ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 622 สีหน้าเปลี่ยน โกรธคนแทบตาย
บทที่ 622 สีหน้าเปลี่ยน โกรธคนแทบตาย
เสียงตะโกนของหลิวซื่อทำลายความเงียบสงบในสกุลจู หยุดบรรยากาศยามเช้าที่อบอุ่นและรื่นเริงในทันใด
หลี่ซื่อและหลินซื่อต่างสับสน วันแรกของปีใครจะได้กลับบ้านเดิม ไม่ใช่ว่าตกลงกันไปนานแล้วหรือ จะมาเปลี่ยนตามใจตัวเองได้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
สองสามครั้งแรกเรื่องกลับบ้านเดิม พูดได้ว่าเป็น ‘เรื่องเล็ก’ แต่ในช่วงปีใหม่ เป็นเรื่องยากสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะกลับบ้านเดิม เพื่อพาลูกและสามีกลับไปหาบ้านเดิมสักครั้ง ให้บ้านเดิมได้เห็นว่ากลมเกลียวกันหรือไม่ จะได้สบายใจ ในขณะเดียวกันยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ภายในเครือญาติอีกด้วย
ถึงอย่างไรเมื่อมีลูกสะใภ้ในครอบครัวหลายคน ปัญหาเกี่ยวกับ ‘การจัดลำดับอาวุโส’ ก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก
ปกติแล้วพี่สะใภ้ใหญ่ต้องได้รับความเคารพ ไม่ว่าเรื่องใดก็ควรเริ่มจาก ‘สะใภ้ใหญ่’
เว้นแต่แม่สามีจะลำเอียงเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่ยามแบ่งคน ก็ต้องให้ ‘สะใภ้ใหญ่’ เป็นคนแรก
คำพูดของหลิวซื่อ พูดได้ว่าเป็นการท้าทาย ‘ผู้มีอำนาจ’
“เสียงดังอะไรกัน? เช้าขนาดนี้มาทำเอะอะโวยวายแล้วจะถูกมองอย่างไรเล่า?”
การกระทำในห้องครัวดึงดูดความสนใจของเย่อวี๋หราน นางมีสีหน้าเย็นชา ดุคนตรงหน้าก่อนคราหนึ่ง
ไม่ว่าใครจะเป็นคนผิด ตราบใดที่ยังอยู่ตรงนี้ ใครก็ล้วนอย่าคิด ‘หนี’
หลิวซื่อรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ดวงตาแดงก่ำในทันใด “ท่านแม่…”
นางกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ แสดงให้เห็นว่าก่อนหน้านี้นางกับสะใภ้ใหญ่ตกลงกันไว้แล้วว่าวันนี้นางจะกลับบ้านเดิม และพรุ่งนี้สะใภ้ใหญ่จึงค่อยกลับบ้านเดิม
ทางฝั่งนางล้วนเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว ผลคือยามที่จะออกเดินทาง สะใภ้ใหญ่จะมาออกเดินทางก่อน เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?
“ท่านแม่ ท่านต้องตัดสินให้ข้านะเจ้าคะ แม้ว่าข้าจะเข้าสกุลมาทีหลัง แต่ข้าก็เป็นลูกสะใภ้ของท่านเช่นกัน ข้าเกิดเป็นคนของสกุลจู ตายก็เป็นผีของสกุลจู ไม่อาจให้คนมารังแกได้ตามใจนะเจ้าคะ”
หลิวซื่อฝีปากเฉียบแหลม ละล่ำละลักพูดออกมา ไม่ให้โอกาสหลิ่วซื่อได้พูด
ทำให้คนฟังแล้วเหมือน ‘ความผิด’ เป็นของฝั่งหลิ่วซื่อ
แม้ว่าตามกฎแล้วคนแรกที่กลับบ้านควรเป็น ‘สะใภ้ใหญ่’ แต่หากพวกสะใภ้ตกลงกันเป็นการส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ก็นับว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หากหลิวซื่อตกลงกับหลิ่วซื่อเรียบร้อยแล้วจริง แต่หลิ่วซื่อยังมาทำเช่นนี้ก็มากเกินไปจริง ๆ
เย่อวี๋หรานมีตาชั่งอยู่ในใจ ในใจนางคิดว่าสิ่งที่หลิวซื่อพูดมีแต่น้ำ แต่หลิ่วซื่อยังไม่ได้พูด เช่นนั้นก็ยังตัดสินไม่ได้
นิสัยของหลิ่วซื่อเป็นอย่างไร นางจะไม่รู้เชียวหรือ?
คนที่แม้แต่จะโกหกยังทำไม่ได้เช่นนั้น หากบอกว่านางมีใจคิดคด เย่อวี๋หรานก็จะไม่เชื่อเป็นคนแรก
แต่ต้องบอกว่าหลิ่วซื่อหัวช้า เป็นไปได้ที่จะทำเรื่องโง่ ๆ ลงไป
“เอาล่ะ พอได้แล้ว” เย่อวี๋หรานพูดกับหลิวซื่อ “ทั้งหมดเป็นเจ้าที่พูดคนเดียว ยังจะให้พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าได้พูดบ้างหรือไม่?”
“ข้า…ข้าไม่ได้โกหกนะเจ้าคะ ทั้งหมดที่ข้าพูดเป็นความจริง” หลิวซื่อได้ยินว่าเย่อวี๋หรานต้องการให้หลิ่วซื่อพูดก็ร้อนรน “ท่านแม่ เหตุใดจึงไม่เชื่อข้าเจ้าคะ?”
“ไม่ใช่ไม่เชื่อเจ้า แต่เมื่อมีเรื่องใด จะฟังความเพียงข้างเดียวไม่ได้ ไม่เช่นนั้นข้าจะกลายเป็นอะไรเล่า? หากฟังอย่างเชื่ออย่าง หลังจากนี้พวกเจ้าจะไม่บอกว่าข้าลำเอียงหรือ?”
หลิวซื่อพึมพำว่า “แล้วท่านไม่ลำเอียงตั้งแต่เมื่อใดเจ้าคะ?”
“เจ้าว่าอะไรนะ?” เย่อวี๋หรานกวาดตามอง มีน้ำเสียงคุกคาม
มองดูแล้วคุณธรรมของหลิวซื่อผู้นี้ ล้วนเอาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง กลัวแต่ว่าจะไม่มีคนเชื่อนาง
คนเช่นนี้ จะกี่ครั้งกี่หนก็ไม่รู้จักทบทวนตัวเอง
หลิวซื่อรีบเปลี่ยนคำพูด “ไม่ ไม่ได้พูดอะไรเจ้าค่ะท่านแม่ ท่านฟังผิดแล้ว…”
เย่อวี๋หรานจ้องมองอีกฝ่าย
หลิวซื่อยิ่งพูดเสียงยิ่งเบาจนไม่กล้าพูดอีก
ถึงอย่างไรนางก็คิดว่าตัวเองเคยพูดกับสะใภ้ใหญ่ไว้แล้ว
ตราบใดที่สะใภ้ใหญ่เป็นเช่นนี้ เป็นคนไม่แน่ไม่นอน นางกลัวว่าสะใภ้ใหญ่จะกล้าทำไม่กล้ายอมรับ ถึงครานั้นนางต้องกลายเป็น ‘แพะรับบาป’ เป็นแน่
เฮ้อ…ถูกคนไม่เชื่อใจ แล้วนางต้องทำอย่างไรเล่า?
“สะใภ้ใหญ่ เจ้าพูดมา” เย่อวี๋หรานหันไปทางหลิ่วซื่อ
หลิ่วซื่อก้มหน้า มองปลายเท้าตัวเอง ผ่านไปนานก็ไม่พูดออกมาสักประโยค
นางต้องพูดอย่างไรเล่า?
พูดอย่างไรก็ล้วนทำให้คนขุ่นเคือง
หลิวซื่อเคยบอกนางว่าต้องการแลกวัน แต่ยามนั้นนางไม่ได้ยินยอม
ทว่าหากนางบอกว่าไม่ยอม แต่หลิวซื่อแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเล่า นางจะทำอย่างไร?
ยามนี้ทะเลาะกันต่อหน้าแม่สามี นางล้วนไม่มีหลักฐาน จะต้องพูดอย่างไรดีเล่า?
“หลิ่วซื่อ?” เย่อวี๋หรานรออยู่นาน หลิ่วซื่อก็ไม่แม้แต่จะผายลม ทำให้นางขมวดคิ้วขึ้นมา
“ท่านแม่…” หลิ่วซื่อตอบรับเสียงเบาคราหนึ่ง
“ข้ากำลังพูดกับเจ้าอยู่”
“เจ้าค่ะ”
“เมื่อครู่ข้าถามเจ้าว่าอย่างไร เจ้าไม่ได้ยินหรือ?” เย่อวี๋หรานรู้สึกอัดอั้นตันใจอยู่บ้าง
หากเปลี่ยนเป็นแม่สามีที่ไม่ดีซึ่งไม่มีน้ำอดน้ำทน คาดว่าความจริงเป็นอย่างไรก็ล้วนไม่สนใจแล้ว
เห็นได้ชัดว่าเป็นห่วงนาง แต่ถูกปฏิบัติเช่นนี้ ยังจะรู้สึกพอใจได้หรือ?
หลายครั้งเข้าเกรงว่านางก็คร้านจะสนใจแล้ว
“ได้ยินเจ้าค่ะ…”
“เช่นนั้นได้ยินว่าอะไร?”
หลิ่วซื่อ “…”
“เจ้าหาใช่เด็กสามขวบ มีอะไรก็พูดออกมาเสีย ไม่ใช่เก็บไว้ในใจตลอด รู้หรือไม่? เจ้าไม่พูดคนอื่นจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าคิดอย่างไรอยู่? เจ้าเห็นคนอื่นเป็นหนอนในท้องเจ้าหรือ?” เย่อวี๋หรานพยายามอดทนอดกลั้น
หลิ่วซื่อยังคงไม่ส่งเสียงใด
“ข้าถามเจ้าประโยคหนึ่ง เจ้าได้ตอบรับหลิวซื่อไปแล้วหรือไม่?” เย่อวี๋หรานเริ่มคิดอยากปล่อยไปตามเรื่องตามราวแล้วจริง ๆ
จะจัดการกับคนทึ่มทื่อเช่นนี้อย่างไร?
สอนลาสักตัว ยังสบายใจกว่าสอนหลิ่วซื่อไม่ใช่หรือ?
แม้ลาจะโง่สักหน่อย แต่อย่างน้อยก็ยังใช้แส้เฆี่ยนได้ แต่หลิ่วซื่อผู้นี้เฆี่ยนได้หรือ?
หากเฆี่ยนไป คนอื่นคงคิดว่านาง ‘ทารุณ’ ลูกสะใภ้
หลิ่วซื่อขยับริมฝีปาก ขยุกขยิกอยู่นานก็ยังไม่พูดให้ชัดเจนว่าตกลงได้ตกปากรับคำไปหรือไม่
แค่เพียงประโยคเดียวก็ทำให้เรื่องชัดเจน แต่กลับถูกอีกฝ่ายทำให้กลายเป็นเช่นนี้ เย่อวี๋หรานที่ไม่สบอารมณ์จึงยอมแพ้ “เอาเถอะ ไม่อยากพูดก็ช่าง ข้าจะถามเจ้า วันนี้ตกลงจะเป็นเจ้าที่กลับบ้านเดิม หรือเป็นหลิวซื่อ?”
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ นางก็ยังไว้หน้าหลิ่วซื่ออยู่ส่วนหนึ่ง ไม่เห็นแก่หน้าพระสงฆ์ก็เห็นแก่หน้าพระเจ้า*[1] นางคิดว่าอย่างไรก็ต้องอดทนเพื่อไว้หน้าบ้านเจ้าใหญ่ ไหนจะพวกต้าเป่าและเอ้อร์เป่าอีก
นางคิดในใจว่า ขอเพียงหลิ่วซื่อกล้าพูดว่า ‘เป็นข้าที่กลับ’ เรื่องนี้ก็จบแล้ว และตนก็จะไปจัดการกับหลิวซื่อ
แต่น่าเสียดาย…
สุดท้ายหลิ่วซื่อก็ทำให้นางผิดหวัง นางลากยาวอยู่นาน กว่าจะพูดประโยคหนึ่งออกมาช้า ๆ “ท่านแม่ ท่านอย่าทำให้น้องสะใภ้รองลำบากใจเลยเจ้าค่ะ ให้นางกลับเถิด”
เย่อวี๋หรานถอนหายใจอย่างเย็นชา รู้สึกพูดไม่ออก
กล้ามาก นางอยู่ข้างหลิ่วซื่อ ให้โอกาสอธิบายอยู่เป็นนานสองนาน แต่คนกลับไม่เห็นค่าแม้แต่น้อย ทั้งยังผลักความขัดแย้งมาให้นางกับหลิวซื่อ?!
หลิ่วซื่อผู้นี้ ควรบอกว่าทึ่มหรือไม่มีสมองกันแน่?
เลือกที่จะไม่ ‘ผิดใจ’ กับคนอื่น และมา ‘ผิดใจ’ กับแม่สามีเช่นนี้ ก็เข้าใจได้อย่างถ่องแท้แล้วไม่ใช่หรือ?
แม้แต่หลิวซื่อที่ไม่มีไหวพริบ มายามนี้ยังไม่กล้าดีใจจนกระโดดโลดเต้น หรือพูดอะไรอย่าง ‘ท่านแม่ ท่านเห็นหรือไม่เจ้าคะ ข้าบอกแล้ว’
หลิวซื่อยืนอยู่กับที่และลอบมองมา เมื่อเห็นสีหน้าเย็นชาของแม่สามีก็ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
แม้ว่ากลับบ้านเดิมจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่แม่สามีดูเหมือนจะโกรธเป็นอย่างมาก…
ลืมไปได้เลย คงต้องพูดตามตรงเสียหน่อย!
แม่สามีเป็นคนเช่นนี้ แม้สะใภ้ใหญ่จะให้กำเนิดลูกชายสองคน แต่ก็ไม่อาจต้านทานได้
ในขณะที่ในท้องนางที่ยังไม่รู้ว่าเป็นลูกชายหรือลูกสาว เช่นนี้ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
[1] ไม่เห็นแก่หน้าพระสงฆ์ก็เห็นแก่หน้าพระเจ้า หมายถึง เห็นแก่หน้าบุคคลที่สาม