ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 621 พูดความในใจยามค่ำคืน
บทที่ 621 พูดความในใจยามค่ำคืน
“เจ้า…ไม่รู้ข่าวคราวของจูลิ่วจริงหรือ?” เย่อวี๋หรานตะลึงงันไปครู่หนึ่ง แต่นางยังไม่หันกลับมา และยืนยันกับกานอี้เซียน
“ไม่รู้” กานอี้เซียนตอบอย่างหนักแน่น
“เช่นนั้นเจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
“ข้าบอกไปแล้ว ข้าเห็นว่าดึกแล้วแต่ท่านกลับยังไม่นอน ดังนั้นจึงมาที่นี่”
เย่อวี๋หราน “…”
เหตุผลเช่นนี้อีกแล้ว
เขาคิดว่าคนโง่ที่ไหนจะเชื่อคำพูดเช่นนี้กัน?
หากนางไม่ได้รู้จักเขามานานแล้ว จึงเข้าใจเขาอยู่พอสมควร คงจะคิดว่าเขาโกหก และนางต้องไม่มีทางเชื่อเขาเป็นแน่
กานอี้เซียนมองแผ่นหลังของนาง ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายไม่พูดสิ่งใดอยู่นานก็ยิ่งร้อนใจ “เป็นความจริงจูต้าเหนียง ท่านต้องเชื่อข้านะ”
เย่อวี๋หรานหันกลับมาพูด “ข้าเชื่อเจ้า”
“จริงหรือ?”
“อืม” เย่อวี๋หรานพยักหน้า
กานอี้เซียนถอนหายใจอย่างโล่งอก “เฮ้อ…ท่านเชื่อข้าก็ดี ทำข้าตกใจแทบตาย ข้าคิดว่าท่านจะไม่เชื่อข้าเสียแล้ว…”
ครั้นเห็นท่าทางของเขา เย่อวี๋หรานก็อดหัวเราะไม่ได้ “ความเชื่อใจของข้า มันสำคัญกับเจ้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“สำคัญแน่นอน นี่มันเกี่ยวพันกับผลงาน…ของข้า ทั้งยัง…” กานอี้เซียนพูดอย่างคลุมเครือ
เดาจากที่พูด เขาคงต้องการพิสูจน์ตัวเองต่อใครบางคน และเย่อวี๋หรานในยามนี้ก็เป็น ‘ผลงาน’ ของเขา
ทุกคนล้วนรู้เรื่องของตัวเอง เย่อวี๋หรานก็รู้เรื่องที่ตัวเองทะลุมิติมาเช่นกัน ตามความเชื่อเรื่องการทะลุมิติ ในอนาคตนางต้อง ‘ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน’ และสามารถทำ ‘การใหญ่’ ได้อย่างแน่นอน
แต่ใน ‘ช่วงเวลาเพียงเล็กน้อย’ การมีใครสักคนเชื่อใจนางเช่นนี้ และวางเดิมพันข้างนาง ก็ทำให้นางรู้สึก ‘ประหลาดใจที่ได้รับความเชื่อใจอย่างคาดไม่ถึง’ อยู่บ้าง
“เจ้าไว้ใจข้าเช่นนี้ ไม่กลัวว่าข้า…อา จะพลั้งพลาดหรือ?” เย่อวี๋หรานยังคงยิ้มต่อ ทั้งยังถามติดตลก
“ไม่เลย!” กานอี้เซียนพูดอย่างมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง “ข้ามองคนออก ท่านจะไม่เป็นเช่นนั้นแน่ ต่อให้ท่านพลาดพลั้งก็เพียงช่วงหนึ่งเท่านั้น ตราบใดที่ให้เวลาท่าน ท่านจะต้องฟื้นตัวกลับมาได้ และเริ่มลงมือได้ดีกว่าเดิม”
“ขอบคุณ!”
“เอ่อ ไม่ต้องเกรงใจ!” ถูกคนมาขอบคุณเช่นนี้ กานอี้เซียนก็รู้สึกแปลก ๆ เขาได้แต่เกาหัว
เย่อวี๋หรานมองท่าทาง ‘ทึ่มไร้เดียงสา’ ของเขาก็ยิ่งรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น “ในเมื่อเจ้ามองคนออกถึงเพียงนี้ เช่นนั้นเจ้าช่วยลองดูโหงวเฮ้งข้าทีว่าข้าเป็นอย่างไร ดูเหมือนคนมีวาสนาหรือไม่? ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่อง ‘ความมั่งมี’ แต่อยากถามเรื่องเกี่ยวกับลูกหลานของข้า…”
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางก็พูดเสริมว่า “จะมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง หรือลูกหลานห่างหาย?”
กานอี้เซียนไม่รู้ว่าทำไมนางจึงถามคำถามเช่นนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่ก็ช่วยนางดูอย่างจริงจัง
เขาตอบว่า “โหงวเฮ้งของท่านดีมาก จะมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง มั่งมีเงินทอง”
พูดไปพูดมากานอี้เซียนก็สับสน
“หืม? จูต้าเหนียง โหงวเฮ้งท่านดูแปลกอยู่บ้าง”
“เมื่อก่อนยังมีแววว่าวาสนาไม่ยืนยาว แต่คราวนี้ดูไปแล้วกลับกลายเป็น ‘อายุยืนยาว’”
“ทั้งยังมี พวกลูกชายของท่าน…”
……
เย่อวี๋หรานแปลกใจ เพราะนางคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่านางแค่พูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่พ่อหนุ่มนี่กลับดูตั้งใจพินิจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังพูดเหมือนมีบางอย่างอีก
ตามที่เขาพูดมา โหงวเฮ้งของเย่อวี๋หรานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีลูกหลานมากมาย แต่อายุขัยล้วนไม่ยืนยาว
ทว่ายามนี้กลับไม่เหมือนเดิม ตอนนี้เย่อวี๋หรานมีลูกหลานมากมายทั้งยังมีวาสนา มีเค้าลางของอายุที่ยืนยาว
สิ่งนี้ทำให้เย่อวี๋หรานนึกถึงเรื่องที่ตัวเอง ‘ทะลุมิติ’ มา หรือสิ่งที่เขาบอกว่า ‘แปลก’ เป็นเพราะเหตุนี้?
พูดได้ว่าโหงวเฮ้งของเจ้าของร่างเดิมก็นับว่าไม่เลว ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถให้กำเนิดลูกชายลูกสาวมากมายได้เช่นนี้ ทั้งยังเลี้ยงดูพวกเขาจนเติบใหญ่ได้
เพียงแต่นางทำงานหนักเกินไป ดังนั้นร่างกายนางเองจึงได้รับ ‘ผลของการกระทำ’ ยังไม่ทันได้เสพสุขกับวาสนาที่มีก็ต้องมาตายก่อนวัยอันควร
“เช่นนั้น…ข้าจะไม่เสียลูกชายยามแก่เฒ่าใช่หรือไม่?”
เย่อวี๋หรานนึกถึงจูลิ่ว และคิดถึงภาพในความฝันคืนนี้ขึ้นมา
นางรู้สึกว่าความฝันนี้บอกอะไรบางอย่างกับนาง น่าเสียดายที่นางไม่ได้เกิดมามีญาณหยั่งรู้ จึงไม่มีวิธีที่จะเข้าใจมันได้แม้แต่น้อย
“หืม?” กานอี้เซียนสงสัย “ทำไมท่านจึงคิดเช่นนั้นเล่า?”
“เมื่อครู่เจ้าถามข้าไม่ใช่หรือ ว่าดึกดื่นเช่นนี้ทำไมจึงนอนไม่หลับ ทั้งยังตื่นขึ้นมาอย่ากะทันหันเช่นนี้?” เย่อวี๋หรานพูดจบก็มองไปยังท้องฟ้า
ในค่ำคืนที่มืดมิด มีสายลมหนาวพัดผ่านมา
บนท้องฟ้ามืดสนิท ไร้ซึ่งแสงดาว
เย่อวี๋หรานพูดต่อไปว่า “เพราะข้าฝันถึงเรื่องหนึ่ง”
“ฝันว่าอะไรหรือ?” กานอี้เซียนพอจะคาดเดาได้
จูต้าเหนียงไม่เหมือนคนที่ชอบพูดเรื่องส่วนตัว คืนนี้นางมาคุยเรื่องนี้กับเขา ไม่ใช่ว่า…
“ข้าฝันถึงเจ้าหก ทั้งยังมีสนามรบ สงครามที่น่าเศร้า มีผู้คนล้มตายมากมาย…” เย่อวี๋หรานชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “ข้ายังฝันเห็นใบหน้าเปื้อนเลือด ข้าจำได้อย่างชัดเจนว่านั่นคือเจ้าหก”
หัวใจของกานอี้เซียนเต้น ‘ตึกตัก’ คราหนึ่ง: ไม่ใช่กระมัง หรือว่าเขาจะมองผิดไป?
เขามองใบหน้าของเย่อวี๋หราน มองแล้วมองอีก แต่ก็มองไม่ออกว่าผิดพลาดตรงไหน
เย่อวี๋หรานเห็นท่าทางจริงจังและสับสนของเขา ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เอาเถอะ มองไม่ออกก็มองไม่ออก เรื่องโหงวเฮ้งก็เพียงแค่พูดกันไป จะอย่างไรก็ยังต้องดูการเลือกของคนผู้นั้นด้วย”
“ข้าเคยได้ยินคำพูดที่ว่า ชีวิตของคนแท้จริงมี ‘อนาคต’ มากมาย ดังนั้นแม้จะเลือกทางหนึ่ง มันก็เป็นเพียงผลลัพธ์จาก ‘ทางเลือก’ มากมายเท่านั้น ตัวเลือกต่างกันย่อมทำให้เกิดผลลัพธ์ในอนาคตที่ต่างกัน”
“ยามนี้สิ่งที่เจ้ามองเห็น อาจเป็นเพียงหนึ่งใน ‘อนาคต’ มากมาย อนาคตจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือข้าจะ ‘เลือก’ ทางเลือกไหน”
……
กานอี้เซียนทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง เขาคาดไม่ถึงว่าเดิมทีเขาจะมาปลอบใจจูต้าเหนียง แต่หลังจากพูดไปกลับถูกคนปลอบใจแทน
นี่เป็นสาเหตุที่เขาชอบพูดคุยกับจูต้าเหนียง
บางครั้งนางก็ฉลาดจนทำให้คนปวดหัว มีบางคราที่รู้สึกเหมือนถูกนางมองออกจนทะลุปรุโปร่ง
บางครั้งนางก็แปลงกายเป็น ‘ปราชญ์’ เปิดประตูสู่อนาคตที่ไม่เคยเห็นมาก่อนให้เจ้าบานหนึ่ง ความสับสนและไม่เข้าใจทั้งหมดก็ล้วนถูกแก้ไขในชั่วพริบตา
มีผู้หญิงเช่นนี้อยู่ สกุลจูจะไม่มีความสุขในทุก ๆ วันได้อย่างไร?
สุดท้ายกานอี้เซียนก็กล่าวว่า “ข้าไม่รู้ว่าฝันนั้นคือเรื่องอันใด บางทีมันอาจเป็นเพียงสัญญาณเตือนอย่างหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร ข้าเชื่อว่าไม่มีอะไรจะทำให้ท่านล้มลงได้ ท่านจะยังคงเป็นจูต้าเหนียงผู้ที่ยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง ราวกับภูเขาที่ตั้งตระหง่าน ซึ่งไม่มีทางถูกทำลายได้”
“เจ้ายกย่องข้าเกินไปจริง ๆ!” เย่อวี๋หรานยิ้ม
คนทั้งสองยืนอยู่นานท่ามกลางยามราตรี
แม้ว่าในใจจะยังคงสงสัย แต่เมื่อมีคนผู้นั้นอยู่เคียงข้างก็รู้สึกว่าไม่เลว ราวกับได้รับกำลังใจจากคนข้าง ๆ ตลอดเวลา ราวกับบอกกับนางว่า “ไม่ต้องกลัว ท่านเก่งที่สุด! หากท่านยังทำไม่ได้ แล้วจะยังมีผู้ใดทำได้เล่า?”
ระหว่างฟ้าดิน ทั้งความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง และไร้ที่พึ่งได้มลายหายไปจนสิ้น
ไม่ว่าความฝันนั้นจะมีความหมายอย่างไร และไม่ว่านางจะต้องพบเจอกับอนาคตแบบไหน ตราบใดที่นางเป็น ‘จูต้าเหนียง’ ไม่ว่านางจะทำอะไรนางล้วน ‘ถูกต้อง’
เดินไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญโดยไม่หวั่นเกรง
วันรุ่งขึ้น ลมหนาวพัดผ่าน
คนสกุลจูต้อนรับเช้าวันใหม่ เพราะยามที่เย่อวี๋หรานตื่นขึ้นเป็นช่วงเวลาเดิม จึงไม่มีใครสังเกตเห็น
ทางด้านพวกลูกสะใภ้กำลังทำอาหารเช้าไปพูดคุยเรื่องการกลับบ้านเดิมไป ในเรือนเต็มไปด้วยความคึกคัก
ขณะที่กำลังพูด ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหลิวซื่อดังขึ้นมา “หา?! พี่สะใภ้ใหญ่เมื่อครู่ท่านว่าอย่างไรนะ ท่านบอกว่าวันนี้ท่านอยากกลับบ้านเดิม? พี่สะใภ้ใหญ่ท่านล้อเล่นแล้วกระมัง ครั้งก่อนพวกเราตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือว่าพวกเราจะแลกวันกัน วันนี้ข้าต้องเป็นคนกลับไป…ข้าให้คนส่งข่าวไปที่บ้านเดิมแล้ว แต่ท่านจะมาบอกข้าว่าวันนี้ท่านอยากกลับบ้านเดิมหรือ?”
“ท่านหมายความว่าอย่างไรกันแน่?”
“ไม่ใช่ว่าท่านจงใจทรมานข้าด้วยการกลั่นแกล้งหรอกกระมัง?”