ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 638 อย่างแย่ที่สุดก็แค่นี้เอง
บทที่ 638 อย่างแย่ที่สุดก็แค่นี้เอง
หลิวเจี้ยนถงสังเกตว่าจูซานพูดอะไรไปมากมาย แต่สิ่งที่กล่าวถึงบ่อยครั้งมากที่สุดกลับเป็นคำว่า ‘ความหวัง’
เพราะมีความหวัง ความลำบากตรงหน้าจึงไม่ทำให้รู้สึกว่าลำบากอีกต่อไป กัดฟันอดทนเอาไว้ก็จะผ่านไปได้
สาเหตุที่พี่ชายกับพี่สะใภ้ของเขารู้สึกว่ายากจะอดทนต่อไปได้ เป็นเพราะพวกเขามองไม่เห็นความหวัง จึงรู้สึกสิ้นหวัง
จูซานพูดว่า “แม่ข้าบอกว่าอย่างแย่ที่สุดก็คือจูชีสอบไม่ผ่านกลับไปอยู่ที่บ้าน แต่แล้วอย่างไรเล่า? จูชีมีความจำเป็นเลิศ เขาสอบไม่ติดก็จริง แต่เขาได้เรียนรู้อะไรมากมาย กลับไปเปิดสำนักศึกษาในหมู่บ้าน หรือจะสอนหนังสือให้พวกหลาน ๆ แบบนี้ไม่ดีตรงไหน?”
“ที่บ้านมีพี่น้องหลายคน ถ้าทุกคนมีลูกสักสองคนก็มีเด็ก ๆ สิบกว่าคนเข้าไปแล้ว ถ้าจะไปเชิญอาจารย์มาสอนก็ต้องใช้เงินก้อนโต มิสู้ให้เจ้าเจ็ดสอนเองเสียเลย”
“แน่นอนว่านั่นเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด แต่ถ้าเจ้าเจ็ดสอบผ่านเล่า?”
“ถงเซิงหนึ่งคน ซิ่วไฉหนึ่งคน เท่านี้ก็มีประโยชน์ใหญ่หลวงต่อคนที่บ้านแล้ว ได้รับการยกเว้นไม่ไปเป็นแรงงานหลวงหลายปี เจ้าเจ็ดยังสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระให้คนอื่น”
……
เย่อวี๋หรานไม่ได้บอกแค่ด้านดีด้านเดียว แต่นางยกกรณีเลวร้ายที่สุดขึ้นมาด้วย ทว่า ‘อย่างแย่ที่สุดมันก็แค่นี้เอง’
หรือแค่จูชีไม่เรียนหนังสือ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องดูแลน้องชายของตัวเองแล้วงั้นรึ?
แทนที่จะรอให้ถึงเวลานั้นแล้วไม่มีใครเต็มใจดูแล ยังมิสู้อาศัยช่วงที่ยังมีเรี่ยวแรงปูทางให้จูชีล่วงหน้า พวกเขาก็จะได้ผ่อนปรนภาระได้อีกสักนิด
จูซานพูดต่อไปว่า “คนในครอบครัวเดียวกันก็ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เปิดใจรับซึ่งกันและกัน ถ้าเอาแต่คิดเล็กคิดน้อย คำนวณผลได้ผลเสีย นั่นก็ไม่ใช่คนในครอบครัวแล้ว แต่เป็นคนนอกเสียมากกว่า สาเหตุที่เรียกครอบครัวว่าครอบครัว ก็เพราะยามที่พวกเราได้รับความลำบากมาจากข้างนอก เจ็บปวดกลับมา ก็ยังมีคนในครอบครัวคอยช่วยเหลือ”
“สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้ เช่นนั้นจึงจะเรียกว่า ‘ครอบครัว’!”
หลิวเจี้ยนถงทวนซ้ำประโยคนั้นในใจ…สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้ เช่นนั้นจึงจะเรียกว่า ‘ครอบครัว’
เขาสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่เป็นนาน
คล้ายจะเข้าใจความหมายของจูซาน แต่ก็เหมือนกับว่ายังไม่เข้าใจ
ทางด้านจูชีอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสร็จก็เปิดประตูออกมาทันที “พี่สาม ข้าอาบน้ำเสร็จแล้ว ท่านรีบเข้ามาอาบต่อเถอะขอรับ น้ำยังอุ่นอยู่เลย…”
เขาคล้ายจะไม่ตระหนักว่าการให้คนอื่นมาอาบน้ำอุ่นที่ตนเองใช้อาบไปแล้วนั้นไม่เหมาะสม แต่ด้วยความร้อนใจ เห็นว่าน้ำที่แช่นั้นอุ่นสบาย จึงอยากให้จูซานได้อาบด้วยเหมือนกัน
จูซานยิ้มรับคำอย่างไม่ถือสา แล้วหันมากล่าวขออภัยต่อหลิวเจี้ยนถง
“ประเดี๋ยวข้าอาบเสร็จแล้ว ข้าจะให้เสี่ยวเอ้อร์มาเปลี่ยนน้ำร้อนให้ ท่านจะได้อาบเหมือนกัน”
หลิวเจี้ยนถงตอบ “ดีเหมือนกัน”
เดิมทีเขาอยากปฏิเสธ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เห็นท่าทางเช่นนั้นระหว่างพี่น้องสกุลจูทั้งสองแล้วกลับพูดคำปฏิเสธออกมาไม่ได้
เขาคิดว่าคงเป็นเพราะอิจฉาเกินไปกระมัง อิจฉาจนอยากหลอมรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา
ถ้าไม่ติดว่ามีคนอาบน้ำไปสองคน น้ำอาจเริ่มเย็นแล้ว เขาก็อยากบอกจริง ๆ ว่า ‘ไม่เป็นไร ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก ข้าอาบต่อเลยก็ได้’
ผมของจูชียังไม่แห้งสนิท เขานั่งเช็ดผมต่ออยู่หน้าประตูบนเก้าอี้ตัวเดียวกับที่จูซานนั่งก่อนหน้านี้
ทั้งยังหันมามองหลิวเจี้ยนถงตาปริบ ๆ ไม่รู้ว่ากำลังมองอะไรอยู่
“ทำไมเจ้ามองข้าแบบนั้น?” หลิวเจี้ยนถงยิ้มอย่างอดไม่ได้
เพราะในแววตาของจูชีแฝงไว้ด้วยความไร้เดียงสาอย่างเด็ก ๆ ที่ใครเห็นแล้วคงต้องนึกอิจฉา…นี่ต้องเลี้ยงมาอย่างประคบประหงมขนาดไหนกัน จึงสามารถรักษาจิตใจที่บริสุทธิ์เช่นนี้เอาไว้ได้?
“เมื่อครู่ท่านคุยอะไรกับพี่สาม?” จูชีถาม
“หืม?”
จูชีอธิบายว่า สายตาที่หลิวเจี้ยนถงมองเขากับพี่สามเมื่อครู่นี้ เหมือนตอนที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเห็นเนื้อไม่มีผิด แววตาเป็นประกายยิ่งนัก
หลิวเจี้ยนถง “…”
เกินจริงไปไหมนั่น?
จูชีส่ายหน้าอย่างซื่อ ๆ “ไม่เกินจริง เป็นความจริงต่างหาก”
“ข้า…พูดออกมาอย่างนั้นรึ?”
จูชีพยักหน้าอีกครั้ง
เอาเถอะ หลิวเจี้ยนถงไม่อาจปฏิเสธได้ เขาได้แต่พูดออกมาว่า “ข้ารู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเจ้าพี่น้องเหนียวแน่นดี น่าอิจฉามาก”
จูชีคลี่ยิ้มสดใส “แฮะ ๆๆ…นั่นแน่นอนอยู่แล้ว พวกข้าพี่น้องสนิทกันที่สุดแล้ว ข้าสนิทกับพวกหลาน ๆ ด้วยเหมือนกัน กับคนในครอบครัวก็สนิทมาก”
ครั้นเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่าย หลิวเจี้ยนถงก็พลอยยิ้มออกมาด้วยราวกับติดต่อกันได้อย่างไรอย่างนั้น
อยู่กับเขาแล้วสบายใจดีจริง ๆ!
โลกของจูชีใบเล็กยิ่งนัก เล็กจนสามารถรองรับได้เพียงคนในครอบครัวและตำราของเขา โลกของเขาบริสุทธิ์มากเช่นกัน บริสุทธิ์เสียจนหากเจ้าดีกับเขา เขาก็จะดีตอบเจ้าเป็นร้อยเท่าพันเท่า โลกของเขารู้จักพึงพอใจได้ง่ายมาก ง่ายดายถึงขั้นที่ว่า ต่อให้เป็นแค่แววตาปรารถนาดี เขาก็พร้อมจะตอบแทนเจ้าด้วยรอยยิ้มสดใส
เมื่อการสอบเสี้ยนซื่อสิ้นสุดลง กล่าวได้ว่าเป็นเวลาที่ทุกคนสามารถปลดปล่อย ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดเช่นกัน เพราะสามวันให้หลัง ผลการสอบก็จะประกาศออกมาแล้ว
หลังจากจูชี เสินกวงจี้ และคนอื่น ๆ เที่ยวเตร่ในตำบลอี้คังได้ไม่กี่วันก็ค่อย ๆ กังวลใจขึ้นมา
ข้าสอบได้ดีไหมนะ?
“ศิษย์พี่ ท่านว่าถ้าข้าสอบไม่ผ่าน พ่อข้าจะโกรธไหม?” เสินกวงจี้กระซิบปรึกษาจูชี
จูชีส่ายหน้า ตอบอย่างพาซื่อ “ข้าไม่รู้”
“แล้วแม่ท่านเล่า? แม่ของท่านจะโกรธไหม?”
จูชีส่ายศีรษะอีกครั้ง “ไม่ แม่ข้าบอกว่าถ้าปีนี้สอบไม่ผ่าน ปีหน้าค่อยสอบใหม่”
“ถ้าปีหน้ายังสอบไม่ผ่านเล่า?”
จูชีกะพริบตาปริบ ๆ ตอบว่า “ไม่เป็นไร ข้ากลับไปสอนหนังสือที่บ้านได้เหมือนกัน แม่ข้าบอกว่าต่อให้สอบไม่ผ่าน ข้าก็ยังมีวิชาติดตัว สามารถกลับไปเปิดสำนักศึกษาในหมู่บ้าน สอนหนังสือให้เด็ก ๆ ในหมู่บ้าน หรือสอนหนังสือให้พวกหลาน ๆ ก็ได้”
เขาภาคภูมิใจยิ่ง บอกว่าเขาเป็นคนสอนหนังสือให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า เห็นไหมว่าเขาสอนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าได้ดีเพียงใด
ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลใจเลยว่าจะสอนคนอื่นไม่ได้
เสินกวงจี้ “…”
อิจฉาชะมัด ทำอย่างไรดีล่ะทีนี้?
ไม่เหมือนเขา เขาเป็นลูกชายคนเดียวในบ้าน จะสอบผ่านหรือไม่ผ่านก็เป็นเรื่องของเขา
ในที่สุดก็มาถึงวันประกาศผลสอบ
วันนี้ที่โรงเตี๊ยมเริ่มคึกคักตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
ผู้ดูแลและเสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมก็ตื่นแต่เช้าตรู่ เตรียมการคอยท่าตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว รอที่จะได้แสดงความยินดี แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าแขกในโรงเตี๊ยมคนไหนจะสอบผ่าน แต่คนมากมายปานนั้น ก็น่าจะมีแขกของโรงเตี๊ยมที่สอบผ่านสักคนสองคนกระมัง?
การสอบเสี้ยนซื่อผ่านไปแล้ว แม้จะต้องผ่านการสอบฝู่ซื่ออีกสนามจึงจะได้เป็น ‘ถงเซิง’ แต่สามารถสอบผ่านรอบเสี้ยนซื่อไปได้ก็ถือว่าเป็นเกียรติอย่างหนึ่ง
เมื่ออาจารย์เสินพาจูชี เสินกวงจี้ หลิวเจี้ยนถง และศิษย์คนอื่น ๆ มาถึงสถานที่ประกาศผลสอบ ที่นั่นก็มีผู้คนแน่นขนัดแล้ว
“ดูท่าว่าพวกเราคงได้แต่เบียดเข้าไป” หลิวเจี้ยนถงมีสีหน้าจนปัญญา
“แล้วจะทำอย่างไร? หรือจะให้พวกเราเอาแต่ยืนมองจากข้างนอก?” เสินกวงจี้อายุน้อยที่สุด ตัวก็เล็กที่สุดเช่นกัน เขาเขย่งเท้าชะเง้อมองเข้าไปข้างใน นอกจากแผ่นหลังและศีรษะของคนอื่นแล้วก็ไม่เห็นอะไรอีก
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนว่า “เจ้าหน้าที่มาแล้ว! เจ้าหน้าที่มาแล้ว!”
คนทั้งหลายเบียดกันเข้าไปทันที
ตามด้วยเสียงของเจ้าพนักงานที่บอกให้ทุกคนออกไปยืนห่าง ๆ ถอยหลังไปหลายก้าว อย่ามาขวางทางพวกเขา
คนทั้งหลายถอยออกมาในคราวเดียว บ้างชนปะทะ บ้างเหยียบเท้ากันชุลมุนวุ่นวาย
มีเสียงคนกล่าวขออภัยดังอยู่เรื่อย ๆ “ขอโทษ!”
“ขออภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจ!”
“ถอยให้หน่อย! ถอยให้หน่อย!”
คนทั้งหลายถอยหลังอย่างต่อเนื่อง อาจารย์เสินกับพวกลูกศิษย์ยังถูกเบียดจนต้องถอยไปหลายก้าว