ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 636 ขึ้นไปแล้ว เช่นนั้นก็เป็นเจ้าบ่าวใหม่ทุกค่ำคืน
บทที่ 636 ขึ้นไปแล้ว เช่นนั้นก็เป็นเจ้าบ่าวใหม่ทุกค่ำคืน
กลุ่มคนรายล้อมเยี่ยนเหออัน และต่างพากันสรรเสริญ
การสอบเสี้ยนซื่อเพิ่งสิ้นสุด ผลคะแนนยังไม่ออก แต่ราวกับทุกคนล้วนมีข่าววงใน รู้ว่าเยี่ยนเหออันได้รับตำแหน่งอั้นโฉ่วประจำอำเภอแล้ว
แรกเริ่มเยี่ยนเหออันยังอดทนไหว แต่เมื่อถูกคนมากมายเยินยอ จะกี่มากน้อยก็ต้องรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ ไม่อาจยับยั้งความตื่นเต้นภายในใจได้ จึงคล้อยตามผู้อื่นไปสองคำ
การคล้อยตามนี้ ทำให้คนยิ่งพากันมาแสดงความยินดีที่เขาได้เป็นอั้นโฉ่วประจำอำเภอของการสอบมากขึ้น
จูชีและเสินกวงจี้รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง พวกเขามองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง
เมื่อม่านผืนใหญ่ของแม่นางชิงและเถาเหนียงปิดลง ‘การแข่งร่ายรำ’ ครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง
รอบด้านห้อมล้อมไปด้วยผู้คน สุดท้ายเยี่ยนเหออันก็ขึ้นเรือของแม่นางชิง
เหตุผลนั้นง่ายมาก เทียบกับเถาเหนียงผู้เย้ายวน แม่นางชิงที่ราวกับสายลมเย็นสบายนั้น เมื่อประเมินความเหมาะสมแล้วเหมาะกับชื่อเสียงของบัณฑิตมากกว่า เรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับความสง่างามสูงส่ง เช่นนั้นไม่นับว่าเป็น ‘การเที่ยวนางโลม’ หรือ ‘เที่ยวผู้หญิง’
แต่หากเกี่ยวข้องกับ ‘ความหยาบคาย’ แม้จะเป็นเพียงการดื่มน้ำแกงเนื้อแกะชามหนึ่ง ก็ยังถูกคนไปใส่สีตีไข่ พูดราวกับว่าไปทำเรื่องอะไรที่น่าละอาย
อาจารย์เสินยังพาพวกหลิวเจี้ยนถง จูชี และเสินกวงจี้ตามขึ้นเรือบุปผาเป็นกลุ่มใหญ่
หลังการแข่งขัน ‘ร่ายรำ’ แม่นางชิงก็เหงื่อไหลผุดพราย ไม่เหมาะที่จะนั่งเคียงข้างจริง ๆ จึงเชิญพี่น้องของนางอย่าง ‘แม่นางเซียน’ มา
และหลังจากที่นางลงไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนอีกครา
หากให้จูชีและเสินกวงจี้พูด แม่นางบนเรือบุปผายังไม่ดึงดูดเท่าติ่มซำที่อยู่เบื้องหน้า
พวกเขาทั้งสองคนนั่งอยู่มุมห้อง หลบใต้เงาของพวกศิษย์พี่ ราวกับหนูที่แอบขโมยข้าวสารกินอย่างสุขใจ
พูดตามตรงว่าบนเรือบุปผานอกจากจะมีสาวงามแล้ว ติ่มซำก็ยังรสชาติยอดเยี่ยมอีกด้วย!
เสินกวงจี้พูดกับจูชีเสียงเบา “ยามนี้ข้ารู้สึกว่าเงินที่จ่ายขึ้นเรือมานับว่าคุ้มค่าแล้ว”
หลิวเจี้ยนถงอดหัวเราะไม่ได้ “ใครใช้ให้พวกเจ้าไม่ตั้งใจเรียนบทกวีให้ดีจนไม่ผ่านการทดสอบเล่า?”
กลุ่มของพวกเขามีเพียงสองคนนี้เท่านั้นที่ไม่ผ่านการทดสอบบทกวี (นับจูซานที่ไม่ผ่านเพิ่มไปอีกคนหนึ่ง) เมื่อจ่ายเงินแล้ว คนอื่นทั้งหมดล้วนพึ่งพาความสามารถจนขึ้นเรือมาได้โดยตรง
เสินกวงจี้มีสีหน้าท่าทีปวดใจ “ศิษย์พี่ท่านอย่าพูดอีกเลยขอรับ ข้าปวดใจนัก!”
“ได้ เช่นนั้นเจ้าก็กินให้เยอะหน่อยเถอะ” หลิวเจี้ยนถงถือโอกาสที่คนไม่สังเกต หยิบติ่มซำถาดหนึ่งยัดให้ทั้งสองคน
เรื่องนี้อาจารย์เสินก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น พลางพูดคุยกับคนรอบตัว
คนส่วนใหญ่จะฉวยโอกาสนี้ติดต่อคบค้าสมาคมหาเส้นสาย โดยพื้นฐานแล้วมีเพียงไม่กี่คนที่จิตใจจดจ่ออยู่กับการกินเบื้องหน้า
เป็นจูชีและเสินกวงจี้ที่คนหนึ่งค่อนข้าง ‘ทึ่ม’ ส่วนอีกคนอายุยังน้อย ดังนั้นจึง ‘ไม่รู้เดียงสา’ สนใจแต่เรื่อง ‘กิน’ เท่านั้น
อย่าเห็นว่าจูซานไม่ใช่ผู้เข้าสอบ แต่เขาช่างเจรจาพาทีเป็นพิเศษ คนรอบข้างที่ไม่รู้สถานะของเขา หลังจากได้ยินว่าน้องชายของเขาเข้าร่วมการสอบเสี้ยนซื่อปีนี้ ก็รีบเข้ามาพูดคุยกับเขาทันที
เรื่องข้อสอบ เรื่องการเรียน เรื่องการสอบเสี้ยนซื่อ จูซานได้ยินคนอื่นพูดคุยกันมาไม่น้อย จึงยืมสองสามประโยคมาเพียงพอให้ตอบกลับได้
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยท่าทียามปกติของเขา คาดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นศูนย์กลางของวงสนทนา ดึงดูดเหล่าบัณฑิตให้พากันมาพูดคุยสนทนาทางด้านของเขา
ชั่วขณะหนึ่งจูซานลืมเรื่องที่ตัวเองไม่ใช่ผู้เข้าสอบ พูดความเห็นของตัวเองไปก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกับพวกเขาไป
งานเลี้ยงครั้งนี้เกือบทุกคนล้วน ‘ได้รับหลายสิ่งมากมาย’
บางคนได้สร้างเส้นสายกับคนรู้จักของตัวเองไว้ไม่มากก็น้อย บางคนได้ฟังข้อมูลที่ต้องการ และบางคนก็อิ่มหมีพีมัน…
เมื่อลงจากเรือบุปผาฟ้าก็มืดแล้ว
จูซาน จูชี และเสินกวงจี้คิดว่ากิจกรรมนี้จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่กลับได้ยินหลิวเจี้ยนถงพูดว่า ‘ยังเร็วไป ของจริงกำลังจะเริ่มขึ้นเท่านั้น’
เขาบุ้ยคางให้มองไปที่ทะเลสาบเบื้องหน้า
ก็เห็นเพียงโคมไฟดวงน้อยสว่างไสวอยู่ทั้งใกล้ไกล ราวกับดวงดาวที่แขวนไว้บนผืนฟ้า
ในระยะไกลยังมีเสียงขับร้องลอยมา ในระยะใกล้ก็มีเสียงคนพูดคุย
ท่าทีของหลิวเจี้ยนถงยามที่พูด ดูเหมือนเรื่องตื่นเต้นกำลังจะเริ่มขึ้นจริง ๆ
เขาชี้ไปที่เรือลำหนึ่งเป็นพิเศษให้พวกเขามอง “มองไปที่โคมไฟบนเรือลำนั้นดูสิ”
จูชีและเสินกวงจี้มองตามไปก็ไม่ค่อยเข้าใจ “โคมไฟพวกนั้นมาจากไหน สวยมากเลย!”
เมื่อมองไปที่โคมไฟบนเรือลำข้าง ๆ ก็เห็นว่าต่างกัน แต่ท่ามกลางแสงโคมไฟต่างสีสัน ทันใดนั้นก็มีสีแดงปรากฏขึ้นสะดุดตาเป็นพิเศษ
หลิวเจี้ยนถงยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางพูดว่า “นั่นไม่ใช่โคมไฟธรรมดา พวกเจ้าจำไว้ว่าเรือเช่นนี้คือเรือบุปผาก็จริง แต่อย่าได้ขึ้นไปบนเรือบุปผาที่มีโคมไฟเช่นนั้น”
“ทำไมหรือขอรับ?”
“ขึ้นไปแล้ว เช่นนั้นจะเป็นเจ้าบ่าวใหม่ทุกค่ำคืน”
จูชีและเสินกวงจี้ไม่เข้าใจ
หลิวเจี้ยนถงยิ้ม ทำเพียงอธิบายเพิ่มอีกหนึ่งประโยค “เจ้าบ่าวจะเป็นได้เมื่อใดเล่า? แน่นอนว่ายามที่แต่งงาน พวกเจ้าสองคนล้วนยังไม่ถึงวัยที่จะแต่งงาน เป็นธรรมดาที่จะไม่เข้าใจ แต่จำไว้เพียงว่าจะขึ้นไปไม่ได้ก็พอแล้ว”
เสินกวงจี้เม้มริมฝีปาก “นี่มันต่างจากไม่บอกตรงไหนหรือขอรับ?”
หลิวเจี้ยนถงไม่หลงกลและไม่ได้พูดอะไรอีก
ช่างน่าขันอะไรเช่นนี้ แม้วันนี้เขาจะได้รับ ‘คำสั่ง’ จากอาจารย์ ว่าต้องการให้ศิษย์น้องทั้งสองคนมา ‘เปิดหูเปิดตา’ แต่ก็ไม่อธิบายสิ่งใดให้ชัดเจน
พวกเขาสองคนอยู่ในวัยนี้ คนทั่วไปไม่ควรแตะต้องพวกเขา
ตรงกันข้ามกับเขาและคนอื่น ๆ ที่หากไม่แต่งงานแล้วก็ใกล้จะถึงวัยต้องแต่งงาน จึงถูกเล็งเป็นเป้าหมายมากที่สุด
แน่นอนว่าสิ่งที่คนหมายตาไม่ใช่พวกเขา แต่เป็นถุงเงินของพวกเขาต่างหาก
สามีใหม่ทุกค่ำคืนเป็นกันได้ง่าย ๆ หรือ?
หากไม่มีเงินก็จะเปลื้องผ้าเจ้าและโยนเจ้าลงเรือ ให้เจ้าว่ายน้ำขึ้นฝั่งด้วยตัวเอง ความวุ่นวายนี้ทุกคนล้วนรับรู้ ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา
ความรื่นเริงช่วงเช้านับว่าเป็นเรื่องสนุก แต่ความรื่นเริงในช่วงค่ำ อาจารย์เสินไม่คิดจะพาพวกลูกศิษย์ไป
ตอนกลางวันอาจเป็นความ ‘สง่างาม’ แต่เมื่อพลบค่ำ ภายใต้ยามราตรีจะมีเรื่องใดเกิดขึ้นบ้างก็พูดได้ไม่ชัดเจน
สำหรับอาจารย์เสินที่ให้ความสำคัญกับชื่อเสียง เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง
“กลับเถอะ!”
เพียงประโยคเดียว ทุกคนก็ออกจากชายฝั่งทะเลสาบ ตรงกลับไปที่โรงเตี๊ยม
กินข้าวเรียบร้อยแล้ว จูซานก็ให้เสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมเตรียมน้ำร้อน กำชับให้จูชีล้างเนื้อล้างตัวให้ดี
แม้บนเรือบุปผาจะสะอาดเป็นอย่างมาก แต่ใครจะรู้ว่าบนตัวจะปนเปื้อนสิ่งแปลก ๆ อะไรมาหรือไม่ ความผิดพลาดเล็กน้อยก็อาจนำพาปัญหาใหญ่มาทำให้ร่างกายเสียหายได้ ทำความสะอาดไว้ก่อนย่อมสบายใจกว่า
“อื้ม ข้าเข้าใจแล้วขอรับพี่สาม”
จูชียังคงมีท่าทีซื่อตรงเช่นนั้น เขาตรงไปและทำตามที่พี่สามบอกให้ทำ
หลิวเจี้ยนถงรู้ว่าควรทำอย่างไร เมื่อน้ำร้อนเตรียมพร้อมแล้วก็เริ่มออกไปจากห้องกับจูซาน ทิ้งจูชีไว้ในห้อง
“เจ้าเจ็ด เสื้อผ้าเจ้าวางไว้ตรงนี้นะ อีกเดี๋ยวเมื่อล้างตัวเสร็จแล้วก็ใส่เสีย”
“แล้วก็ต้องล้างรักแร้ด้วย อย่าขี้เกียจ”
“อีกทั้งเท้าของเจ้า…”
……
ก่อนจูซานจะออกไปก็ยังกำชับอีกครู่หนึ่ง ราวกับแม่ที่กำลังเป็นกังวล กลัวว่าจูชีจะดูแลตัวเองได้ไม่ดี
ช่วยไม่ได้ คนในครอบครัวย่อมรู้เรื่องครอบครัวตัวเอง คนอื่นอาจจะคิดเพียงว่าจูชี ‘โง่’ แต่เขาในฐานะพี่น้อง จะไม่รู้จักจูชีเชียวหรือ?
ใช่ว่าเขา ‘โง่’ เสียที่ไหน โดยพื้นฐานแล้วคนทึ่มคนหนึ่งที่อาศัยเพียงความจำดีก็สามารถเรียนหนังสือได้ ไม่เช่นนั้นคงถูกไล่ออกจากสถานศึกษาไปนานแล้ว