ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 629 มาอวยพรปีใหม่ให้อาจารย์
บทที่ 629 มาอวยพรปีใหม่ให้อาจารย์
มิใช่ว่ามารดาของหลี่ฉินคิดว่าลูกสาวตนเองไม่ดีพอ แต่เป็นเพราะความจริงกางให้เห็นอยู่ตรงหน้า
ยุคสมัยนี้การเจรจางานมงคลให้ความสำคัญเรื่องฐานะคู่ควรกัน ฝ่ายเขาเป็นคนเมือง ฝ่ายตนเป็นคนชนบท แม้นางจะยินดีแค่ไหน แต่อีกฝ่ายไม่ยินดี นางก็ทำอันใดไม่ได้
หากไม่เห็นว่าพ่อหนุ่มคนนั้นคล้ายจะมีใจให้ลูกสาวตนเอง นางคงไม่…
เย่อวี๋หรานไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงให้มารดาของหลี่ฉินไปบอกลูกสาวให้เตรียมใจเอาไว้
ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม พวกเราต้องเตรียมการเผื่อกรณีเลวร้ายที่สุดเอาไว้ จะได้มีทางถอย
“ได้ ข้าจะกลับไปบอกนางเอาไว้” ได้ยินเย่อวี๋หรานกล่าวเช่นนั้น มารดาของหลี่ฉินก็ยิ่งไม่ตั้งความหวัง
ปีนี้ต่างจากปีที่ผ่านมาดังคาด คนที่มาเยี่ยมอวยพรปีใหม่ที่เรือนสกุลจูมีจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
บรรยากาศคึกคักอย่างมาก
จูเอ้อร์เม่ยก็พาครอบครัวเฉียนเสี่ยวซินมาทางนี้ด้วยเช่นกัน
หากเป็นเมื่อก่อน นางคงไปเรือนของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อตามลำพัง แล้วกลับไปทั้งอย่างนี้
ปีนี้ต่างออกไป นางตั้งใจมาเยี่ยมเยือนเย่อวี๋หรานโดยเฉพาะ ของขวัญปีใหม่ก็เตรียมมาไม่น้อย
แน่นอนว่านางยังพาหลานชายมาด้วย นอกจากของขวัญจากฝั่งสกุลจูแล้ว นางยังได้รับซองแดงกลับไป การมาครั้งนี้จึงไม่นับว่าขาดทุน
เย่อวี๋หราน “…”
นิสัยชอบเอาเปรียบคนอื่นแบบนี้ เมื่อไหร่จะแก้ได้เสียทีนะ?
ยังไม่ถึงวันที่สิบห้าเดือนหนึ่ง จูชีก็ต้องเดินทางกลับไปเตรียมตัวสอบที่สำนักศึกษา
เนื่องจากเป็นการเตรียมตัวก่อนการสอบ ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าจึงไม่ได้กลับไปด้วย รอให้การสอบเคอจวี่ในเดือนสองสิ้นสุดลง สำนักศึกษาสกุลเสินเปิดเรียนตามปกติ เด็กน้อยทั้งสองค่อยกลับไป
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไม่ได้ไป แต่จูซานจำเป็นต้องไป ประการแรกคือเขาต้องดูแลจูชี อีกประการคือตอนที่จูชีเข้าร่วมการสอบเสี้ยนซื่อจำเป็นต้องมีคนช่วยจัดการธุระให้ทั้งก่อนและหลังการสอบ
ในเวลาเช่นนี้ จูซานที่อยู่ข้างกายจูชีมาตลอดเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดอย่างเห็นได้ชัด
เย่อวี๋หรานอยากคุยกับอาจารย์เสินเรื่องการเข้าเรียนของต้าเป่าและเอ้อร์เป่าในเดือนสองด้วยพอดี หลังจากนั้นจะได้แวะไปที่เรือนเหวินเหรินซาน จึงเดินทางไปด้วยกันกับพวกเขา
“อาจารย์เสิน ศิษย์จูซุ่นเต๋อมาอวยพรปีใหม่ให้ท่านขอรับ!”
เมื่อไปถึงแล้ว จูชีก็ไปอวยพรปีใหม่ให้อาจารย์เสินเป็นอันดับแรก อย่าเห็นว่าเขาซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ อย่างนั้น แต่ยามเจอหน้าอาจารย์ยังรู้จักแทนตัวเองด้วยชื่อจริง
อาจารย์เสินยกมือบอกให้เขาลุกขึ้น แล้วกล่าววาจาที่เป็นมงคลอีกหลายประโยค
จูชีส่งการบ้านตลอดหน้าหนาวให้อาจารย์ อาจารย์เสินรับไปวางไว้ แล้วส่งงานชุดใหม่มาให้เขาไปทำในห้องข้าง ๆ
“ขอรับ อาจารย์” จูชีขานรับอย่างว่าง่าย รับมาแล้วเดินไปยังห้องข้าง ๆ
ถัดจากนั้นก็คือเวลาที่เย่อวี๋หรานกับอาจารย์เสินโอภาปราศรัยกัน
อาจารย์เสินพอจะคาดเดาได้แล้วว่าปีนี้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอาจได้เข้าเรียนในสำนักศึกษา
ถึงอย่างไรในช่วงปีที่ผ่านมา เขาก็เห็นอยู่กับตาว่าความเป็นอยู่ของสกุลจูดีขึ้นเรื่อย ๆ
ในอดีตจูต้าเหนียงก็เคยพูดไว้ว่านางอยากส่งต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเข้าเรียนด้วยเช่นกัน แต่ฐานะทางบ้านไม่อำนวยจึงเลือกส่งจูซุ่นเต๋อเข้าเรียนก่อน
ดังนั้นเมื่อเย่อวี๋หรานเอ่ยถึงเรื่องนี้ เขาจึงผงกศีรษะน้อย ๆ “เข้าเรียนเร็วหน่อยก็ดีเหมือนกัน ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเฉลียวฉลาด ไม่ควรปล่อยให้พรสวรรค์ของพวกเขาต้องเสียเปล่า เข้าเรียนแต่เนิ่น ๆ พวกเขาก็จะได้รับการศึกษาตามมาตรฐานเร็วขึ้น…”
“ล้วนเป็นเพราะความใจกว้างของอาจารย์เสิน นับแต่เจ้าเจ็ดเข้าเรียนก็อนุญาตให้พวกเขาสองคนติดตามเรียนรู้จากเจ้าเจ็ด เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาไม่น้อย ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะฉลาดเฉลียวจนใครเห็นเป็นต้องชมเหมือนตอนนี้ได้อย่างไร” เย่อวี๋หรานกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “สามารถฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เสินนับว่าเป็นโชควาสนาของพวกเขา ตอนนี้ฐานะทางบ้านพอจะอำนวยบ้างแล้วก็ย่อมจะส่งพวกเขาเข้าเรียนโดยไว จะได้ไม่ผิดต่อวาสนาระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์”
“เอ๊ะ จะพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกนะ จูต้าเหนียง” อาจารย์เสินโบกไม้โบกมือกล่าวว่า “ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเป็นเด็กดี ข้าสอนหนังสือมานานหลายปีเพียงนี้ก็ยังไม่เคยเจอเด็กที่ฉลาดเหมือนพวกเขามาก่อน อาจารย์คนไหนได้มาเจอเด็กน้อยที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ก็ย่อมจะอยากชี้แนะพวกเขาเป็นธรรมดา ท่านส่งพวกเขามาอยู่ในความดูแลของข้าก็สามารถวางใจได้เลย ข้าจะทุ่มเทสั่งสอนและเข้มงวดกวดขันกับพวกเขาอย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นก็รบกวนอาจารย์เสินแล้ว กล่าวตามเหตุผล ท่านช่วยพวกข้าขนาดนี้แล้ว ข้าไม่ควรด้านหน้ามาเอ่ยปาก แต่ภาษิตโบราณว่าไว้ คนเป็นบิดามารดาต้องคิดการณ์ไกลไว้ให้ลูก ๆ” เย่อวี๋หรานเว้นช่วงเล็กน้อยจึงกล่าวต่อไปว่า “แม่อย่างข้าย่อมจะใคร่ครวญเผื่อลูก ๆ ไว้ให้มากหน่อยอย่างเลี่ยงไม่ได้ จะว่าไปแล้ว ข้ามีลูกชายหลายคน แต่กลับไม่ได้ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างยุติธรรม เฮ้อ…จนถึงตอนนี้ก็ทำได้แค่ส่งเจ้าเจ็ดมาเรียนคนเดียว”
อาจารย์เสินกังขา “จูต้าเหนียง ไฉนจึงกล่าวเช่นนี้?”
ทุกบ้านย่อมมีความลำบากของตนเอง จูต้าเหนียงมีลูกชายหลายคน แต่กลับส่งจูซุ่นเต๋อมาร่ำเรียนคนเดียว อาจารย์เสินไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก
ครอบครัวมีฐานะอย่างนั้น สามารถส่งลูกคนหนึ่งมาเรียนได้ก็ไม่เลวมากแล้ว
บรรดาลูกศิษย์ในสำนักศึกษาของเขาหลายคนก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?
เขาไม่เข้าใจเสียแล้ว ความไม่ยุติธรรมที่จูต้าเหนียงกล่าวถึงหมายความว่าอย่างไรกันแน่? ยามนี้ฐานะสกุลจูค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ นางก็กำลังจะส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามาเข้าเรียนแล้วไม่ใช่หรือไร?
“อาจารย์เสินก็เห็นเจ้าสามบ้านข้าแล้วใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานถาม
อาจารย์เสินพยักหน้า
“อาจารย์เสินคิดว่าเจ้าสามบ้านข้าเป็นอย่างไร?”
อาจารย์เสินนึกถึงจูซานที่ได้เห็นหน้าอยู่บ่อย ๆ จึงกล่าวว่า “สุขุมหนักแน่น มีไหวพริบดี”
กล่าวตามตรง เขาชมชอบจูซานผู้นี้มากทีเดียว ถึงจะมีชาติกำเนิดเป็นชาวนา แต่หัวไว มีความยืดหยุ่นและมนุษยสัมพันธ์สูง
ว่ากันตามเหตุผล การส่งลูกชายหนึ่งคนมาเรียนหนังสือแล้วให้หลานชายสองคนมาติดตามร่ำเรียนแบบสกุลจู ยากจะหลีกเลี่ยงความไม่พอใจและความอิจฉาริษยาของศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นได้
เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าอาจได้รับมือกับความไม่พอใจจากลูกศิษย์คนอื่น ๆ ไฉนเลยจะคาดคิดว่าเรื่องนี้กลับไม่เคยวุ่นวายมาถึงเขา
หลังจากเกิดเรื่อง อาจารย์เสินไปสอบถามก็ได้ความว่า ที่แท้เป็นเพราะจูซานแก้ไขได้แล้ว
นอกจากเขาจะไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นบังเกิดความอิจฉาริษยาแล้ว ยังพาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปกินข้าวกับคนอื่นหลายมื้อ ทำให้เด็กน้อยทั้งสองกลายเป็นเด็กน้อยนำโชคในสายตาทุกคน กระทั่งมารดา ภรรยา และลูกสาวของเขาก็ยังชมชอบพวกเขา
อาจารย์เสิน “…”
นี่คงเป็นเหตุผลที่แท้จริงที่จูต้าเหนียงให้เขามาอยู่สำนักศึกษาเป็นเพื่อนพวกเด็ก ๆ กระมัง?
ครั้นได้ยินคำชมเชยจากอาจารย์เสิน เย่อวี๋หรานก็ยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยว่า “สามารถได้รับคำชมเชยจากอาจารย์เสิน เห็นได้ว่าเจ้าสามบ้านข้าคงไม่เลว ถ้าเขาอายุน้อยกว่านี้หลายปี ท่านคิดว่าให้เขามาเรียนหนังสือจะเป็นอย่างไร?”
อาจารย์เสินเงียบไป เพราะเขาก็เคยพิจารณาถึงปัญหาข้อนี้
มีครั้งหนึ่ง เขาบังเอิญไปเห็นจูซานหาเวลาว่างอ่านตำราของจูชี
แม้จูซานจะไม่ได้มีพรสวรรค์ผ่านตาไม่ลืมเลือนเหมือนจูชี แต่ก็ต้องยอมรับว่าความจำของคนสกุลจูนั้นดีเยี่ยม เขาเพียงแต่ครูพักลักจำอ่านตำราของจูชี แต่กลับได้เรียนรู้อะไรไปไม่น้อย
ตอนนั้นอาจารย์เสินรู้สึกเมตตาคนใฝ่รู่ใฝ่เรียนขึ้นมา จึงทดสอบจูซานไปหลายข้อ พบว่าเขามีความคิดยืดหยุ่นพลิกแพลงกว่าจูชีมากนัก
หากน่าเสียดาย…
เสียดายอะไรน่ะหรือ? อาจารย์เสินไม่กล้าครุ่นคิดไปไกลกว่านั้น เขารู้แจ้งแก่ใจดีว่าเขากำลังเสียดายแทนจูซาน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าจูชีเลยสักนิด แต่…
“ซึ่งความจริง เจ้าสามบ้านข้าอายุยังไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ ถ้าเขาจะเรียนหนังสือตอนนี้ยังไม่ถือว่าสายเกินไป” เย่อวี๋หรานคล้ายจะมองไม่เห็นสีหน้าของอาจารย์เสิน นางพูดต่อไปว่า “การสอบเคอจวี่ก็ไม่ได้กำหนดไว้ว่าอายุเท่าไหร่จะไม่มีสิทธิ์สอบ ถงเซิงที่อายุเจ็บสิบแปดสิบยังมีมากมายถมไป แต่เจ้าสามเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรี ถ้าให้เขามาเรียนหนังสือตรง ๆ เขาคงไม่เห็นดีเห็นงาม ดังนั้นข้าจึงอยากจะขอร้องอาจารย์เสิน”
หัวใจอาจารย์เสินกระตุกวูบ คล้ายจะเดาอะไรบางอย่างได้ “เชิญว่ามาเถอะ”