ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 639 ที่หนึ่งของเสี้ยนซื่อ
บทที่ 639 ที่หนึ่งของเสี้ยนซื่อ
“สถานการณ์ทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?” เสินกวงจี้คอยืดคอยาว เร่งให้หลิวเจี้ยนถงและคนอื่น ๆ ช่วยดู
แต่พวกหลิวเจี้ยนถงจะมองเห็นได้อย่างไร ศีรษะคนมากมายปานนั้น เพียงเห็นจากไกล ๆ ว่าพวกเจ้าพนักงานยืนทำอะไรบางอย่างอยู่หน้าป้ายประกาศ
“ไม่ต้องใจร้อน คงกำลังติดประกาศ ติดเสร็จก็ได้รู้ผลแล้ว” หลิวเจี้ยนถงพูด
“แต่ข้าใจร้อนนี่นา” เสินกวงจี้รบเร้า “พวกเขาติดเสร็จหรือยัง?”
“ยังเลย”
……
ผ่านไปครู่หนึ่ง คนทั้งหลายพลันเฮโลเข้าไป
“เสร็จแล้ว” หลิวเจี้ยนถงว่าแล้วก็เดินตามคนอื่นไปข้างหน้าเช่นกัน
เสินกวงจี้ จูชี และคนที่เหลือตามไปติด ๆ
น่าเสียดาย ข้างหน้ามีคนแน่นขนัด พวกเขาพยายามเบียดเข้าไปอย่างไรก็เข้าไปไม่ได้เสียที
ขณะนั้นเองก็ได้ยินเสียงคนอุทานด้วยความประหลาดใจว่า “อะไรกัน?! คนสอบได้ที่หนึ่งไม่ใช่…ไม่ใช่คุณชายเยี่ยนหรือเนี่ย?!”
“อะไรนะ?! เป็นไปไม่ได้ เจ้าดูผิดหรือเปล่า?” มีคนพยายามเบียดไปข้างหน้า “ถอยไป ให้ข้าดูหน่อย”
“อย่าเบียดสิ เหยียบคนอื่นแล้ว”
“โอ๊ย…”
คนผู้นั้นเบียดเข้าไปสำเร็จหรือไม่นั้นไม่อาจทราบได้ แต่เสียงอุทานที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องยืนยันว่าคนสอบได้ที่หนึ่งของรอบนี้ไม่ใช่เยี่ยนเหออันจริง ๆ แต่เป็นคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อนผู้หนึ่ง นามว่า จูซุ่นเต๋อ
“ใครคือจูซุ่นเต๋อ?”
“ไม่รู้จัก เจ้ารู้จักไหม?”
“ข้าก็ไม่รู้จักเหมือนกัน”
“คนผู้นี้เป็นใครกัน ถึงขั้นร้ายกาจกว่าคุณชายเยี่ยน ชิงที่หนึ่งไปได้?!”
……
พวกหลิวเจี้ยนถงยังเบียดเข้าไปไม่ถึงก็ได้ยินประโยคนี้ ทุกคนล้วนตื่นตะลึง
“อะไรนะ?! ที่หนึ่งคือใครนะ?” จูซานคุ้นเคยกับชื่อเต็มของจูชีดียิ่ง เขาเบียดไปข้างหน้าทันที “คนที่อยู่ข้างหน้า รบกวนท่านพูดอีกครั้งได้ไหมว่าใครสอบได้ที่หนึ่ง?”
ข้างหน้ามีคนตอบกลับมาว่า “จูซุ่นเต๋อ”
“ใช่จูซุ่นเต๋อจากหมู่บ้านสกุลจูในตำบลอันจิ่วหรือเปล่า?” ไม่เพียงแต่จูซาน กระทั่งอาจารย์เสินก็ยังอดพลุ่งพล่านใจขึ้นมาไม่ได้ ร้องถามมาเสียงดัง
เมื่อมีคนตอบว่า ‘ใช่’ ทุกคนพลันฮือฮา
โดยเฉพาะจูซาน เขาตื่นเต้นยินดีจนกระโดดโลดเต้น “เจ้าเจ็ด ได้ยินไหม เจ้าสอบผ่านแล้ว สอบผ่านแล้ว”
เขาปราดเข้ามาสวมกอดจูชีราวกับติดปีก
“ได้ยินไหม เจ้าเจ็ด คือเจ้า ที่หนึ่งของการสอบเสี้ยนซื่อ เจ้าสอบได้ที่หนึ่งแล้ว!”
“เจ้าได้ที่หนึ่งของอำเภอ!”
“เจ้าสอบผ่านแล้ว!”
……
ทันใดนั้น ดวงตาก็พลันแดงก่ำ
มารดาบอกไว้แต่แรกแล้วว่าจูชีมีความจำเป็นเลิศ แม้ยากจะสอบได้ซิ่วไฉ แต่ถงเซิงยังพอมีหวัง
แต่จูซานอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าน้องชายของเขาจะได้ความเพียงนี้ ลงสอบครั้งแรกก็สอบได้ที่หนึ่งของอำเภอ!
“ท่านพ่อ ท่านได้ยินไหมขอรับ ศิษย์พี่ซุ่นเต๋อสอบได้ที่หนึ่ง เขาได้ที่หนึ่งเชียวนะ!” เสินกวงจี้ก็ดีใจแทนจูชีด้วยเช่นกัน วิ่งไปถึงเบื้องหน้าบิดาด้วยความยินดีปรีดา “ท่านพ่อ ท่านได้ยินไหมขอรับ?”
หลิวเจี้ยนถงตะลึงอยู่ตรงนั้น ทั้งยินดีและกังวลใจในคราวเดียวกัน
เขาย่อมจะดีใจแทนจูชี ขณะเดียวกันก็กังวลใจแทนตัวเอง
จูชีเข้าสำนักศึกษามาคนสุดท้าย ลงสนามสอบครั้งแรกก็สอบได้ที่หนึ่งของอำเภอแล้ว ส่วนเขาเล่า?
เขาเข้าสำนักศึกษาตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ จวบจนตอนนี้ก็สิบปีเศษแล้ว ทว่า…
คิดถึงตรงนี้ก็พลันปวดใจ
หากมิใช่เพราะเบียดเข้าไปไม่ได้ เขาก็อยากเข้าไปเห็นด้วยตาตนเองเสียเดี๋ยวนั้นว่าบนประกาศมีชื่อของตนหรือไม่
คนรอบข้างได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็หันมองมาทางนี้
ใครบางคนร้องว่า “ที่หนึ่งของอำเภออยู่ทางนั้น”
วาจาประโยคนั้นดังขึ้นก็มีคนล้อมเข้ามามากมายกว่าเดิม
“อะไรนะ?! ที่หนึ่งของอำเภออยู่ที่นี่?”
“ไหนข้าขอดูหน่อย ข้าอยากเห็นเหมือนกันว่าเป็นใครที่มีความสามารถปานนี้ ถึงขั้นแย่งที่หนึ่งไปจากคุณชายเยี่ยนได้”
“ข้าก็อยากเห็นเหมือนกัน”
……
คนทั้งหลายเจ้าผลักข้า ข้าผลักเจ้า ไม่ทันไรตำแหน่งของพวกจูชีก็เปิดเผยออกมาต่อหน้าทุกคน
ขณะเดียวกัน เยี่ยนเหออันก็ได้ยินจากปากคนรอบข้างว่าตนเองไม่ใช่ที่หนึ่งของอำเภอ
ได้ยินดังนั้น เขาเองยังแทบไม่อยากเชื่อ “ไม่ใช่ข้า?!”
“เป็นไปได้อย่างไร?!”
“เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า?”
การตอบสนองอันดับแรกของเขาก็คือบอกให้บ่าวรับใช้ไปดูชื่อบนประกาศให้ชัดเจน ห้ามดูผิด
เขาเป็นถึงคุณชายเยี่ยนเชียวนะ ทำไมแค่ที่หนึ่งของอำเภอก็คว้ามาไม่ได้?
ทันใดนั้น ความเคลื่อนไหวของฝูงชนก็ชักนำสายตาของเขาไปทิศทางหนึ่ง
เขาสามารถมองเห็นผู้ชายที่ถูกคนอื่นกอดอยู่ได้ในทันที คนผู้นั้นก็คือจูชี
เขาสวมชุดคลุมยาวสีคราม เสื้อคอกลม สาบเสื้อป้ายทับมาทางขวา ชายแขนเสื้อและตามขอบเสื้อปักลายเมฆมงคลสีสดใส แขนเสื้อไม่แคบไม่กว้าง เป็นชุดบัณฑิตที่สุดแสนจะธรรมดาสามัญ
ทว่าองคาพยพบนใบหน้ากลับโดดเด่นไม่ธรรมดา ราวกับจันทร์สกาวโผล่ขึ้นพ้นขอบฟ้าบูรพา หว่างคิ้วฉายแววใสซื่อบริสุทธิ์
รอยยิ้มของเขาราวเด็กน้อยก็ไม่ปาน ไร้เดียงสาจนพาให้คนนึกเอ็นดู อดยิ้มตามไม่ได้
เขาคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างกับชายตรงหน้า รอยยิ้มบนใบหน้าขยายกว้างกว่าเดิม
“คุณชาย?”
เสียงเรียกเบา ๆ ของบ่าวรับใช้ดึงความสนใจของเยี่ยนเหออันคืนมา “ทำไมเจ้ายังยืนอยู่ตรงนี้? บอกให้เจ้าไปดูรายชื่อบนป้ายประกาศไม่ใช่รึ?”
บ่าวรับใช้อยากบอกเหลือเกินว่า ‘ไม่ใช่บ่าวไม่อยากไป แต่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน เรื่องนี้คงจริงแท้แน่นอนแล้ว…’
แต่เมื่อเห็นสายตาของเยี่ยนเหออัน เขาก็ไม่กล้าพูดมาก รีบรายงานแล้วถอยออกไป
คนจำนวนมากกรูเข้ามาหาอย่างกะทันหันทำให้จูชีตกใจยิ่งนัก ไม่รู้ว่าควรรับมืออย่างไร
โชคดีที่มีจูซานอยู่ข้าง ๆ อาศัยวาทศิลป์ของเขา ไม่ทันไรก็ทำให้ฝูงชนที่แห่เข้ามาสงบลงได้แล้ว บางคนอาจเพียงแค่สงสัยใคร่รู้ แต่ใช่ว่าจะมีเจตนาดีกันไปเสียทุกคน
เผชิญหน้ากับคนที่มีเจตนาแอบแฝงเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จูชีจะสามารถรับมือได้ แต่จูซานทำได้
เขาราวกับเป็นร่มคันใหญ่ที่คอยพิทักษ์คุ้มครอง ปกป้องจูชีที่ใสซื่อบริสุทธิ์เอาไว้ภายใต้ร่มเงาของตนเอง ไม่ยอมให้ใครมาสัมผัสแตะต้อง
จูชีก็รู้ความยิ่งนัก หลบอยู่หลังจูซานราวกับกระต่ายน้อยตัวหนึ่ง ใช้แววตาฉงนฉงายจ้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
เห็นจูชีที่เป็นเช่นนี้แล้วก็ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า คนแบบเขาเนี่ยนะสอบได้ที่หนึ่งของอำเภอ?
อย่าว่าแต่คนอื่น กระทั่งเยี่ยนเหออันเห็นแล้วก็ยังไม่อยากเชื่อ
ในโลกนี้มีคนที่ใสซื่อบริสุทธิ์เช่นนี้อยู่ด้วย?
เขาเสแสร้งทำหรือเปล่า?
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ เยี่ยนเหออันยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน มองประเมินจูชีไปพร้อมกับคนอื่น ๆ
จูชีไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้น คนที่ออกหน้าตั้งแต่ต้นจนจบคือจูซาน
เนื่องจากคนส่วนใหญ่แห่มาทางนี้ บริเวณหน้าป้ายประกาศจึงมีพื้นที่ว่าง
ไม่ได้ว่างไปเสียทั้งหมด แต่ถ้าคิดจะเบียดเข้าไปกลับง่ายกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
หลิวเจี้ยนถงลังเลเพียงครู่ สุดท้ายก็ตัดสินใจไปดูที่ป้ายประกาศ
แม้เขาจะอิจฉาความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องสกุลจู แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่คนสกุลจู
‘ไม่ใช่’ คำเดียว ก็ตอบได้ทุกอย่างแล้ว
เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าป้ายประกาศ เขาสามารถมองเห็นชื่ออันดับแรกได้ในทันที ซึ่งก็คือจูซุ่นเต๋อ
ถัดจากนั้นคือเยี่ยนเหออัน
ส่วนที่สาม…
กล่าวจากใจจริง เมื่อเขาเห็นชื่ออันดับแรก ในใจรู้สึกริษยาอยู่บ้าง
จะไม่ริษยาได้อย่างไรกัน?
ที่หนึ่งของอำเภอ นั่นคือที่หนึ่งของอำเภอเชียวนะ
ตามระเบียบของราชสำนักเซินถู หากไม่มีอะไรผิดพลาด ผู้สอบได้ที่หนึ่งของการสอบเสี้ยนซื่อจะถือว่าเป็น ‘ซิ่วไฉ’ ไปโดยปริยายโดยไม่จำเป็นต้องรอให้สอบผ่านรอบฝูซื่อและเยวี่ยนซื่อหลังจากนี้
อ้อ จริงสิ เขายังมีสิทธิ์ไปเรียนในเสี้ยนเสวียที่ดีกว่าเดิมอีกด้วย
เสี้ยนเสวียเป็นสถานศึกษาของรัฐที่ดำเนินการโดยราชสำนัก แต่เพราะเป็นสถานศึกษาระดับท้องถิ่นจึงเรียกว่า ‘เสี้ยนเสวีย’
หากผ่านการสอบฝู่ซื่อ เช่นนั้นก็จะเรียกสถานศึกษาของรัฐแห่งนั้นว่า ‘ฝู่เสวีย’
เสี้ยนเสวียเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบฝู่ซื่อให้แก่บัณฑิต ขณะที่ฝู่เสวียเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบเยวี่ยนซื่อ
ไม่เพียงเท่านี้ หากเป็นผู้มีผลการสอบยอดเยี่ยม ทางการยังช่วยอุดหนุนค่าอาหารการกิน เรียกว่า ‘ทุนสมทบผู้มีความเป็นเลิศ’
หากเป็นคนอื่นยังต้องสอบซุ่ยซื่อและเคอซื่อ*[1]อีกสองสนาม แต่จูชีสอบได้ที่หนึ่งในการสอบเสี้ยนซื่อ เขาจึงกลายเป็น ‘ปิ่งเซิง’*[2] ที่มีผลการสอบยอดเยี่ยมโดยไม่ต้องสงสัย ได้รับทุนสมทบผู้มีความเป็นเลิศไปโดยปริยาย
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หลิวเจี้ยนถงแทบหายใจไม่ออก
เขาจ้องรายชื่อบนป้ายประกาศตาไม่กะพริบ กระทั่งผ่านรายชื่อสิบอันดับแรกไปแล้วก็ยังไม่เห็นชื่อของตนเอง
[1] ซุ่ยซื่อ (岁试) และเคอซื่อ (科试) เป็นการสอบเลื่อนขั้นสำหรับซิ่วไฉ
[2] ซิ่วไฉแบ่งเป็นสามระดับ ได้แก่ ปิ่งเซิง (禀生) หรือ หลิ่นเซิง (廪生) คือซิ่วไฉที่สอบได้คะแนนสูงสุด รัฐจะสมทบค่าอาหาร (หรือสมทบข้าวสาร) ให้เป็นรายเดือน รองลงมาคือ เจิงเซิง (增生) (ไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐ) และสุดท้าย ฟู่เซิง (附生)