ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 632 เข้าสู่สนามสอบ
บทที่ 632 เข้าสู่สนามสอบ
ตำบลอี้คังเป็นตำบลใหญ่เมื่อเทียบกับตำบลอันจิ่ว แต่ถ้าเทียบกับตำบลใหญ่ ๆ ตำบลอื่นก็ไม่คู่ควรให้กล่าวถึงแล้ว
ด้วยข้อจำกัดเช่นนี้ก็ไม่อาจไปคาดหวังได้ว่าห้องสอบ*[1] จะดีมาก ถ้าเจ้าโชคไม่ดีถูกจัดให้อยู่ในห้องที่ฝนซึมหรือได้อยู่ในห้องที่เหม็นอับก็ไม่อาจโทษใครได้
สถานที่สอบของราชสำนักเซินถู ไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กล้วนหันหลังให้ทิศเหนือ หันหน้าเข้าหาทิศใต้
การสอบเสี้ยนซื่อมีทั้งสิ้นสี่รอบ สอบต่อเนื่องกันสี่วัน
ฟ้ายังไม่สว่าง บริเวณหน้าที่ว่าการก็มีคนมารวมตัวกันอยู่จำนวนมากแล้ว ต่อให้เป็นตำบลขนาดเล็กที่อยู่ตามชายแดน ในเวลาเช่นนี้ก็มีผู้คนพลุกพล่าน คึกคักอย่างยิ่ง
บัณฑิตทั้งหลายหอบหิ้วสัมภาระเข้าสอบต่อแถวรออย่างสงบ
เมื่อจูชี เสินกวงจี้ หลิวเจี้ยนถง และศิษย์ร่วมสำนักคนอื่น ๆ มาถึง แถวยังไม่ยาวมากนัก
พวกเขาเดินเข้าไปต่อแถว อาจารย์เสินยังกำชับว่า “ดูแลสัมภาระเข้าสอบของตัวเองให้ดี เข้าใจไหม?”
จูชี เสินกวงจี้ หลิวเจี้ยนถง และคนอื่น ๆ พยักหน้า
ภายในสัมภาระเข้าสอบล้วนเป็นของสำคัญ มีทั้งพู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก ใบอนุญาตเข้าสอบ รวมถึงอาหารสำหรับรับประทาน
ถ้าถูกใครฉวยโอกาสยัดกระดาษใส่ในสัมภาระของพวกเขาแล้วถูกคนตรวจสอบขึ้นมา ก็สามารถทำให้พวกเขาต้องถูกกล่าวหาว่าโกงข้อสอบได้เลยทีเดียว
ถ้าต้องแบกรับความผิดเช่นนี้ ชั่วชีวิตก็อย่าฝันเลยว่าจะได้สอบเคอจวี่อีก
ด้วยเหตุนี้ ทั้งอาจารย์เสินและอาจารย์คนอื่น ๆ ล้วนกำชับอย่างจริงจังว่า ให้ดูแลสัมภาระเข้าสอบของตนเองให้ดี
“เอ๊ะ นั่นคุณชายใหญ่จากสำนักศึกษาหลานฮวาไม่ใช่รึ?”
พร้อมกับเสียงล้อเลียนนั้น คุณชายที่แต่งกายหรูหราผู้หนึ่งก็เดินโบกพัดตรงมาทางพวกเขา
เสินกวงจี้เห็นอีกฝ่ายแล้วก็ไม่คิดจะสนใจแม้แต่น้อย
“ทำไมรึ ปีนี้สำนักศึกษาสกุลเสินไม่เหลือใครแล้ว จึงต้องให้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเจ้ามาสอบด้วย?” อีกฝ่ายไม่สนใจ แต่คนผู้นั้นกลับหน้าหนาเดินเบียดเข้ามายิ้มตาหยีเสียดสีว่า “คงไม่ใช่ว่ารายชื่อหมู่คนไม่พอ จึงเอาเจ้ามาเติมที่ว่างหรอกนะ ฮ่า ๆๆๆ…”
“งาช้างไม่งอกออกมาจากปากสุนัขจริง ๆ!” ถึงอย่างไรเสินกวงจี้ก็อายุยังน้อย อดกลั้นเอาไว้ไม่ไหวจึงด่ากลับไป
“ถ้ามีงาช้างงอกออกมาจากปากสุนัขจริง ๆ แบบนั้นก็เป็นของหายากน่ะสิ? เสินกวงจี้ พ่อเจ้าไม่เคยสอนรึว่าของหายากจึงจะเป็นของล้ำค่าน่ะ?”
หลิวเจี้ยนถงทำใจเห็นศิษย์น้องถูกรังแกไม่ได้ จึงก้าวออกมาบังเสินกวงจี้ไว้ข้างหลัง กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “หม่าหงคั่ว เจ้าอย่าแทรกแถว จะต่อแถวก็ไปต่อข้างหลัง”
เขาชี้ไปท้ายแถว
“เจ้าเป็นใครถึงได้กล้ามาพูดจากับข้าแบบนี้?” หม่าหงคั่วเชิดคาง ไม่เห็นหลิวเจี้ยนถงอยู่ในสายตาสักนิด
“ข้าไม่ใช่ใครทั้งนั้น แต่เป็นคนที่มาเข้าร่วมการสอบเหมือนเจ้า” หลิวเจี้ยนถงกล่าวอย่างสงบ ราวกับไม่ถือสาการกระทำล่วงเกินของอีกฝ่าย แต่โน้มน้าวอย่างจริงใจว่า “ทุกคนบากบั่นร่ำเรียนมาก็เพื่อวันนี้ไม่ใช่รึ? อย่ามาเสียเวลาอยู่ตรงนี้เลย ถ้าทำให้เสียเวลาสอบ ถึงตอนนั้นอาจหมดสิทธิ์เข้าสนามสอบก็ได้”
“เฮอะ! ใครให้เจ้ามาแส่? เจ้าคิดว่าข้าสิ้นไร้ไม้ตอกเหมือนเจ้า สอบไม่ผ่านก็ต้องกลับบ้านไปทำนางั้นรึ? บ้านข้ารวย ต่อให้สอบไม่ผ่าน ข้าก็สามารถกลับบ้านไปเป็นคุณชายใหญ่เสพสุขได้อยู่ดี…”
หม่าหงคั่วยังพูดไม่จบ เสินกวงจี้ก็พูดแทรกขึ้นมาว่า “ใช่สิ ใครจะไปโชคดีเหมือนเจ้า มีป้าฝ่ายแม่เป็นอนุภรรยาของคนใหญ่คนโต แต่ไม่รู้ว่าถ้าเจ้าไปเยือนเรือนตระกูลเฉียน พวกเขาจะรู้จักหลานป้าอย่างเจ้าหรือเปล่า”
“เจ้า…” หม่าหงคั่วที่ถูกเปิดโปงจนหมดเปลือกรู้สึกว่าใบหน้าตนเองเห่อร้อน เขาจ้องเสินกวงจี้อย่างโกรธกริ้ว
โชคดีที่เวลานั้นคนที่มาด้วยกันดึงเขาเอาไว้ “ศิษย์พี่หม่า อย่าก่อเรื่องเลย ใกล้จะถึงเวลาสอบแล้ว อย่าให้กระทบเรื่องสำคัญดีกว่า”
คนผู้นั้นยังขยับเข้าไปกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูหม่าหงคั่ว
หม่าหงคั่วมองมาทางเสินกวงจี้อย่างย่ามใจ แค่นเสียงเย็นว่า “เฮอะ! คอยดูเถอะ คราวนี้ข้าจะต้องสอบติดแน่นอน รอจนข้าสอบได้แล้ว ข้าค่อยมาคิดบัญชีกับเจ้า”
แล้วก็พาคนทั้งคณะวางท่าใหญ่โตจากไป
แม้จูชีจะเข้าเรียนในสำนักศึกษาสกุลเสินมาสักพักแล้ว แต่เขาไม่เคยเห็นหม่าหงคั่ว ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร จึงถามขึ้นมาอย่างสงสัย
หลิวเจี้ยนถงบอกเขาว่าคนผู้นี้ไม่ใช่คนดีอะไร เป็นคนจากสำนักศึกษาสกุลไป๋ในตำบลอันจิ่ว
“ตอนแรกเขาอยากเป็นลูกศิษย์ของพ่อข้า แต่พ่อข้าไม่รับ เขาจึงไม่ชอบหน้าข้ามาโดยตลอด ทุกครั้งที่เจอหน้ากันก็มักจะหาเรื่อง…” เสินกวงจี้ว่าแล้วก็กล่าวต่อไปอย่างประหลาดใจ “แต่น่าแปลก พ่อข้าบอกว่าเขาเป็นพวกไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่เหมาะจะเรียนหนังสือ เขาแน่ใจขนาดนั้นได้อย่างไรว่าปีนี้เขาจะต้องสอบติดแน่นอน?”
ทันใดนั้นพลันไม่มีใครพูดอะไร
เห็นว่าแถวใกล้จะถึงพวกเขาแล้ว หลิวเจี้ยนถงก็เตือนทุกคนให้ตรวจสอบสัมภาระของตนเอง
พอได้ตรวจสอบ เสินกวงจี้กลับพบว่าในสัมภาระของตนเองมีกระดาษแผ่นหนึ่งเกินมาอย่างคาดไม่ถึง
หลิวเจี้ยนถงที่มีประสบการณ์แล้วส่ายหน้าให้เขาเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องพูดอะไร แล้วตะโกนออกไปนอกแถว
“มีอะไรรึ?” จูซานวิ่งเข้ามาหา ไม่รู้ว่าพวกเขาเรียกตนเข้ามาหาเวลานี้เพราะเหตุใด
“พี่สาม คงต้องรบกวนท่านแล้ว ข้าเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าตอนข้าออกมาลืมลงกลอนประตูเอาไว้ ประเดี๋ยวกลับไปแล้วรบกวนท่านตรวจดูให้ข้าด้วยนะขอรับ” หลิวเจี้ยนถงพูดขณะใช้ร่างบังสายตาคนรอบข้าง แล้วยัดกระดาษแผ่นนั้นใส่มือจูซาน
ไม่ถูกต้องสิ พวกเราอยู่ห้องเดียวกันไม่ใช่รึ? ขณะที่จูซานรู้สึกว่าอีกฝ่ายพูดจาแปลก ๆ ก็พบว่าในมือตนเองมีของสิ่งหนึ่งเพิ่มขึ้นมา เขาพลันเข้าใจทันที “อ้อ เจ้าหมายถึงเรื่องนี้เองหรือ เจ้าเข้าสอบไปอย่างสบายใจเถอะ ข้าจะช่วยเจ้าดูเอง”
“รบกวนท่านจริง ๆ พี่สาม!”
“ไม่รบกวนหรอก ไปเถอะ!”
จูซานตบไหล่หลิวเจี้ยนถง บอกให้เขาวางใจ
ใช้สายตามองส่งพวกเขาไปจนกระทั่งตรวจสัมภาระเรียบร้อย จูซานค่อยจากไปอย่างวางใจ
ก่อนที่ผู้เข้าสอบแต่ละคนจะเข้าสู่สนามสอบก็จะมีผู้คุมสอบมาตรวจค้นเสียก่อน บอกให้ผู้เข้าสอบถอดชุดคลุมชั้นนอก เผยให้เห็นเสื้อตัวใน กระทั่งใต้รักแร้และใต้เส้นผมก็ไม่ปล่อยผ่าน ตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งนัก
โชคดีที่ตอนถอดชุด จะพาคนเข้าไปในข้างในเสียก่อน คนข้างนอกมองไม่เห็น ไม่อย่างนั้นด้วยสภาพแต่งกายไม่เรียบร้อยเช่นนั้น สำหรับคนเป็นบัณฑิตแล้วนับว่าน่าอับอายยิ่งนัก ถือเป็นการไม่ให้เกียรติปัญญาชน
“ฮู่ว…หนาว!”
จูชีหนาวจนสะท้าน หลังตรวจสอบเสร็จแล้วก็ถูกคนไล่เข้าไปข้างใน
เขารวบผมไม่ค่อยถนัด สวมชุดเสร็จก็รออยู่ข้างใน กระทั่งพวกหลิวเจี้ยนถงตามเข้ามาแล้วค่อยผลัดกันรวบผมให้กันและกัน สำรวจความเรียบร้อยของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
ตอนตรวจค้นเต็มไปด้วยข้อระเบียบเคร่งครัด เมื่อเข้าสู่สนามสอบแล้วก็ยังต้องจัดแจงเสื้อผ้าอาภรณ์ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
เมื่อทุกคนจัดแจงตนเองเสร็จแล้วก็ต่อแถวกันเดินเข้าไปข้างใน
ยามนั้น ขุนนางผู้คุมสอบมารวมตัวกันแล้ว
บรรดาผู้เข้าสอบยืนอยู่ด้านหลังขุนนางผู้คุมสอบ มีหลิ่นเซิงที่รับรองให้พวกตนยืนอยู่ด้านหน้า แสดงคารวะต่อขุนนางผู้คุมสอบอีกครั้งหนึ่ง
จากนั้นก็เป็นขั้นตอนการขานรับรอง โดยมีคนอ่านประวัติของผู้เข้าสอบเสียงดัง แล้วถามหลิ่นเซิงที่รับรองซ้ำว่า “รับรองหรือไม่?”
หากหลิ่นเซิงขานว่า ‘รับรอง’ ก็ไม่มีปัญหา สามารถผ่านเข้าไปได้ แต่ถ้าหลิ่นเซิงมีข้อคลางแคลง เช่นนั้นก็จะส่งตัวไปสอบสวนต่อหน้าขุนนางระดับอำเภอและจัดการตามความเหมาะสม
จนถึงตอนนี้ ผู้เข้าสอบจึงค่อยได้ป้ายหมายเลขห้องสอบของตนเอง แล้วมีคนพาไปส่งเพื่อเข้าประจำที่
จูชีโชคดีไม่เลว ตำแหน่งห้องสอบอยู่ตรงกลาง ไม่หัวไม่ท้าย
ประการสำคัญคืออยู่ค่อนข้างไกลจากห้องสุขา
อย่าเห็นว่านี่เป็นรายละเอียดเล็กน้อย ใคร่ครวญสักนิดก็จะเข้าใจว่า หากได้นั่งใกล้กับห้องสุขา มีคนมาเข้าห้องสุขาอยู่เรื่อย ๆ ก็ย่อมจะมีเสียงทำธุระดังมาให้ได้ยิน ซึ่งจะต้องกระทบต่อผู้เข้าสอบที่กำลังสอบอยู่แน่นอน นี่คือข้อแรก
ข้อสอง ถ้ามีผู้เข้าสอบท้องเสียในช่วงเวลาสอบพอดี ก็หมายความว่าจะต้องมีกลิ่น…
เหม็น! สวรรค์โปรด ถึงขั้นนึกอยากขย้อนข้าวที่เพิ่งกินไปเมื่อคืนนี้ออกมาเลยทีเดียว แล้วจะมีสมาธิทำข้อสอบได้อย่างไร?
[1] ห้องสอบ 考棚 ในการสอบเคอจวี่จะมีลักษณะเป็นเพิงมีหลังคา โดยแยกให้นั่งสอบเดี่ยว ๆ
แหล่งที่มารูปภาพ : https://www.lzush.com.cn/Item/27118.aspx