ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 631 ก่อนการสอบ
บทที่ 631 ก่อนการสอบ
ต้นฤดูใบไม้ผลิเดือนสอง อากาศยังคงหนาวเย็น
เข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่ความหนาวเย็นกลับไม่ได้ลดลง หากสวมเสื้อผ้าบางไปก็สามารถหนาวจนร่างสั่นสะท้าน
การกำหนดวันสอบเสี้ยนซื่อไว้ในช่วงเวลานี้ สำหรับผู้เข้าร่วมการสอบแล้วกล่าวได้ว่าเป็นการทดสอบรูปแบบหนึ่ง
ทดสอบความมุ่งมั่นและสภาพร่างกายของเจ้า
ถ้าจิตใจไม่มุ่งมั่นพอก็อาจอดทนไปไม่ถึงวันสิ้นสุดการสอบ หรือถ้าลายมือบนกระดาษคำตอบไม่งดงามพอ เช่นนั้นก็คงต้อง ‘ลาก่อน’
และถ้าร่างกายของเจ้าอดทนไม่ถึงเวลาสิ้นสุดการสอบ ก็ทำได้เพียง ‘ลาก่อน’ เช่นกัน
ช่วงหลายวันนี้ จูซานดูแลจูชีเป็นอย่างดี กลัวว่าจูชีจะล้มป่วยในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้
จูชีก็ว่าง่ายรู้ความยิ่ง อาจารย์เสินและพี่สามพูดอย่างไรก็ทำเช่นนั้น ไม่เคยเกี่ยงงอนแม้แต่น้อย
ส่วนเรื่องการรายงานตัวนั้นไม่จำเป็นต้องให้จูชีกังวลใจ อาจารย์เสินดูแลลูกศิษย์มานานหลายปีแล้ว ประสบการณ์ย่อมโชกโชน
เมื่อสำนักงานเขตท้องถิ่นประกาศวันสอบ อาจารย์เสินก็จัดกลุ่มพวกลูกศิษย์ให้กรอกข้อมูลส่วนตัว เขียนรายชื่อหมู่และใบรับรองส่งไปรายงานตัวเรียบร้อยแล้ว
ข้อมูลส่วนตัวในที่นี้ประกอบด้วยชื่อสกุล อายุ ภูมิลำเนา รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาและอัตลักษณ์ของผู้เข้าสอบ
นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องเขียนรายงานการมีชีวิตอยู่หรือมรณกรรมของปู่ทวดย่าทวด ปู่ย่าและบิดามารดา หากเป็นบุตรบุญธรรม ก็ต้องเขียนรายละเอียดคนสามรุ่นทางฝั่งบิดามารดาผู้ให้กำเนิดด้วยเช่นกัน
โชคดีที่จูชีเป็นลูกชายแท้ ๆ ของเย่อวี๋หราน จึงไม่จำเป็นต้องรายงานข้อมูลส่วนหลัง เพียงเขียนรายละเอียดส่วนแรกก็พอแล้ว
ส่วนรายชื่อหมู่ หมายถึงรายชื่อของผู้เข้าสอบห้าคนที่ลงนามรับรองซึ่งกันและกัน หากมีใครโกงข้อสอบ คนทั้งห้าต้องรับโทษร่วมกัน
อาจารย์เสินรอบคอบระมัดระวังอย่างยิ่ง จึงไม่ให้ลูกศิษย์ในสำนักไปจับกลุ่มลงนามกับคนนอกสำนัก โดยทั่วไปล้วนให้ลูกศิษย์ในสำนักลงนามในรายชื่อหมู่ร่วมกัน
ส่วนจูชี อาจารย์เสินให้เขาลงนามรายชื่อหมู่ร่วมกับลูกชายของตนอย่างเสินกวงจี้
ส่วนใบรับรองคือหลักฐานที่หลิ่นเซิงของอำเภอนั้น ๆ ให้การรับรองว่า ผู้เข้าสอบไม่ได้ปลอมแปลงภูมิลำเนา ไม่ได้ปกปิดปลอมแปลงมรณกรรมของคนสามรุ่นในครอบครัว ไม่ได้มาสอบแทนผู้อื่น ไม่ใช้ชื่อปลอม รับประกันว่าผู้เข้าสอบมีภูมิหลังใสสะอาด ไม่ใช่ลูกหลานนางโลม นักร้องนางรำหรือเจ้าหน้าที่ ผู้เข้าสอบไม่เคยก่ออาชญากรรมหรือประกอบการค้า เรื่องนี้อาจารย์เสินก็เป็นผู้ดำเนินการเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องให้บรรดาลูกศิษย์ที่เข้าร่วมการสอบกังวลใจ
ใกล้จะถึงวันสอบเข้าไปทุกที ผู้เข้าสอบทั้งหลายก็เริ่มเคร่งเครียดขึ้นมา
พวกเขามาจับกลุ่มกันปรับทุกข์เสียงเบา
“ตอนนี้ยังไม่ถึงวันสอบ ข้าก็เริ่มเครียดเสียแล้ว”
“นี่ ศิษย์พี่จู ท่านเครียดบ้างไหม?”
จูชีที่ถูกถามเงยหน้าขึ้นมาจากตำราอย่างเชื่องช้า “หา?”
เขามีสีหน้างุนงง เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ฟังว่าทุกคนพูดอะไรอยู่
ศิษย์ร่วมสำนักผู้นั้นหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ศิษย์พี่จู ใกล้ถึงวันสอบแล้วนะ เหตุใดท่านจึงนิ่งได้ขนาดนี้?”
มีคนยื่นศีรษะเข้ามาดูตำราที่จูชีกำลังอ่านอยู่ แล้วก็ยิ่งจนใจกว่าเดิม “ศิษย์พี่จู จะกอดขาพระพุทธรูปยามจวนตัว*[1] ก็ไม่ทำกันอย่างนี้หรอกนะ นั่นเป็นแนวข้อสอบของปีก่อน ๆ ปีนี้ไม่แน่ว่าจะออกอีก ท่านอ่านไปจะมีประโยชน์อะไร?”
จูชีตอบซื่อ ๆ “อาจารย์ให้ข้าอ่าน”
เรื่องที่อาจารย์เสินสอนพิเศษให้จูชี ทุกคนล้วนทราบดี
ถ้าเป็นคนอื่น พวกเขาอาจอิจฉาอยู่บ้าง แต่พอเป็นจูชีกลับไม่เหมือนกัน
เพราะทุกครั้งที่อาจารย์เสินสอนเพิ่มเติมให้จูชี ขอเพียงพวกเขาเอ่ยถาม จูชีก็จะตอบออกมาทั้งหมดโดยไม่ปิดบัง “อ้อ พวกท่านถามว่าวันนี้อาจารย์สอนอะไรไปบ้างน่ะหรือ อาจารย์สอน…”
หรือพูดได้อีกแบบว่า อาจารย์ไม่ได้สอนอะไร เพียงให้เขาอ่านตำราเล่มไหน ท่องอะไรไปบ้างก็เท่านั้น
ตำราและสิ่งที่ต้องท่องกองพะเนินขนาดนั้น พวกเขาเองแค่เห็นยังปวดเศียรเวียนเกล้า อาจารย์คิดอะไรอยู่กันนะ เยอะขนาดนี้จะไปท่องหมดได้อย่างไร?
แน่นอน จูซุ่นเต๋อคนประหลาดผู้นี้อ่านรอบเดียวก็จำได้แล้ว พรสวรรค์แบบนั้นพวกเขาจะไปสู้ได้อย่างไรกันเล่า!
ดังนั้น อาจารย์เสินสอนพิเศษให้เขาอย่างสมเหตุสมผล พวกเขาก็ไม่อิจฉา อยากจะเรียนเสริมด้วยกัน ได้สิ ยินดีต้อนรับ มา ‘ท่อง’ ไปด้วยกันเถอะ
ศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นปฏิเสธหน้าตาบิดเบี้ยว “…”
ไม่เอา!
ขอบคุณขอรับ อาจารย์ พวกข้าท่องไม่ไหวหรอกขอรับ!
ลำพังบทเรียนที่เรียนกันในยามปกติ พวกเขาก็รู้สึกว่ากินแรงมากแล้ว ถ้าเพิ่มคาบเรียนพิเศษเข้าไปด้ววย พวกเขาคงต้องร้องไห้จนขาดใจดับคาห้องสุขา
ใครอิจฉาที่จูชีได้เรียนเสริม คนผู้นั้นคงสมองมีปัญหา
ไม่เห็นหรือว่าเสินกวงจี้ที่เป็นลูกชายของอาจารย์ยังไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เลย?
“อาจารย์ให้ท่านอ่านอีกแล้วหรือ” ศิษย์ร่วมสำนักผู้นั้นมีท่าทางเข็ดขยาด “อาจารย์คิดอย่างไรกันนะ ให้ท่านพักบ้างก็ไม่ได้?”
“แค่ก!” เสินกวงจี้กระแอมเบา ๆ เพื่อเตือนทุกคนว่าเขาก็อยู่ตรงนั้นด้วย อย่านินทาบิดาของเขาต่อหน้าเขาสิ
ศิษย์คนอื่นยิ้มแห้ง ดีใจที่ตนเองไม่ได้พูดอะไรเกินเลย
จูชีงงงัน “พักแล้วนะ ข้าเข้านอนตรงเวลาทุกวัน”
ศิษย์ร่วมสำนัก “…” พวกเขาไม่ได้หมายถึงพักแบบนี้!
อย่างไรก็ตาม หลังจากได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันแล้ว ทุกคนกลับไม่ได้รู้สึกเคร่งเครียดเท่าเดิมอีก
ตำบลอันจิ่วเป็นตำบลขนาดเล็ก บัณฑิตมีจำนวนน้อย จะจัดสนามสอบเองก็ออกจะสิ้นเปลือง จึงไปจัดสนามสอบที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ร่วมกับตำบลอี้คังที่อยู่ข้างเคียงกัน
จูชีและเสินกวงจี้ไปถึงตำบลอี้คังล่วงหน้าหลายวัน
ตอนที่พวกเขาเดินทางไปถึงเริ่มมืดแล้ว บนถนนมีผู้คนคลาคล่ำ
เมื่อพวกเขาเข้าไปในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งก็ได้ยินผู้ดูแลของโรงเตี๊ยมกล่าวกับคนอื่นอย่างเกรงอกเกรงใจว่า “ต้องขออภัยจริง ๆ ตอนนี้ห้องพักเต็มหมดแล้ว พวกท่านลองไปถามโรงเตี๊ยมข้าง ๆ ดูดีไหมขอรับ?”
“อะไรนะ ที่นี่ก็เต็มเหมือนกัน?!” บัณฑิตผู้นั้นมีสีหน้าตกใจ
ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมกล่าวว่า “ทำอย่างไรได้เล่าขอรับ เวลานี้ของทุกปีก็มักจะเป็นเช่นนี้ พวกท่านเร่งไปถามโรงเตี๊ยมอื่นเถอะ ถ้ารอช้ากว่านี้ ไม่เหลือห้องว่างเลยสักที่ เช่นนั้นก็ยุ่งยากแล้ว”
มีคนหันมาเห็นพวกจูชีที่ถือห่อสัมภาระมาด้วย จึงชี้มาทางพวกเขาพลางถามผู้ดูแลคนนั้นว่า “แล้วพวกเขาหมายความว่าอย่างไร? พวกเขาก็เข้ามาพร้อมกับพวกข้าไม่ใช่รึ?”
ผู้ดูแลมองมาแล้วค่อยตอบว่า “อ้อ พวกท่านหมายถึงคนจากสำนักศึกษาหลานฮวานั่นเอง อาจารย์พวกเขาเป็นสหายเก่าแก่ของพวกข้า จองห้องเอาไว้ล่วงหน้าแล้วขอรับ”
“เรื่องแบบนี้จองล่วงหน้าได้ด้วย?”
“แน่นอนอยู่แล้ว สำนักศึกษาของพวกเขาเข้าร่วมการสอบทุกปี ถือเป็นลูกค้าเก่าแก่ของพวกเรา”
……
พวกลูกศิษย์ทั้งหลายได้ยินเข้าก็เมียงมองไปทางอาจารย์เสิน ในใจรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก อาจารย์ช่างใส่ใจจริง ๆ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงต้องเที่ยวหาที่พักไปทั่วเหมือนบัณฑิตคนอื่นแล้ว
อาจารย์เสินทราบว่าฐานะครอบครัวของลูกศิษย์ในสำนักไม่ได้ดีนัก จึงไม่ได้จองห้องที่ดีมากเอาไว้ แต่จองห้องระดับล่างให้ทั้งหมด
ถ้าต้องการประหยัดเงิน ลูกศิษย์สองคนใช้ห้องเดียวกันก็ย่อมได้
เสินกวงจี้มากับบิดา เขาเข้าพักห้องเดียวกับบิดาโดยไม่ต้องสงสัย
ขณะที่จูชีพักห้องเดียวกับศิษย์ร่วมสำนักคนหนึ่ง จูซานที่ตามมาด้วยปูเบาะนอนบนพื้นในห้องของพวกเขาพอให้ผ่านหลายคืนนี้ไปได้
“ศิษย์พี่หลิว รบกวนท่านแล้ว” จูชีได้รับคำกำชับจากจูซาน เขากล่าวขอบคุณต่อสหายร่วมสำนักด้วยท่าทางจริงใจ
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ทุกคนเป็นศิษย์ร่วมสำนักกันทั้งนั้น ออกมาข้างนอกแบบนี้ก็ต้องดูแลกันและกันอยู่แล้ว” หลิวเจี้ยนถงโบกมืออย่างไม่ถือสา
สำหรับเขาแล้ว ใช้ห้องร่วมกับใครก็เหมือนกัน
อยู่ห้องเดียวกับจูซุ่นเต๋อยังได้อยู่อย่างสงบหน่อย
เนื่องจากมาถึงก่อนวันสอบ หลังจากอาจารย์เสินพาพวกลูกศิษย์เข้าพักในโรงเตี๊ยมประจำแล้ว ก็พาพวกเขาไปชมสนามสอบจริงล่วงหน้า พร้อมทั้งอธิบายข้อควรระวังระหว่างการสอบโดยละเอียด
“เรื่องพวกนี้ข้าเคยพูดมาแล้ว จะพูดให้พวกเจ้าฟังอีกครั้ง อย่าละเมิดข้อห้ามที่ผู้คุมสอบแจ้งไว้เป็นอันขาด เข้าใจไหม?”
จูชี เสินกวงจี้ หลิวเจี้ยนถง และศิษย์ร่วมสำนักคนอื่น ๆ พยักหน้าตอบรับเป็นเสียงเดียว
[1] กอดขาพระพุทธรูปยามจวนตัว (临时抱佛脚 ) หมายถึง ไม่ได้เตรียมตัวมาแต่เนิ่น ๆ แต่มารีบร้อนทำตอนใกล้จะถึงกำหนดเวลา