ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 633 คนทึ่มผู้นี้ไม่ถูกนายอำเภอทำให้ตกใจกลัว
บทที่ 633 คนทึ่มผู้นี้ไม่ถูกนายอำเภอทำให้ตกใจกลัว
อีกด้านหนึ่งจูซานก็เอากระดาษแผ่นนั้นกลับไปให้อาจารย์เสิน
แม้จะรู้หนังสือแต่ก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมด ยังกังวลว่าตัวเองอาจเข้าใจผิดไป เขาส่งสิ่งนั้นให้อาจารย์เสิน “น้องเล็กหลิวให้สิ่งนี้ข้ามาขอรับ”
อาจารย์เสินหยิบของสิ่งนั้นไป สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
เมื่อครู่ยามที่พวกหม่าหงคั่วสร้างปัญหา ความจริงเขาก็มองเห็น เพียงแต่ด้านหลังมีคนเรียงแถวอยู่มาก จึงมองได้ไม่ชัดเจนนัก
หลังจากรับมา หลิวเจี้ยนถงก็เรียกจูซาน ในใจเขาคาดเดาไว้อยู่ไม่น้อย
ยังดีที่หลังจากพวกเด็ก ๆ เข้าไปหมดก็ไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นอีก
“อาจารย์เสินขอรับ นี่…คงไม่ใช่สิ่งที่ท่านเตือนข้าก่อนหน้านี้หรอกนะขอรับ?” จูซานสังเกตเห็นท่าทีที่แปลกไปของอาจารย์เสิน จึงถามประโยคหนึ่งเพื่อยืนยัน
อาจารย์เสินพยักหน้าเล็กน้อย “อืม!”
“เป็นพวกคนเมื่อครู่หรือขอรับ?” จูซานคิดจะมองตามไปที่คนเหล่านั้น
“อย่ามอง!” อาจารย์เสินราวกับเห็นกองกำลังก็ไม่ได้มองอีก มุมปากของเขาขยับเล็กน้อยแล้วพูดว่า “เรื่องนี้หากไม่ถูกจับได้ก็ไม่มีหลักฐาน ในยามนี้หากมองไปอีกจะถูกหาว่ารบกวนได้ง่าย”
จูซานถอนสายตากลับ อดไม่ได้ที่จะระแวดระวังขึ้นมา “นี่มันมากเกินไปแล้วขอรับ ทุกคนล้วนมาเพื่อสอบ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน พวกเขามีใจคิดคดโกงเช่นนี้ได้อย่างไร?”
อาจารย์เสินไม่ได้พูดอะไรอีก
การสอบเคอจวี่ก็เหมือนกองทหารนับหมื่นพันข้ามสะพานไม้เพียงแห่งเดียว ผู้ที่จะสามารถผ่านไปได้มีจำนวนไม่กี่คนเท่านั้น
มีทั้งคนที่ยังไม่ทันขึ้นสะพานก็ถูกบีบให้ลงมา ทั้งคนที่ขึ้นสะพานไปแล้วแต่กลับถูกบีบให้ลงมา ตราบใดที่สามารถผ่านไปได้ก็ถือว่ามีความสามารถ
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หากมีคนคิดใช้เล่ห์เหลี่ยมกำจัดคู่แข่งของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ยามนี้เขาหวังเพียงว่าพวกเด็ก ๆ ที่เข้าสนามสอบไปจะเข้าไปอย่างปลอดภัย และกลับออกมาอย่างปลอดภัย
เมื่อผู้เข้าสอบทุกคนนั่งเรียบร้อยแล้ว การสอบก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
คำถามนี้ไม่ได้อยู่ในกระดาษข้อสอบ เจ้าพนักงานจะถือกระดาษข้อสอบเข้ามา แล้วเดินตรวจตราสนามสอบ
คำถามเขียนไว้ในกระดาษข้อสอบ
และเพื่อให้บัณฑิตได้ปรับตัวล่วงหน้า อาจารย์เสินจึงเคยเตรียมกระดาษข้อสอบที่คล้ายกันไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นเมื่อจูชีเห็นกระดาษที่มีเส้นขีดสีแดงก็ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร
เมื่อตั้งใจอ่านคำถามบนกระดาษข้อสอบจบแล้ว เขาก็ก้มหน้าเริ่มทำ
ด้วยความจุสมองของจูชีอาจคิดสิ่งใดไม่ได้มากนัก เขาเพียงแต่รู้สึกว่า ‘เอ๋ เหมือนที่อาจารย์เสินบอกเลย ข้อนี้ไม่ได้ยากเกินไป!’
ข้อนี้ข้าทำได้!
อื้ม ข้อนี้ข้าก็จำได้เหมือนกัน!
……
คำถามเรียกได้ว่าสนุกยิ่งนัก!
ช่วยไม่ได้ ใครให้การสอบครั้งแรกนี้เป็นประเภท ‘ท่องจำ’ ข้อสอบเล่า สำหรับจูชีจึงพูดได้ว่า ‘ราวกับปลาได้น้ำ’ อย่างแท้จริง
ในเวลาเช่นนี้ข้อดีของการ ‘ผ่านตาไม่ลืมเลือน’ จึงปรากฏออกมา ตราบใดที่เป็นสิ่งที่เขาเคยเห็นก็จะไม่มีทางลืม
ด้วยเหตุนี้ อาจารย์เสินจึงให้เขาท่องจำตำราอีกหลายเล่ม เขาจึงตอบออกมาอย่างไม่มีตกหล่น
แม้จะเป็นสิ่งที่พบเห็นได้น้อย แต่ตราบใดที่เป็นสิ่งที่อยู่ในตำรา และเขาอ่านตำราเล่มนี้จบไปแล้วพอดีก็ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
การสอบดำเนินไปได้ระยะหนึ่งแล้ว อวี้หงซิ่นนายอำเภอของตำบลอี้คังก็ไม่ได้นั่งเฉยอีก พาคนเดินไปรอบสนามสอบ
เมื่อนายอำเภอเดินผ่าน มีคนไม่น้อยที่แสดงสีหน้าตึงเครียดออกมา อีกทั้งพู่กันยังไม่มั่นคงและค้างอยู่บนกระดาษคำตอบ
ทันใดนั้น คนผู้นั้นก็ส่งเสียงคร่ำครวญออกมา
“ในสนามสอบห้ามส่งเสียงดัง!”
เจ้าพนักงานไม่ได้สนใจมากถึงเพียงนั้น สั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ฝีเท้าของนายอำเภออวี้หงซิ่นไม่ได้หยุดเดิน ยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าต่อตามจังหวะของตัวเอง
การสอบเสี้ยนซื่อทุกปีล้วนต้องมาอยู่หลายครา เขาจึงชินเสียแล้ว ไม่ได้เห็นใจเรื่องพวกนี้แม้แต่น้อย
หากแม้แต่นายอำเภอเล็ก ๆ ยังทำให้ ‘ตกใจกลัว’ ได้เช่นนี้ หลังจากนี้หากต้องสอบฝู่ซื่อ สอบเยวี่ยนซื่อ สอบเซียงซื่อ หรือแม้แต่เข้าเฝ้าฝ่าบาทเช่นนั้นจะเป็นอย่างไรเล่า?
ตราบใดที่ไม่สร้างปัญหามากเกินไป อย่างมากเขาก็พูด ‘ตักเตือน’ ไปสักประโยค แต่หากอยู่ต่อหน้าฝ่าบาท หากทำผิดพลาดอาจร้ายแรงถึงขั้นหัวขาดได้
หรือหนักหน่อยขุนนางผู้คุมสอบก็อาจถูกลากเข้าไปเกี่ยวพันด้วย
ในขณะที่เดินไปอยู่นั้นเอง นายอำเภออวี้หงซิ่นก็หยุดอยู่ข้างจูชี
เพราะเขาพบว่าระหว่างที่เดินดู มีเพียงเด็กคนนี้คนเดียวที่ลงพู่กันราวกับมีเทพช่วย เขียนรวดเร็วดั่งติดปีกบิน
เมื่อดูลายมือของคนผู้นั้นอีกครา ดูจะเป็นพวกปฏิบัติตามจรรยาบรรณ ทว่าขาดไหวพริบอยู่หลายส่วน มองดูคราแรกไม่ใช่คนที่น่าพอใจนัก
แต่หากดูคำตอบที่เขาทำกลับทำไปถึงครึ่งหลังแล้ว
เมื่อมองย้อนไปก็ไม่มีข้อที่ผิด
ในใจของนายอำเภออวี้หงซิ่นกู่ร้อง ‘เด็กคนนี้เป็นอัจฉริยะหรือ?’
เมื่อยืนอยู่นานครู่หนึ่งก็ไม่กล้ายืนต่อ เพราะเกรงว่ายืนนานเกินไปจะดึงดูดความสนใจของขุนนางผู้อื่น จนก่อให้เกิดปัญหาโดยไม่จำเป็น
บางครั้งขุนนางก็มีปัญหาเรื่องการ ‘ต่อแถว’
แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาที่สั้นถึงเพียงนั้น ก็ยังดึงดูดความสนใจของคนด้านข้าง ทำให้ต่างพากันมองไปที่จูชี
ยามอยู่ที่บ้านมักมีทั้งน้องสาว และพวกหลานมาเรียกในห้องหนังสือ จูชีที่เคยชินกับการ ‘ตั้งสมาธิ’ ในความวุ่นวายก็จดจ่ออยู่กับคำถามของตัวเอง โดยไม่รู้ว่ามีคนมาหยุดอยู่ด้านข้าง
กลับกันหลิวเจี้ยนถงที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม เมื่อมองเห็นฉากนี้เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น เป็นกังวลแทนจูชีอยู่บ้าง
ศิษย์น้องซุ่นเต๋อที่ตอนแรกยังสับสนอยู่บ้าง ไม่ถูกนายอำเภอทำให้ตกใจกลัวเลยหรือ?
แต่เพราะตัวเองก็กำลังอยู่ระหว่างการสอบ จะทำอะไรลงไปคงไม่ดี จึงทำได้เพียงอดทนและตอบคำถามของตัวเองต่อไป
ทำเช่นนี้จนฟ้ามืด
ยามที่หลิวเจี้ยนถงเงยหน้าขึ้นมาอีกครา ก็พบว่าจูชีซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามฟุบหน้าหลับไปบนโต๊ะแล้ว
หลิวเจี้ยนถง “…”
เขาทำเสร็จแล้วหรือทำไม่ได้?
แม้จะมีการสอบสี่รอบ แต่การสอบเสี้ยนซื่อก็ไม่จำเป็นต้องค้างคืนที่สนามสอบ เมื่อถึงเวลาสิ้นสุด ก็จะมีเจ้าพนักงานมาเก็บกระดาษข้อสอบ
รวมมาห้าสิบคนก็เปิดประตูมังกรครั้งหนึ่ง ปล่อยให้ออกจากห้องสอบเรียกว่าการ ‘ปล่อยแพ’
จูชีทำได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นธรรมดาที่จะออกมาเร็วที่สุด
จูซานและอาจารย์เสินรอคนอยู่ในโรงน้ำชาใกล้ ๆ เมื่อเห็นว่ามีคนออกมาก็รีบเข้าไปหาเพื่อดูว่าใช่คนของตัวเองหรือไม่
เมื่อจูซานเห็นจูชีออกมาก็ดีใจขึ้นมาทันที “เจ้าเจ็ด ทางนี้”
“พี่สาม…” จูชีตามเสียงจูซานมองไปรอบ ๆ ก็เผยรอยยิ้มเจิดจ้าออกมา
“หนาวหรือไม่? ในร้านมีไฟ พวกเราเข้าไปผิงไฟก่อนเถอะ” จูซานลูบมือของจูชี รู้สึกว่าเย็นอยู่หน่อย ๆ จึงดึงไปช่วยถู
“อื้อ” จูชีส่งเสียง ยิ้มทึ่มส่งตะกร้าสำหรับสอบให้พี่ชายของเขา ก่อนจะถูกจูงไปที่โรงน้ำชาอย่างว่าง่าย
จากนั้นครู่หนึ่ง หลิวเจี้ยนถง เสินกวงจี้ และพวกคนมีความสามารถก็ทยอยออกมา
อาจารย์เสินไม่ได้ถามสถานการณ์ในการสอบของพวกเขา ทำเพียงให้พวกเขากลับไปพักผ่อน และพรุ่งนี้ค่อยสู้อีกครั้ง
ขุนนางที่รับผิดชอบในการคุมสอบ และขุนนางที่ตรวจข้อสอบไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน ดังนั้นยามที่พวกจูชีเข้าร่วมการสอบครั้งที่สองทางด้านนี้ ทางฝั่งนั้นก็แก้ไขข้อสอบชุดแรกแล้ว
ด้วยเหตุนี้ การสอบรอบที่สี่จึงจบลง ผู้เข้าสอบทุกคนกลับไปยังที่พัก หลังจากนั้นก็รอผลสอบในอีกสามวัน
ในยามนี้อาจารย์เสินได้เรียกคนมาหลายคน เพื่อสอบถามสถานการณ์ในสนามสอบ
จูชีค่อนข้างซื่อตรง มีอะไรก็พูดออกมาหมดเปลือก
เพียงแต่เขาไม่ได้สังเกตว่านายอำเภออวี้หงซิ่นหยุดอยู่ข้างตัวเขาถึงสามครั้ง เรื่องนี้เป็นหลิวเจี้ยนถงที่พูดออกมา
จูซานที่ได้ยินก็ตึงเครียด รีบถามว่า “อาจารย์เสินขอรับ นายอำเภอจ้องเจ้าเจ็ดบ้านพวกข้าเช่นนี้นับเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีขอรับ?”