จึงยากที่เขาจะรู้สถานการณ์จริง ๆ ของจูลิ่ว
“พูดมา เหตุใดจึงไม่พูดเล่า?” เย่อวี๋หรานคิดว่าตัวเองเดาถูกจึงไม่สบายใจนัก
แม้ว่านางจะไม่เคยเจอหน้าจูลิ่ว แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เขาก็เป็นลูกชายเจ้าของร่างเดิม เป็นน้องชายของจูต้าและคนอื่น ๆ
ความรู้สึกทั้งหมดเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว นางนับว่าจูต้าและคนอื่น ๆ เป็นญาติของตัวเอง ถ้าจะรักเขาก็ต้องรักคนของเขาด้วย จูลิ่วก็นับว่ามีความเกี่ยวพันกันไม่มากก็น้อย
หากได้ยินข่าวร้ายเกี่ยวกับเขาในยามนี้ ในใจนาง…
ขอบตาของนางเริ่มแดงก่ำ เย่อวี๋หรานยกมือขึ้นมาขัดจังหวะเขา “อย่าเพิ่งพูด ให้ข้าใจเย็นลงเสียก่อน ข้าเกรงว่าข้าจะรับไม่ไหว”
นางหันหน้าไป แล้วสูดหายใจเข้าลึก ต้องการกดข่มความทุกข์ในใจลงไป
กานอี้เซียนเห็นนางคิดมากเกินไป ในใจก็ร้อนรนขึ้นมาทันที “ไม่ใช่ จูต้าเหนียง ไม่ใช่ว่าท่านเข้าใจอะไรผิดหรือ? ข้าไม่รู้ข่าวคราวของลูกชายท่านจริง ๆ เป็นเพราะจู่ ๆ มืดค่ำแล้วแต่ท่านกลับยังไม่นอน ข้าจึงมา…ที่ข้าพูดทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องจริง ข้าไม่ได้โกหกท่าน”