ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 637 แม้มีความสุขก็ล้วนมีส่วนที่ทุกข์ใจเช่นกัน
บทที่ 637 แม้มีความสุขก็ล้วนมีส่วนที่ทุกข์ใจเช่นกัน
เมื่อเดินมาถึงระเบียงทางเดิน จูซานก็ย้ายเก้าอี้ตัวหนึ่งมาให้หลิวเจี้ยนถงนั่งด้วยสีหน้าเกรงใจ
สุดท้ายเพื่อให้จูชีอาบน้ำ เขาก็ไล่คนออกมา
วิ่งวุ่นมาทั้งวันใครจะไม่เหนื่อย ใครจะไม่อยากพักผ่อนในห้องเล่า?
แต่หลิวเจี้ยนถงเป็นคนดีและคุยด้วยได้ ไม่เช่นนั้นเรื่องแบบนี้ใครจะสบายใจได้เล่า?
“ความสัมพันธ์พวกเจ้าพี่น้องดีมากจริง ๆ!” หลิวเจี้ยงถงมีสีหน้าอิจฉา
“ล้วนเกิดจากแม่คนเดียวกัน จะมีพี่น้องที่ไหนมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีด้วยหรือ?” จูซานยิ้ม “อีกทั้งเจ้าเจ็ดยังเป็นข้าที่เฝ้ามองมาตั้งแต่เกิด ช่วยเลี้ยงดูมากับมือตั้งแต่เด็กจึงชินเสียแล้ว”
ในบ้านมีพี่น้องหลายคน เย่อวี๋หรานไม่สามารถให้กำเนิดลูกสาวมานานมากแล้วจึงไม่มีทางเลือก มีเพียงผู้เป็นพี่ชายที่ต้องรับหน้าที่ ‘เลี้ยงดู’ พวกน้องชายเท่านั้น
ในบรรดานั้นจูต้าและจูเอ้อร์โตกว่าเขาจนสามารถไปช่วยงานในไร่ได้ ในยามนั้นจูซานที่ยังร่างกายไม่แข็งแรงนักจึงกลายเป็นเป้าหมายหลักที่ต้องดูแลพวกน้องชาย
ตั้งแต่จูอู่ลงไป ไม่มีใครที่เขาไม่เคยเลี้ยงดู
เหตุใดจึงเริ่มตั้งแต่จูอู่ และไม่เริ่มที่จูซื่อหรือ?
เพราะยามที่จูซื่อเกิด เขายังเด็กอยู่เช่นกัน พี่ชายทั้งสองคนจึงเป็นผู้ดูแลด้วยตัวเอง
เพียงแต่เมื่อจูต้าและจูเอ้อร์เริ่มไปช่วยงานที่ไร่ จูซื่อก็เริ่มไปเที่ยวเล่นกับจูซาน ความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนจึงยิ่งดีขึ้น
หลิวเจี้ยนถงเผยสีหน้าแปลกไป “ความสัมพันธ์ของพี่น้องจะดีหรือไม่ เกรงว่าไม่ว่าจะเกิดจากแม่คนเดียวกันหรือไม่ก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวกันนัก…”
จูซานเป็นคนสมองไวจึงคาดเดาได้ในทันที
เพียงแต่เรื่องนี้เขาไม่อาจพูดออกมาตรง ๆ ได้
ดังนั้นจึงถามอย่างระมัดระวังประโยคหนึ่ง “หืม? เหตุใดพี่หลิวจึงพูดเช่นนั้น?”
“อา…” หลิวเจี้ยนถงส่ายหน้า ไม่รู้ว่าควรเริ่มพูดจากตรงไหน
จูซานจึงพูดว่า “หากไม่สะดวกจะพูดก็ไม่เป็นไร วันใดที่พี่หลิวอยากพูดก็สามารถมาหาข้าได้ ข้ายินดีรับฟังท่าน”
“แค่ไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไร” หลิวเจี้ยนถงกล่าว “บ้านพวกข้ามีสามพี่น้องผู้ชาย มีพี่ใหญ่ พี่รอง และยังมีพี่สาวอีกสองคนที่แต่งออกไปแล้ว…”
เขาเริ่มเล่าเรื่องของตัวเองออกมา
ต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายน้องชายของสกุลจู ในฐานะลูกชายคนเล็ก หลิวเจี้ยนถงได้รับ ‘ความรัก’ ของพ่อแม่อย่างยิ่งยวด ถึงขนาดได้รับสิทธิ์มาเรียนหนังสือ
ตามเหตุผลแล้วก็พูดได้ว่านี่เป็น ‘วาสนา’ อย่างหนึ่ง เขาควรจะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง
แต่เขามักจะรู้สึกเป็นทุกข์เพราะสภาพครอบครัวของเขาไม่ได้ดีมาก และเพื่อส่งเขาไปร่ำเรียนจึงยิ่งลำบากข้นแค้นไปกว่าเดิม
ครั้งก่อนที่เขาเข้าร่วมการสอบเสี้ยนซื่อ ยังไม่ต้องพูดถึงเงินที่เสียไป ทั้งยังสอบไม่ผ่านอีก ยิ่งทำให้พวกพี่สะใภ้ทั้งสองคนไม่พอใจ รู้สึกว่าการจ่ายเงินให้เขาล้วนเป็นการเสียเงินอย่างเปล่าประโยชน์
“เมื่อปีที่แล้ว พี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองต้องการแยกบ้าน เพราะพวกนางคิดว่าการส่งข้าไปเรียนเป็นภาระของพวกนาง”
“ข้าเข้าใจความคิดของพวกพี่สะใภ้ทั้งสองคน ค่าเล่าเรียนหนึ่งปีรวมกับค่าการสอบเสี้ยนซื่อต้องใช้เงินไม่น้อยเลย หากนำเงินจำนวนนี้ไปใช้เสริมการใช้ชีวิตในครอบครัว ภายในบ้านจะสบายขึ้นมาก”
“ไม่กล้าพูดว่าคงได้กินเนื้อทุกมื้อ ช่วงปีใหม่ก็ฉีกผ้าใหม่ไปทำเสื้อผ้าชุดใหม่ให้พวกหลาน ๆ ก็เพียงพอแล้ว”
“เกือบทุกวันยังสามารถลิ้มรสชาติเนื้อได้อีกด้วย”
…..
หลิวเจี้ยนถงถอนหายใจ เสียใจที่ตัวเองเพิ่มภาระมากมายถึงเพียงนี้ให้ครอบครัว
เขาเกือบจะอายุยี่สิบแล้ว แต่มือไม่มีแรงมัดไก่*[1] ไม่ได้ช่วยเรื่องงานไร่ ทั้งยังต้องพึ่งพาคนในครอบครัวให้เลี้ยงดู เป็นเพียง ‘ขยะ’ เท่านั้น
ดังนั้นจึงพูดได้ว่าเขาอิจฉาจูชี
ได้เรียนหนังสือเหมือนกัน อีกทั้งจูชียังได้รับการสนับสนุนจากพวกพี่น้อง ถึงขั้นมีพี่ชายคนหนึ่งมาตามดูแลด้วยตัวเอง ไม่เหมือนเขาที่ถูก ‘พี่ชายและพี่สะใภ้’ พร่ำบ่น
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหากปีนี้สอบไม่ผ่าน เขายังต้อง ‘เรียน’ ต่อไปหรือไม่
จูซานยื่นมือไปตบไหล่อีกฝ่ายพลางพูดว่า “ทุกครอบครัวล้วนมีความยากลำบาก แต่ถึงจะยากลำบาก ชีวิตนี้ก็ยังต้องผ่านไป ข้าคิดว่าในตอนแรกพี่ชายและพี่สะใภ้ของท่านย่อมเห็นด้วยที่จะส่งท่านมาเล่าเรียน ความจริงก็หวังว่าท่านจะสุขสบาย เพียงแต่ชีวิตเหนื่อยยากเกินไป พวกเขามองไม่เห็นความหวัง ดังนั้น…”
เขาปลอบใจหลิวเจี้ยนถง บอกว่าตนก็เคยเป็นแบบหลิวเจี้ยนถงที่มองไม่เห็นความหวังและรู้สึกสิ้นหวัง
สภาพสกุลจูของพวกเขาก็ไม่ใช่ว่าดีมาตั้งแต่เริ่ม
ยามที่เลวร้ายที่สุด คนในครอบครัวมีสิบกว่าปากท้อง แต่มีที่ดินเพียงไม่กี่หมู่ ราวกับชีวิตกำลังจะจบสิ้น
“ท่านไม่รู้หรอกว่าช่วงเวลานั้น พวกเราพี่น้องตั้งหลายคน แต่ที่นาของพ่อพวกเรามีเพียงไม่กี่หมู่ยังไม่พอแบ่งคนละหมู่เสียด้วยซ้ำ เป็นช่วงที่น่ากลัวนัก!”
“เพราะเหตุนี้เจ้าหกบ้านข้าจึง ‘หนีออกจากบ้าน’ จนตอนนี้ยังไม่มีข่าวคราว”
“เจ้าเจ็ดของบ้านพวกข้าเคยเป็น ‘ภาระ’ เพราะเขาทำไร่ไม่ได้ ทั้งยังทึ่มอยู่บ้าง ในอนาคตยังเกรงว่าแม้แต่ภรรยาก็คงหาไม่ได้”
……
อดีตที่ไม่น่าฟังเหล่านั้นค่อย ๆ ถูกเปิดเผยต่อหน้าหลิวเจี้ยนถง
หลิวเจี้ยนถงแทบไม่อยากจะเชื่อ “จะเป็นไปได้อย่างไร? ซุ่นเต๋อเป็นคนที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง แม้จะทึ่มไปสักหน่อยแต่ความจำก็ดีเลิศ สิ่งที่เขาเคยเรียนล้วนไม่เคยลืม ข้ายกย่องความสามารถในการจดจำของเขามาก หากข้ามีความสามารถเช่นเขา การสอบเสี้ยนซื่อครั้งนี้คงมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง”
“ท่านคิดมากเกินไปแล้ว เมื่อก่อนเจ้าเจ็ดไม่ได้เป็นเช่นนี้…” หากจูซานจะเล่าเรื่องน่าอายของน้องเจ็ดของตนคงไม่ค่อยดีนัก
สุดท้ายคำเรียกว่า ‘เจ้าทึ่ม’ ก็ต้องแพร่ออกไป ‘หลอกลวง’ ขุนนางผู้คุมสอบให้ไม่พอใจ เช่นนั้นใครจะกล้า? ทั้งยังกล้าถึงขนาดให้คนทึ่มไปสอบขุนนางระดับเคอจี่ ไม่กลัวว่าจะถูกตัดหัวหรือ?
เขาเพียงแสดงออกอย่างคลุมเครือว่าเพราะจูชีทึ่มตั้งแต่เด็ก ดังนั้นจึงมักถูกคนรังแก
พวกพี่ชายน้องชายเห็นเช่นนั้นก็มักจะกลุ้มใจ
“ท่านคงมองออกแล้วว่านอกจากท่องตำราเก่ง เรื่องการใช้ชีวิตเจ้าเจ็ดก็ค่อนข้างเลินเล่อ หากไม่ใช่เพราะข้าเฝ้าดูไว้ แม้แต่ตัวเองเขาคงยังดูแลไม่ได้” จูซานพูด “เรื่องนี้หากอยู่ในตระกูลที่ร่ำรวยก็ไม่เป็นปัญหา ให้สาวใช้หรือแม่นมคอยปรนนิบัติ แต่มาเกิดในสกุลที่ยากจนของพวกเราเช่นนี้ ตัวเองยังยุ่งกับงาน ใครจะมีเวลาดูแลเขาเล่า?”
หลิวเจี้ยนถงก็คิดเช่นนี้ แม้ว่าปกติจูซุ่นเต๋อจะเรียนหนังสือได้ แต่เมื่อปล่อยให้ใช้ชีวิตกลับรู้สึกว่า ‘ดูแลตัวเองไม่ได้’ อยู่บ้างจริง ๆ
หากไม่ใช่ว่าปกติมีจูซานดูแล ทั้งยังมีต้าเป่าและเอ้อร์เป่าคอยเฝ้าดู เกรงว่าเขาคงสร้างเรื่องน่าขบขันไม่น้อยแล้ว
มุมปากของหลิวเจี้ยนถงขยับเล็กน้อย เขายิ้มและกล่าวว่า “ซุ่นเต๋อยังโชคดีจริง ๆ แม้จะไม่ได้เกิดในสกุลที่ร่ำรวย แต่กลับพบกับพี่น้องที่ดีเช่นพวกเจ้าที่คอยช่วยเหลืออย่างดี หากไม่มีการดูแลของพวกเจ้า เขาก็ไม่อาจเป็นเช่นทุกวันนี้ที่สามารถอ่านออกเขียนได้ ทั้งยังเข้าร่วมการสอบขุนนางระดับเคอจี่ได้อีกด้วย”
จูซานโบกมือพลางพูดว่า “นี่ไม่ใช่คุณงามความดีของข้า เป็นแม่ของข้าต่างหาก ข่าวลือของแม่ข้า ไม่รู้ว่าท่านเคยได้ยินหรือไม่ หากท่านไปแถวบ้านพวกเราก็จะรู้ชื่อเสียงของแม่ข้า นั่นก็คือแม่คนหน้าเนื้อใจเสือ[2]”
หลิวเจี้ยนถงแปลกใจ มีใครพูดถึงแม่ตัวเองเช่นนี้ด้วยหรือ?
“คำพูดที่บัณฑิตเช่นพวกท่านใช้ก็คือหญิงปากร้าย ตราบใดที่เป็นเรื่องที่แม่ของข้าตัดสินใจไปแล้ว ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนไม่อาจคัดค้าน” จูซานเผยรอยยิ้มออกมา ทั้งยังเป็นรอยยิ้มที่มีความสุขและซับซ้อน “ยามที่แม่ข้าตัดสินใจว่าอยากส่งเจ้าเจ็ดมาเรียน แม้ทุกคนจะล้วนไม่เห็นด้วย แต่นางก็ยังทำ พวกเราไม่อาจไม่ร่วมมือ…”
หลิวเจี้ยนถง “…”
เช่นนั้นยามที่เจ้ามาทีแรก ไม่เต็มใจจริงหรือ?
ต่อมาจูซานก็เริ่มยกย่องแม่ของเขา เขาบอกว่าแม่ของเขาแม้จะมีชื่อเสียงภายนอกไม่ค่อยดี แต่สำหรับครอบครัวพวกเขาพูดได้ว่า แม่ของเขาราวกับ ‘ร่มเงาที่คอยปกป้อง’ ค้ำจุนทุกคนในบ้าน
เป็นเพราะมีแม่ของเขาอยู่ ครอบครัวพวกเขาจึงเป็นเช่นตอนนี้ที่นับวันยิ่งดี
เมื่อมองย้อนกลับไปถึงชีวิตที่ยากลำบาก ก็ไม่รู้สึก ‘ขมขื่น’ อีกแล้ว คิดเพียงว่าสวรรค์ให้ ‘บททดสอบ’ แก่พวกเขา
พวกเขาโชคดีกว่าคนที่ ‘หลบเลี่ยงความทุกข์ยาก’ พวกเขาผ่านความทุกข์อยากมาได้จนเริ่มมองเห็นความหวัง
[1] มือไม่มีแรงมัดไก่ หมายถึง คนที่อ่อนแอไร้กำลัง หรือไร้เรี่ยวแรง
[2] แม่คนหน้าเนื้อใจเสือ หมายถึง หญิงที่มีนิสัยดุร้าย