ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 635 เจ้าชอบแบบไหน?
บทที่ 635 เจ้าชอบแบบไหน?
“แม่นางชิง แม่นางชิงออกมาแล้ว”
ได้ยินเสียงในกลุ่มฝูงชนพึมพำ พวกจูชีและเสินกวงจี้จึงเพิ่งรู้ว่าคนผู้นี้คือแม่นางชิงที่ทุกคนเพิ่งพูดถึง
เห็นเพียงร่างของนางที่สวมเสื้อคลุมยาวสีเหลืองเขียว ราวกับเทพธิดาบินลงมาจากป่าเขา ราวกับมีดอกฝูหรงไหลตามลำธารสายหนึ่งราวเทพธิดาผู้งดงาม
เทียบกับเถาเหนียงแล้ว มีรูปแบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
จูชีและเสินกวงจี้ ทั้งสองคนผู้ไม่เคยเห็นโลกภายนอกมองทางนี้ครู่หนึ่ง มองทางนั้นครู่หนึ่ง เทียบไม่ได้ว่าผู้ใดงดงามกว่า
“เจ้าชอบแบบไหน?” เสินกวงจี้เข้าไปถามจูชีเสียงเบา
จูชีกะพริบตา ใช้เสียงที่เบาเช่นเดียวกันตอบกลับไป “ชอบทั้งหมด”
“พรืด…” หลิวเจี้ยนถงหัวเราะออกมา “เจ้าโลภมากเสียจริง เลือกเรือได้เพียงลำเดียวรู้หรือไม่?”
จูชีมีสีหน้าไร้เดียงสา “แต่ล้วนงดงามทั้งหมดนะขอรับ ขึ้นเรือลำหนึ่งก่อน จากนั้นค่อยเปลี่ยนไปขึ้นเรืออีกลำไม่ได้หรือขอรับ? เช่นนี้ก็จะไม่มีผู้ใดขุ่นเคืองด้วย”
หลิวเจี้ยนถงอดหัวเราะไม่ได้ “บางเรื่องก็ใช่ว่าจะพูดแบบนี้ได้…”
ก่อนพูดจบก็ได้ยินเสียงแม่นางชิงและเถาเหนียงโต้เถียงกันขึ้นมา
วิธีที่พวกนางโต้เถียงกัน ไม่ใช่การด่าทอกระชากผมดึงเสื้อผ้าเหมือนอย่างทั่วไป
แต่กลับยืนอยู่บนเรือของตนเช่นนั้น เจ้าพูดคำ ข้าต่อคำ เรียกว่า ‘ปะทะทางศิลป์’
การปะทะทางศิลป์นี้ไม่ใช่การปะทะกันด้วยการขับขานบทกวีหรือร้องเพลง การปะทะเช่นนี้เป็น ‘การแข่งร่ายรำ’ ซึ่ง ‘ร่ายรำ’ ในที่นี้ไม่ใช่ร้องเล่นเต้นรำ แต่เป็นความสามารถแขนงหนึ่งที่นางโลมบริสุทธิ์ถนัด
ความสามารถที่นางโลมบริสุทธิ์ถนัดที่สุด ไม่ใช่การขับขานบทเพลงและการร่ายรำหรือ?
ดังนั้นคำว่าร่ายรำคำเดียวนี้ก็เพียงพอแล้ว
ในเมื่อ ‘การปะทะทางศิลป์’ ไม่ใช่การขับขานบทกวีหรือบทเพลง เช่นนั้นจะเป็นอะไรได้เล่า?
หากเย่อวี๋หรานอยู่ที่นี่จะต้องแขวะแน่นอน “การปะทะทางศิลป์อะไรกัน ไม่ใช่แค่การแข่งโต้วาทีหรอกหรือ?”
ปะทะฝีปากคมคาย ไม่สุภาพแต่สง่างาม สรุปแล้วตราบใดที่เจ้าดึงดูดความสนใจของฝูงชนได้ เจ้าก็ชนะ
พูดถึงนางโลมบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นการปะทะทางศิลป์ หรือการแข่งร่ายรำก็ล้วนเป็นเรื่องที่ทำด้วยความเต็มใจ เพราะนับเป็นการดีที่ ‘ขว้างหินก้อนเดียวได้นกสองตัว’
มีการต่อสู้ย่อมมี ‘การแสดง’ ส่วนนางโลมบริสุทธิ์จะกลัวอะไรเล่า?
ย่อมต้องกลัวว่ายามที่ต่อสู้จะไม่มีผู้ชม
ครั้งนี้นับว่าดีและเป็นเกียรติที่สุด เพราะมีโอกาสที่จะได้จับเยี่ยนเหออันผู้มีโอกาสได้เป็นอั้นโฉ่วประจำอำเภอมากที่สุด มีคุณชายเยี่ยนอยู่ที่นี่ พวกบัณฑิตไม่วิ่งโร่มาที่นี่แล้วจะวิ่งโร่ไปที่ไหนเล่า?
ใบหน้าของแม่นางชิงและเถาเหนียงปรากฏรอยยิ้มราวบุปผา ยิ่งสู้ก็ยิ่งรุนแรง
จนถึงตอนนี้พวกจูชีและเสินกวงจี้ก็เบิกตากว้าง ได้รู้เป็นครั้งแรกว่าที่แท้การด่าคนก็สามารถ ‘ด่าโดยไม่มีคำหยาบ’ เช่นนี้ได้ด้วยหรือ?
“ร้ายกาจ ข้าไม่รู้เลยว่าการด่าคนมีความหมายเช่นนี้!” เสินกวงจี้พูดเสียงเบาเป็นพิเศษ เพราะเขากลัวว่าหากพ่อของเขาได้ยินแล้วเขาจะถูกต่อว่า
จูชีก็พูดเสียงเบาเป็นพิเศษ “ข้าคิดว่ายังไม่ร้ายกาจเท่าแม่ข้า”
“แม่เจ้าด่าคนด้วยหรือ?” เสินกวงจี้นั้นแม้จะเคยพบเย่อวี๋หราน แต่ทุกครั้งที่เย่อวี๋หรานมาก็ล้วน ‘สุภาพ’ เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าคุณป้าที่สุภาพอ่อนโยนผู้นี้จะด่าคนเป็นด้วย?!
“ใช่! แม่ข้าด่าคนได้โหดร้ายยิ่ง…” จูชีเล่าออกมาว่าแม่ของเขาเคยด่าคนอย่างไร หรือเรื่องที่นางถือไม้กวาดไล่ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็ล้วนพูดออกมา
เสินกวงจี้คาดไม่ถึงเลยว่าเย่อวี๋หรานจะมีด้านนี้ รู้สึกไม่เหมือนจะเป็นเช่นนั้นแม้แต่น้อย
แต่เรื่องน่าอายของต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็ดึงดูดความสนใจของเขา เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ “ตอนพวกเขายังเด็กน่าสงสารเพียงนี้เชียว เหอเหอเหอ…ครั้งนี้ถูกข้าจับจุดอ่อนได้แล้ว ครั้งหน้าจะดูว่าพวกเขายังจะกล้าอวดดีต่อหน้าข้าหรือไม่”
แม่นางชิงและเถาเหนียงปะทะกันจืดชืดเช่นนี้ แน่นอนว่าไม่มีความหมาย ดังนั้นต้องเชิญคนมาตัดสิน
ผู้ตัดสินมีสองส่วน หนึ่งคือ ‘เยี่ยนเหออัน’ ผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง อีกส่วนคือผู้ชมที่อยู่รอบ ๆ ซึ่งยินดีจะจ่ายเงินซื้อดอกไม้ไปส่งให้พวกสาว ๆ
ดอกไม้หนึ่งดอกสองอีแปะ เป็นราคาไข่ไก่หนึ่งฟองซึ่งถือว่าไม่แพง
หากใครชอบแม่นางคนไหนก็สามารถซื้อดอกไม้โยนขึ้นไปบนเรือเพื่อสนับสนุนนางได้
ใครได้ดอกไม้มากกว่า รวมถึง ‘เยี่ยนเหออัน’ เลือกขึ้นเรือของใคร ผู้นั้นก็คือ ‘ผู้ชนะ’ และเป็น ‘นางโลมดาวเด่นของเรือบุปผา’
แน่นอนว่า ‘ดอกไม้’ นี้ไม่ใช่ว่าจะไปซื้อจากไหนก็ได้ แต่ต้องไปซื้อที่เรือบุปผาทั้งสองลำเท่านั้น
กล่าวตามตรงคือหากเจ้ายินยอมจ่ายเงินให้ผู้ใด ผู้นั้นก็จะเป็นผู้ชนะ บัณฑิตสามารถกล่าวได้ว่า ‘เงิน’ จะกลายเป็นส่วนช่วยส่งเสริมให้ ‘บุปผา’ สูงส่งขึ้น
แต่ถึงอย่างไรก็ล้วนมีความหมายเช่นเดียวกัน
ยามที่เห็นคนถือตะกร้าเริ่มเร่ขายดอกไม้ หลิวเจี้ยนถงก็อธิบายให้พวกจูชีและเสินกวงจี้ฟังอีกครั้ง
“ดอกละสองอีแปะ มิน่าเล่าจึงขายแปลกถึงเพียงนี้ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้…” จูชีมองว่าสองอีแปะสามารถซื้อไข่ไก่ได้หนึ่งฟอง นับว่าถูกเสียที่ไหน แพงชัด ๆ ไม่ใช่หรือ?
คิดถึงเมื่อยามนั้นที่เขาอยากกินไข่ไก่สักฟองยังเป็นเรื่องยาก
เสินกวงจี้รู้ว่าศิษย์พี่ของเขายากลำบากเพียงใดจึงไม่ได้พูดอะไรมาก
หลิวเจี้ยนถงก็เป็นคนที่เกิดมายากลำบากจึงเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง เป็นธรรมดาที่เขาจะไม่พูดอะไร
เทียบกับคนอื่นที่ ‘ใจกว้าง’ กลุ่มของพวกเขาจึงดูเหมือนคนขี้เหนียวที่ไม่ยอมควักเงินจ่าย
ดังนั้นเด็กหญิงตัวน้อยที่เป็นผู้มีหน้าที่ขายดอกไม้จึงหันกลับมาครั้งสองครั้ง และจากมาอย่างไม่เต็มใจ
“อย่าไปทางนั้นนะ คนทางนั้นไม่ยอมจ่ายเงินเลย”
“ไม่ใช่ว่าเป็นคนยากจนหรือ?” มีคนแสดงท่าทีดูถูก “ความจริงแม่นางของพวกเราล้วนทำงานหนักถึงเพียงนี้ แต่แค่สองอีแปะยังไม่ยอมจ่าย…”
“ชู่…” เด็กหญิงที่โตกว่าเล็กน้อยจับนางเอาไว้ตรง ๆ พลางพูดว่า “เบาหน่อย หากบัณฑิตเหล่านั้นได้ยินเข้า ถึงครานั้นจะทำให้แม่นางต้องเดือดร้อน หากทำให้ท่านแม่ปรากฏตัวพวกเราจะมีปัญหา”
คนผู้นั้นได้ยินคำเรียก ‘ท่านแม่’ ก็เงียบปากไม่กล้าพูดอีก
ในขณะเดียวกัน พวกหลิวเจี้ยนถงก็ไม่ได้รับรู้ พวกเขากำลังดูการแสดงบนดาดฟ้าเรืออย่างตั้งใจ เพราะแม่นางชิงและเถาเหนียงล้วนแสดงความสามารถด้วยการเริ่มร่ายรำแล้ว
ใบหน้าก็เย็นชาถึงเพียงนั้น เพื่อชัยชนะแล้ว แม่นางทั้งสองต่างวาดลวดลาย ถอดเสื้อนอกที่อบอุ่นทิ้ง เผยให้เห็นผ้าโปร่งผืนบางด้านใน
แม่นางชิงสวมชุดกระโปรงผูกเอวสีเหลืองอ่อน ลวดลายกิ่งไม้เรียบง่ายบริสุทธิ์ ขับเน้นรูปร่างเพรียวบางของนาง
ผ้าแพรคลุมไหล่บางเบาราวก้อนเมฆ แต่งแต้มสีสันหลากสีคดเคี้ยวราวท้องฟ้า การร่ายรำอันงดงามของนางยิ่งเสริมให้นางดูราวกับ ‘เทพธิดาจากเก้าสวรรค์ล่องลงมายังเหยาฉือ[1]’
อีกด้านหนึ่งเถาเหนียงก็ไม่ยอมแพ้ เผยให้เห็นแขนเสื้อลวดลายดอกท้อสีชมพู ทรวดทรงเย้ายวน ท่วงท่าการร่ายรำเต็มไปด้วยความรู้สึก
หันมาอีกคราก็ยิ้มหวานชวนให้คนใจสั่นไหว
เมื่อมาถึงจุดสูงสุด แม้จะเป็นคนเก็บตัว แต่เมื่อมีเสียงกู่ร้องจากรอบทิศทางอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีเสียงเป่าปาก ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย
ถุงเงินยิ่งถูกควักออกมามากขึ้น เพื่อโยนดอกไม้ขึ้นไปมากขึ้นเรื่อย ๆ
เยี่ยนเหออันถึงขั้นเขียนกวีบทหนึ่งทำให้ ‘การแข่งขัน’ ครั้งนี้ถึงจุดสูงสุด
“บทกวียอดเยี่ยม! คุณชายเยี่ยนก็ยังสมกับที่เป็นคุณชายเยี่ยน บทกวีบทนี้จะยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!”
“เป็นถึงคุณชายเยี่ยน บทกวีนี้จะไม่ยอดเยี่ยมได้อย่างไร?”
“เหอเหอเหอ…ก็ถูก”
“คุณชายเยี่ยน ขออวยพรให้ท่านได้ขึ้นเป็นอั้นโฉ่วประจำอำเภอ”
“เรื่องนี้ยังต้องพูดอีกหรือ? ไป ไปด้านนั้นเลยไป อั้นโฉ่วประจำอำเภอแน่นอนว่าต้องเป็นคุณชายเยี่ยนอยู่แล้ว”
[1] เทพธิดาจากเก้าสวรรค์ล่องลงมายังเหยาฉือ หมายถึง ความงามอันน่าทึ่ง