ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 634 ไปเดินเที่ยวเรือบุปผา
บทที่ 634 ไปเดินเที่ยวเรือบุปผา
อาจารย์เสินครุ่นคิด “น่าจะเป็นเรื่องดี หากเป็นเรื่องร้ายคงเกิดเรื่องในสนามสอบ ไม่ปล่อยไว้จนถึงยามนี้”
จูซานได้ยินว่าเป็นเรื่องดีก็ถอนหายใจโล่งอก “เป็นเรื่องดีก็แล้วไปขอรับ ข้าตกใจแทบแย่ ยังคิดว่าเจ้าเจ็ดบ้านข้าเขียนสิ่งใดผิดไป จนถูกนายอำเภอเพ่งเล็งเข้าแล้วขอรับ…”
อาจารย์เสินอดยิ้มไม่ได้
นอกจากนี้เขายังถามทุกคนว่าคิดอย่างไรกับคำตอบ
การสนทนาต่อจากนั้นจูซานไม่สามารถเข้าร่วมได้แล้ว เพราะพวกเขาเริ่มตอบคำถามกัน
แม้ทุกคนจะไม่ได้จำข้อสอบได้อย่างชัดเจน แต่จูชีไม่มีปัญหา เขามีความจำที่ดีเลิศ มองเพียงครั้งเดียวก็จำได้แล้ว
อาจารย์เสินหาพู่กันและหมึกให้จูชี ‘เขียนตามที่จำได้’ ออกมา
คนอื่น ๆ มองกระดาษข้อสอบที่จูชีเขียนตามที่จำได้ไปด้วย ก็ย้อนนึกไปด้วยว่าตัวเองตอบอะไร
“อา ข้อนี้ข้าตอบผิด!”
มีคนที่ได้ยินคำตอบของคนอื่นแล้วร้องตกใจทันที
เขาคิดอยู่ตลอดว่าน่าจะเป็นคำตอบอื่น แต่คาดไม่ถึงว่านี่คือสิ่งที่คนถาม
นี่ไม่อาจโทษผู้อื่นได้ ความยากของการสอบถงซื่อเดิมทีคือ ‘ความจำ’ มีเรื่องที่เกี่ยวข้องอยู่มากมาย หากเจ้าไม่เคยอ่านหรือจำได้ไม่ชัดเจนก็ต้องตอบผิดเป็นเรื่องธรรมดา
จูชีกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา ข้าแค่ตอบตามที่ ‘ท่อง’ ออกมาเท่านั้น
เกือบทุกคนล้วนตอบผิดไม่มากก็น้อย
มีบางข้อที่ไม่ได้ถูกหรือผิดไปทั้งหมด ทว่าแต่เดิมตำราก็ไม่ชัดเจน พวกเขาจึงเขียนสิ่งที่มีความหมายคล้ายกัน
สุดท้ายจะให้คะแนนมากน้อยก็ต้องดูที่ขุนนางผู้คุมสอบแล้ว
อาจารย์เสินไม่ได้บอกว่าใครสอบผ่านหรือใครสอบไม่ผ่าน เพียงแต่สรุปจุดที่พวกเขาผิดพลาด และเตือนพวกเขาว่าครั้งหน้าอย่าทำพลาดอีก
สำหรับผู้เข้าสอบแล้ว สามวันแห่งการรอคอยนั้นช่างเชื่องช้ายาวนาน
มีบางคนทนไม่ไหวจนต้องนัดออกไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ออกไปเดินเตร่เที่ยวเล่นเป็นเรื่องธรรมดา
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีนัดไปซ่องนางโลม หรือพวกเรือบุปผาอีกด้วย
กลุ่มของหลิวเจี้ยนถงแน่นอนว่าไปไม่ได้ มีอาจารย์เสินอยู่ก็ไม่มีใครกล้าพอจะนัดคน
แต่ตรงกันข้ามกลับเป็นอาจารย์เสินที่อยากพาพวกเขาไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อย จึงพาไปขึ้นเรือบุปผา
ในตอนแรกเพื่อนร่วมสถานศึกษาที่มาร่วมสอบต่างตกใจ ทุกคนแอบกระซิบพูดคุยกัน “เรื่องจริงหรือ?! อาจารย์เสินอยากพาพวกเราไปเรือบุปผาหรือ? สิ่งนั้น…สิ่งนั้นไม่ใช่ว่ามีแต่คนที่ไม่เป็นโล้เป็นพายไปหรือ?”
ในภาพจำของเขานั้นล้วนเป็นสถานที่ของนางโลม
แม่เขาบอกว่าเรียนหนังสือก็คือเรียนหนังสือ แต่หากกล้าไปสถานที่ที่ไม่ควรไปจะตีขาสุนัขของเขาให้หักเสีย
เสินกวงจี้หดคอเล็กน้อยพลางส่ายหน้า “อย่าถามข้า ข้าก็ไม่รู้ พวกเจ้าก็รู้ว่าข้ากลัวพ่อข้ามาก”
ตรงกันข้ามหลิวเจี้ยนถงผู้มีประสบการณ์มาก่อนหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า “พวกเจ้าคิดมากเกินไปแล้ว เรือบุปผาก็มีหลายประเภท”
เขาอธิบายว่าแม้เรือบุปผาจะมีนางโลมจำนวนมาก แต่นางโลมบริสุทธิ์ต่างกับนางโลมขายเรือนร่าง
“นางโลมบริสุทธิ์เรียกได้ว่าเป็นนางโลมที่สง่างามจะขายความสามารถไม่ขายร่างกาย เรือบุปผานี้ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะขึ้นไปได้ นอกจากคนมีเงินแล้วยังต้องพึ่งสมองด้วย”
“บนเรือบุปผาทุกลำล้วนมีคำถามแขวนไว้ คนที่ตอบถูกจะได้ขึ้นไป คนที่ตอบผิดก็จะอับอาย ต้องจ่ายในราคาที่สูง”
“สุดท้ายแล้วคนที่เรือบุปผาก็ต้องการรายได้เช่นกัน”
……
ที่ตำบลอี้คังแห่งนี้เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนที่มาสอบขุนนางระดับเคอจวี่จะล้วนเป็นคุณชายจากสกุลที่ร่ำรวย หากเก็บเงินทั้งหมดเช่นนั้นก็คงไม่มีคนมาสนใจนางโลมแล้ว
ดังนั้นหากเจ้าไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร ขอเพียงมีความสามารถ หากสนใจก็ทิ้งตัวหนังสือที่เขียนด้วยพู่กันไว้ คนก็จะปล่อยเจ้าขึ้นไป
อย่างเช่นเมื่อปีที่แล้วเชอไฉเหลียงผู้ที่ได้เป็นอั้นโฉ่ว*[1]กล่าวได้ว่าสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน
ไม่จำเป็นต้องลงมือทำอะไร ก็เป็นผู้หญิงบนเรือบุปผาที่เชิญชวนด้วยตัวเอง แทบอยากลากเจ้าขึ้นไปบนเรือ
หากผู้เป็นอั้นโฉ่วขึ้นเรือบุปผาของนาง เช่นนั้นบัณฑิตผู้อื่นที่อยากรู้จักกับอั้นโฉ่วจะไม่ขึ้นมาด้วยหรือ?
เช่นนั้นคุณชายจากสกุลร่ำรวยที่รู้ว่าตัวเองสอบไม่ผ่าน เพียงแค่อยากสั่งสมสายสัมพันธ์ พวกเขาจะไม่ขึ้นเรือมาหรือ?
เมื่อคนขึ้นเรือมาก ชื่อเสียงเรือบุปผาของนางก็ยิ่งมากขึ้น หลังจากนี้นางจะไม่มีคนอยากสนับสนุนเลยหรือ?
หลังจากอธิบายเช่นนี้ ทุกคนก็ล้วนเข้าใจ ที่แท้เรือบุปผาก็ยังมีความรู้มากถึงเพียงนี้
เมื่อกลุ่มคนตามอาจารย์เสินไปถึงที่ใต้เรือ ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งตะโกนเสียงดังในทันใด “เร็วเข้า คุณชายเยี่ยนมาแล้ว!”
“คุณชายเยี่ยน?! จริงหรือ เขาอยู่ที่ไหน?!”
“เร็วเข้า รีบดูเร็วว่าคุณชายเยี่ยนขึ้นเรือลำไหน”
……
เมื่อเห็นท่าทีกระตือรือร้นของทุกคน เสินกวงจี้ก็โผล่หัวมาถามอย่างสงสัย “ศิษย์พี่หลิว คุณชายเยี่ยนผู้นี้มีชื่อเสียงมากเลยหรือขอรับ?”
หลิวเจี้ยนถงเผยสีหน้าอิจฉา พยักหน้าพูดว่า “มีชื่อเสียงมากทีเดียว ปีนี้อั้นโฉ่วของตำบลอี้คังไม่แน่ว่าอาจเป็นเขา”
“เก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียว?!” เสินกวงจี้พูดก่อนจะนึกอิจฉาขึ้นมาทันที
“อืม! ยามที่ข้ามาสอบเมื่อปีก่อนก็ได้ยินชื่อเสียงโด่งดังของเขาแล้ว พูดกันว่าเขาเป็นคนที่มีหวังว่าจะเป็นอั้นโฉ่วมากที่สุด แต่น่าเสียดาย…” หลิวเจี้ยนถงกล่าวต่อไปว่า “ปีก่อนไม่รู้เกิดเรื่องอะไรขึ้น หลังจากนั้นเขาก็ไม่มาเข้าร่วม อั้นโฉ่วปีนั้นจึงตกไปอยู่กับบุคคลที่ไม่เป็นที่รู้จักผู้หนึ่ง”
“คนผู้นั้นมีนามว่าอะไรหรือขอรับ?”
“เยี่ยนเหออัน”
“ไม่ใช่ขอรับศิษย์พี่หลิว ข้าหมายถึงผู้ที่ได้เป็นอั้นโฉ่วเมื่อปีก่อนขอรับ”
หลิวเจี้ยนถงยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “เชอไฉเหลียงไม่ได้มีชื่อเสียงมากนัก แต่นับเป็นคนที่มีความสามารถมากผู้หนึ่ง หากพวกเรามีวาสนาได้เป็นซิ่วไฉ ก็อาจได้พบเขาในการสอบเซียงฉื้อปีหน้า”
ในขณะที่กำลังพูด ฝูงชนก็เริ่มพรั่งพรู ชายหนุ่มคนหนึ่งผู้มีสง่าราศีปรากฏตัวขึ้น เขาสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าปักลายไม้ไผ่
แม้จะเป็นคุณชายน้อยเหมือนกัน แต่ก็ต่างกับหม่าหงคั่วที่มองคราแรกก็ทำให้คนรู้สึกรังเกียจ ทั้งร่างของเขาดูสง่างามมีภาพลักษณ์ของคุณชาย
รู้สึกได้ถึงลมพัดโชยอ่อนครู่หนึ่ง หูตาก็กระจ่างในทันใด
เขาถูกห้อมล้อมไปด้วยสหาย มีรอยยิ้มประดับมุมปาก คิ้วได้รูปแฝงไปด้วยท่าทีมั่นใจ
“ขึ้นเรือลำไหน?” เขาถามเสียงกังวาน
สหายคนหนึ่งหัวเราะ “เหอเหอเหอ…แน่นอนว่าต้องขึ้นเรือของแม่นางซั่งชิง ทำไม เจ้าอยากขึ้นเรือของแม่นางคนไหนหรือ?”
“ได้ เช่นนั้นพวกเรา…”
ไม่รอให้เยี่ยนเหออันพูดจบ ก็ถูกหญิงผู้หนึ่งขัดขึ้นเสียก่อน “ช้าก่อนเจ้าค่ะ”
ทุกคนหันไปมองตามเสียง เห็นเพียงบนเรือบุปผาลำหนึ่ง เหม่ยเจียวเอ๋อกำลังก้าวเดินมาอย่างช้า ๆ นางมีแก้มละเอียดราวหิมะ แววตาทั้งสองเป็นระลอกคลื่นโดดเด่นจากผู้อื่น
หลิวเจี้ยนถงพูดกับพวกจูชีและเสินกวงจี้เสียงเบา “เห็นหรือไม่ มาแย่งคนแล้ว!”
พวกจูชีและเสินกวงจี้ยังไม่ทันได้ตอบสนองอะไร ก็เห็นเหม่ยเจียวเอ๋อเดินไปถึงเยี่ยนเหออันแล้ว โค้งตัวเล็กน้อย “คุณชายเยี่ยน ข้าน้อยเถาเหนียงขอมอบบทกวีให้ท่านสักบท…”
ท่องออกมาช้า ๆ อย่างมีเสน่ห์ถึงที่สุด
ทุกคนต่างชมเชย “ท่องได้ดีจริง ๆ พอกวีบทนี้ถูกขับขานเช่นนี้แล้วดูต่างออกไปเลย…”
“ใช่ เสียงของเถาเหนียงผู้นี้ไพเราะยิ่งนัก หากได้ร้องเพลงเกรงว่าจะยิ่งน่าฟัง”
“มีเสน่ห์ ไม่เลวเลย!”
…..
เสียงจากรอบทิศลอยมาอย่างต่อเนื่อง เถาเหนียงเผยสีหน้าขัดเขินเล็กน้อย “ขอบคุณทุกท่านสำหรับคำชมเจ้าค่ะ แต่กวีบทนี้หาใช่ข้าที่ขับขานได้ดี แต่เป็นคุณชายที่ทำได้ดีที่สุด ไม่เช่นนั้นทุกคนก็คงไม่ได้ยินกวีที่ยอดเยี่ยมบทนี้”
หันหน้าไปเชื้อเชิญเยี่ยนเหออัน “ข้าน้อยเลื่อมใสท่านมานานแล้วเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าจะมีวาสนาเชิญคุณชายขึ้นไปสนทนาบนเรือได้หรือไม่เจ้าคะ?”
จูชีและเสินกวงจี้เข้าใจแล้ว
ที่แท้ ‘แย่งคน’ ก็หมายความเช่นนี้!
พวกเขาไม่เคยได้ยินหญิงผู้อื่นขับขานบทกวี แต่ต้องยอมรับว่าบทกวีที่เถาเหนียงผู้นี้ขับขานออกมาช่างมีเสน่ห์และแตกต่างอย่างแท้จริง ทำให้คนยิ่งอยากฟัง
มิน่าเล่าศิษย์พี่หลิวจึงบอกว่าคนที่นี่ไม่อาจขาดความสามารถได้ จึงเป็น ‘นางโลมผู้สง่างาม’
เพียงแค่มีพวกนางอยู่ ไม่ว่าจะบทกวีหรือบทกลอนที่ขับขานออกมาก็แผ่ขยายเป็นวงกว้าง ยิ่งทำให้คนมีความทรงจำสดใหม่
ในขณะเดียวกัน ชื่อเสียงของนางโลมผู้สง่างามที่ขับขานบทกวี โคลงกลอน หรือบทเพลงของบัณฑิตก็ยิ่งแผ่ขยายไปไกล และยิ่งทำให้คนเป็นที่รู้จักวงกว้าง
ตกลงแล้วเป็นบัณฑิตที่อุ้มชูนางโลมผู้สง่างาม หรือเป็นบัณฑิตที่ช่วยเหลือนางโลมผู้สง่างาม ใครก็บอกได้ไม่ชัดเจน
สิ่งที่แปลกคือแม้เถาเหนียงจะเอ่ยเชิญ แต่เยี่ยนเหออันก็ไม่ได้ตอบรับในทันที แต่ยืนยิ้มอยู่ที่เดิมราวกับกำลังรอบางสิ่ง
หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงสดใสเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “พี่สาวท่านนี้ เห็นได้ชัดว่าคุณชายเยี่ยนนั้นเป็นแขกผู้ทรงเกียรติของข้าน้อย ข้าน้อยเตรียมน้ำชาไว้เรียบร้อยแล้ว ท่านมาขวางคนเช่นนี้คิดจะแย่งคนของข้าน้อยหรือ?”
[1] อั้นโฉ่ว คือ ผู้ที่สอบได้อันดับที่หนึ่งหรือสูงสุดในบรรดาบัณฑิตหลิ่นเชิง และในบรรดาบัณฑิตเชิงหยวน