ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 630 คนบางคนก็ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี
บทที่ 630 คนบางคนก็ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี
เย่อวี๋หรานกล่าวขณะจ้องตาอีกฝ่าย “ข้าอยากขอร้องให้อาจารย์เสินช่วยสั่งสอนเจ้าสาม”
อาจารย์เสิน: คิดไว้ไม่มีผิด!
“แน่นอนว่าการเรียนหนังสือนี้ไม่ได้หมายถึงการเรียนหนังสือทั่วไป” เย่อวี๋หรานกลัวว่าอาจารย์เสินจะเข้าใจผิดจึงรีบอธิบาย
นางอยากให้จูซานเรียนหนังสือ ไม่ใช่เพื่อการสอบเคอจวี่ แต่เพื่อเปิดโลกทัศน์
ส่วนว่าจะเลือกเดินไปบนเส้นทางการสอบรับราชการหรือไม่ ต้องให้จูซานเป็นคนตัดสินใจเองในภายหลัง
ตอนนี้เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เส้นทางข้างหน้าจะเดินไปอย่างไร ต้องให้เขาตัดสินใจด้วยตนเอง สิ่งที่เย่อวี๋หรานสามารถทำได้คือการพยายามปูทางที่หลากหลายเอาไว้ให้เขา ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเลือก
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “ข้าไม่อาจปล่อยให้เจ้าสามเดินตามหลังเจ้าเจ็ดไปตลอดชีวิต เขาต้องมีเส้นทางของตัวเอง เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าตนเองควรเดินไปทางไหนเท่านั้น เขาไม่รู้ แต่ข้าก็ไม่อาจไปกีดกันทางเลือกของเขา”
นางลุกขึ้นมาค้อมกายคารวะอาจารย์เสินอย่างจริงจัง
“ทั้งการเปิดโลกทัศน์ และการเลือกทางเดินในอนาคต ข้าไม่มีปัญญาจะไปชี้แนะเจ้าสาม ดังนั้นจึงได้แต่ขอร้องให้อาจารย์ช่วยเหลือแทนแล้ว”
“อาจารย์ไม่จำเป็นต้องรู้สึกกดดันเกินไป แค่เพียงชี้แนะสักหน่อยก็พอแล้ว ส่วนว่าอนาคตจะเดินไปได้ไกลแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับตัวจูซาน”
“ข้ารู้ว่าการเรียกร้องเช่นนี้สร้างความลำบากใจให้อาจารย์ แต่ข้ารู้จักบัณฑิตอยู่ไม่กี่คน จึงได้แต่รบกวนอาจารย์เสินแล้ว”
……
เย่อวี๋หรานพูดจาเกรงอกเกรงใจ ทว่าอาจารย์เสินกลับรู้สึกกดดันอย่างไม่อาจเลี่ยง เพราะคิดไม่ถึงว่าเย่อวี๋หรานจะฝากฝังอนาคตของจูซานไว้กับเขา
แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับการสอบเคอจวี่ แต่ ‘ผู้ชี้แนะแนวทางชีวิต’ แบบนี้ ใคร ๆ ก็เป็นกันได้เช่นนั้นหรือ?
กระทั่งตัวเองเขายังชี้แนะไม่ได้ แล้วจะไปชี้แนะคนอื่นได้อย่างไร?
นี่ทำให้อาจารย์เสินอดจะนึกถึงตนเองในอดีตขึ้นมาไม่ได้ เวลานั้นเขาเย่อหยิ่งทะนงตนยิ่งนัก คิดไปเองว่าตนเองยอดเยี่ยมเสียเต็มประดา
จุดพลิกผันกลางสนามสอบคราวนั้นลากเขาดิ่งลงเหว แทบจะ…
ถ้าไม่ได้สหายสนิทอวี้เสวียหลินและสหายร่วมสำนักอีกหลายคนร่วมแรงช่วยเหลือ หากไม่ใช่เพราะเขาคำนึงถึงมารดาผู้ชรา ภรรยาและลูกชาย เกรงว่าคงอดทนผ่านมาไม่ได้
“จูต้าเหนียง นี่…” อาจารย์เสินสูดหายใจเข้าลึก แล้วเอ่ยว่า “ภาระยิ่งใหญ่เช่นนี้ ข้าได้แต่ฝืนลองดูสักคราแล้ว”
“ขอบคุณอาจารย์ยิ่งนัก!”
……
ครั้นออกมาจากสำนักศึกษาสกุลเสิน เย่อวี๋หรานก็ตรงไปที่เรือนเหวินเหรินซาน
เนื่องจากบอกกล่าวเอาไว้แล้ว คนสกุลเหวินจึงไม่แปลกใจต่อการมาเยือนของนาง เชื้อเชิญนางเข้าไปในเรือนอย่างกระตือรือร้น
แม่เหวินยิ้มแย้มสดใส อารมณ์ดียิ่ง
เย่อวี๋หรานเห็นดังนั้นก็นึกคาดเดาในใจ
ผ่านไปครู่หนึ่ง แม่เหวินก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา ถามเย่อวี๋หรานว่านางมีลูกสาวบุญธรรมคนหนึ่งใช่หรือไม่
เย่อวี๋หรานยิ้มตอบ “มีอยู่คนหนึ่งจริง ๆ นามว่าหลี่ฉิน เป็น…”
นางแนะนำหลี่ฉินไปโดยสังเขป
แม่เหวินยิ่งฟังก็ยิ่งพอใจ “ไอ้หยา เช่นนี้ก็ประเสริฐยิ่ง จูต้าเหนียง ท่านก็รู้จักเหรินซานลูกข้า เขาเป็นเด็กดีคนหนึ่ง อายุยังน้อยก็เป็นเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการได้แล้ว เบี้ยหวัดแต่ละเดือนได้รับไม่เท่ากัน ใช้จ่ายอย่างประหยัดสักหน่อยก็สามารถเลี้ยงชีวิตได้โดยไม่มีปัญหา”
นางบอกเล่าสถานการณ์ทางฝ่ายลูกชายตนเองออกมา
แล้วว่าสกุลเหวินของตนเองไม่ได้มีข้อเรียกร้องสูงส่งอะไร เพียงหวังว่าจะได้แต่งลูกสะใภ้ที่จิตใจดี มีฝีมือด้านงานบ้านงานเรือนและภูมิหลังใสสะอาดก็พอแล้ว
“พอข้าได้ยินเรื่องลูกสาวบุญธรรมของท่านก็รู้สึกว่าเหมาะสมมาก ท่านคิดว่าพวกเราพอจะเป็นทองแผ่นเดียวกันได้หรือไม่?”
แม่เหวินจะไม่ยินดีได้อย่างไร แม้ลูกชายของนางจะเป็นเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการ แต่เรื่องงานมงคลกลับกลายเป็นงานหิน จะดูตัวกี่ครั้งก็คว้าน้ำเหลว ทำให้นางกลุ้มใจคิดไม่ตก แทบอยากจับแม่นางสักคนกลับเรือนมาจัดการงานวิวาห์ของลูกชายให้ลุล่วงไปเสียให้ได้
น่าเสียดาย ลูกคนนี้เหมือนพ่อของเขา หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี คนเขาบอกไม่เต็มใจก็คือไม่เต็มใจ ถ้านางกล้าบังคับลูกสาวคนอื่นมาแต่งงาน เขาก็กล้าไปอยู่ข้างนอกไม่กลับเรือนหลาย ๆ วัน
ประกอบกับมีพ่อของเขาคอยปกป้อง ทำให้แม่เหวินทำอะไรก็ไม่ดี โมโหจนร่ำร้องว่า “ข้าไม่สนแล้ว เจ้าอยากทำอะไรก็ทำ”
สุดท้าย ไฉนเลยจะคาดว่าลูกชายไปอวยพรปีใหม่ที่หมู่บ้านสกุลจูรอบเดียวก็ไปต้องตา ‘ลูกสาวบุญธรรม’ ของอีกฝ่ายเข้าเสียแล้ว?
ครั้นกลับมาแล้วก็เอาแต่พูดไม่รู้จักจบสิ้น รีบร้อนจะไปทาบทามหมั้นหมายให้ได้ ราวกับว่าหากช้าไปนิดเดียว แม่นางน้อยก็จะหนีหายไปกระนั้น
แม่เหวินล่ะหมดคำจะพูดจริง ๆ
พ่อเหวินยิ้มแล้วกล่าวว่า “เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่าเรื่องวาสนาจะรีบร้อนไม่ได้ ถึงเวลาก็จะมาเอง เจ้าร้อนใจไปก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้ไม่จำเป็นให้เจ้าต้องร้อนใจแล้วใช่ไหม?”
แม่เหวินถลึงตาใส่เขา “เพราะได้เจ้ามาไม่ใช่รึ?”
พ่อเหวินมีสีหน้าได้อกได้ใจ “นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะปีนั้นข้าหน้าหนาพอ ตามตอแยพ่อเจ้าไม่เลิกรา แล้วจะมีวันนี้ได้อย่างไร?”
แม่เหวินมองค้อนเขา แต่ก็ยิ้มออกมาอย่างอดไม่อยู่
หากเป็นเด็กสาวชนบทคนอื่น แม่เหวินอาจคิดมากอยู่บ้าง แต่พอได้ยินว่าเป็นลูกสาวบุญธรรมของจูต้าเหนียง นางก็ไม่ได้กังวลถึงเพียงนั้นแล้ว
หากใช้คำพูดของพ่อเหวินมาอธิบายก็คือ “เจ้ากลัวอะไร? จูต้าเหนียงผู้นั้นเป็นคนที่ชอบหลอกลวงคนอื่นอย่างนั้นรึ? ผู้หญิงที่กล้าล้มบ่อนพนันซิงอี้แบบนี้ ลูกสาวบุญธรรมของนาง ต่อให้ไม่ได้สืบทอดความสามารถของนางมาทั้งหมด แค่เรียนรู้จากนางมาสักอย่างสองอย่างก็พอใช้งานแล้ว ขอเพียงเจ้าไม่ถือสาที่ว่าที่ลูกสะใภ้เก่งกาจเกินไป ทำให้เจ้าถูกนางข่มได้ก็พอ”
“ข้าถุย! ถ้านางมีความสามารถเหนือข้าได้จริง ข้ามีแต่จะภูมิใจเสียมากกว่า” แม่เหวินพูด “ถ้าคนเป็นแม่เก่งกาจ ลูกของนางจะแย่ไปได้อย่างนั้นรึ? สกุลเหวินของพวกเราอยากได้คนที่มีความสามารถแบบนี้นี่แหละ”
เมื่อทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันเรื่องงานมงคลครั้งนี้ สนทนากันไม่นานก็ลุล่วง กำหนดวันดูตัวเรียบร้อย
เหวินเหรินซานกับหลี่ฉินชอบพอกันยังไม่พอ จำเป็นต้องให้บิดามารดาของทั้งสองฝ่ายได้มาพบปะสนทนากันเสียก่อน
อย่างไรเสีย พวกเขาก็ไม่ได้จะใช้ชีวิตด้วยกันเพียงสองคน แต่คนเป็นลูกสะใภ้จะต้องมาใช้ชีวิตกับครอบครัวสามี
หากแม่สามีไม่พอใจ เรื่องนี้ยังต้องเจรจากันต่อไป
ถ้าผ่านด่านแม่สามีได้ ก็มีความเป็นไปได้แปดถึงเก้าในสิบส่วนแล้ว
เมื่อมารดาของหลี่ฉินทราบข่าวก็ตื่นเต้นยินดียิ่งนัก รีบถามเย่อวี๋หรานว่าต้องระวังเรื่องอะไรบ้าง
นางคิดว่าลูกสาวของตนเองนั้นดีพร้อมไปเสียทุกอย่าง ไม่อยากให้งานมงคลต้องล่มไปเพียงเพราะรับรองได้ไม่รอบคอบ แบบนั้นก็ไม่คุ้มแล้ว
เย่อวี๋หรานจึงพูดออกมาคร่าว ๆ
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณเจ้ามาก จูต้าเหนียง ถ้างานมงคลนี้ผ่านไปด้วยดี ข้าจะตอบแทนเจ้าในฐานะแม่สื่ออย่างงามเลย” มารดาของหลี่ฉินกุมมือของเย่อวี๋หราน รู้สึกขอบคุณยิ่งนัก
“ตอบแทนอะไรกัน ฉินยาโถวเป็นลูกสาวบุญธรรมของข้า เรื่องงานมงคลข้าก็ต้องช่วยเหลืออยู่แล้ว ถ้านางออกเรือนให้คนดี ๆ ได้ ข้าก็จะมีหน้ามีตาไปด้วยไม่ใช่รึ?” เย่อวี๋หรานว่า
ภายในห้อง หลี่ฉินฟังผู้ใหญ่ทั้งสองสนทนากันด้วยใบหน้าแดงก่ำ
เนื่องจากเป็นงานมงคลของหลี่ฉิน คนทั้งสองจึงไม่ได้หลีกเลี่ยงนาง แต่เรียกนางมานั่งฟังพวกตนสนทนากันด้วย เด็กสาวจะได้ทราบเรื่องเอาไว้
หลังเย่อวี๋หรานจากไป มารดาของหลี่ฉินยังกล่าวกับลูกสาวอย่างสะท้อนใจว่า “สมกับที่เป็นจูต้าเหนียงจริง ๆ แค่รับเป็นลูกบุญธรรมก็แนะนำงานมงคลที่ดีขนาดนี้ให้เจ้า ถ้าลือไปถึงข้างนอก คนอื่นคงอิจฉาเจ้าตายเลย!”
นางกำชับหลี่ฉินว่า ก่อนที่เรื่องนี้จะกำหนดแน่นอน ห้ามนำไปพูดส่งเดชเป็นอันขาด
เรื่องจูซื่อหู่คราวก่อนก็มีข่าวลือแพร่ออกไปแล้ว ถ้าคราวนี้เกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นมาอีก นางอยากแต่งออกไปให้ดีก็คงยากจริง ๆ แล้ว
ยังมีหลิวไป๋ฮวาผู้นั้น ต้องระวังป้องกันเอาไว้ด้วย…
หลี่ฉินหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ท่านแม่ หลิวไป๋ฮวาหมั้นหมายแล้วนะเจ้าคะ อีกอย่าง ตอนนั้นนางมาโวยวายก็เพราะจูซื่อหู่ ตอนนี้ข้าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับจูซื่อหู่อีกแล้ว นางจะก่อความวุ่นวายก็คงไม่มาหาพวกเราหรอกเจ้าค่ะ”
“นั่นก็ไม่แน่” มารดาของหลี่ฉินพูด “โลกใบนี้มักมีคนที่ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี ชอบทำลายเรื่องดี ๆ ของคนอื่นโดยไม่มีเหตุผล”
นางถามหลี่ฉินว่า คู่หมั้นของหลิวไป๋ฮวาสู้เหวินเหรินซานได้ไหม?
คนอย่างจูซื่อหู่ หลิวไป๋ฮวาก็ยังริษยา คิดจะมาแย่งคน ถ้าเปลี่ยนเป็นคนในเมือง เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายจะไม่อยากแย่ง?
หลี่ฉินพลันเงียบขรึม: เรื่องนี้ก็ไม่แน่จริง ๆ ด้วย!