ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 640 ทุจริตในการสอบ
บทที่ 640 ทุจริตในการสอบ
ถ้าจูชีไม่ได้ที่หนึ่งของอำเภอ หลิวเจี้ยนถงคงไม่กล้าคาดหวัง แต่ทุกคนมีอาจารย์คนเดียวกัน กระทั่งจูชียังสอบได้อันดับดีถึงเพียงนี้ เขาที่เป็นศิษย์พี่ซึ่งเข้าเรียนมาก่อนหลายปีจะไม่มีโอกาสสอบติดสิบอันดับแรกเลยหรือ?
คนที่สอบติดสิบอันดับแรกของการสอบเสี้ยนซื่อไม่ได้ตำแหน่ง ‘ซิ่วไฉ’ มาโดยปริยายก็จริง เป็นเพียงเกียรติยศอย่างหนึ่ง ถึงเวลาสอบฝู่ซื่อก็ยังคงต้องเข้าร่วมการสอบ*[1]
สิบอันดับแรกไม่มี ยี่สิบอันดับแรกไม่มี สามสิบอันดับแรกก็ยังไม่มีชื่อของเขา…
หัวใจของหลิวเจี้ยนถงเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง
ตึกตัก
ตึกตัก
เนื่องจากเขตการปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งมีขนาดไม่เท่ากัน จำนวนคนที่แต่ละเขตสามารถเปิดรับคัดเลือกจึงไม่เท่ากัน โดยจะขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในเขตการปกครองนั้น ๆ และภาษีที่เก็บได้
ไม่ว่าจะเป็นตำบลอันจิ่วหรือตำบลอี้คัง เมื่อเทียบกับเมืองหลวงหรือตำบลขนาดใหญ่ทางฝั่งเจียงหนาน*[2]แล้วมีขนาดเล็กกว่ามาก จำนวนคนที่สามารถรับได้ย่อมมีไม่มาก
การสอบเสี้ยนซื่อแต่ละครั้ง หากสามารถรับได้หกสิบกว่าคนก็ถือว่าไม่เลวมากแล้ว
เมื่อหลิวเจี้ยนถงไล่มองรายชื่อคนสอบผ่านลงไปเรื่อย ๆ โอกาสที่เขาจะสอบผ่านก็น้อยลงทุกที
อาจารย์เสินพาเสินกวงจี้เบียดเข้ามาดูประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านด้วยเช่นกัน
ครั้นเห็นหลิวเจี้ยนถงยืนอยู่หน้าป้ายประกาศก็ถามอย่างใจร้อนว่า “เห็นชื่อของกวงจี้ไหม?”
“ไม่เห็น” น้ำเสียงของหลิวเจี้ยนถงไม่ใคร่ดีนัก
แต่เขาก็รู้สึกตัวอย่างรวดเร็ว รีบหันมาประสานมือขออภัยอาจารย์เสิน “ขอโทษขอรับ อาจารย์ ศิษย์…”
อาจารย์เสินเห็นท่าทางของเขาก็เข้าใจ ถอนหายใจแล้วยกมือขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นจึงกล่าวว่า “ไม่เป็นไร พวกเราดูกันเองเถอะ”
เสินกวงจี้อายุยังน้อย ไม่ได้คาดหวังอะไรมากอยู่แล้ว ดังนั้นหลังจากเสินกวงจี้ยืนยันว่าคนสอบได้ที่หนึ่งคือจูชี ก็ไปเริ่มดูรายชื่อจากอันดับสุดท้าย
ทันใดนั้น แววตาของเขาก็พลันสว่างวาบ “ศิษย์พี่หลิว! ท่านมาดูเร็วเข้า ท่านสอบติดแล้ว ท่านสอบติดแล้วขอรับ!…”
“ตรงไหน?!” หลิวเจี้ยนถงตื่นเต้นยินดี
“ตรงนี้ ท่านดูสิ ชื่อสุดท้ายเป็นชื่อของท่าน” เสินกวงจี้ชี้ให้ดู
หลิวเจี้ยนถงมองตามนิ้วมือของเขาแล้วก็เห็นชื่อที่คุ้นเคย…หลิวเจี้ยนถง
น้ำตาพลันรื้นขอบตา “อาจารย์เสิน ศิษย์ไม่ได้ทำให้ทุกคนผิดหวัง สอบติดแล้ว…”
“ยินดีด้วย!” อาจารย์เสินตะลึงไปเล็กน้อย
ถ้าหลิวเจี้ยนถงยังสอบได้อันดับสุดท้าย เสินกวงจี้ลูกชายของเขาก็คง…
ความจริงเขาเตรียมใจเอาไว้ตั้งแต่ก่อนการสอบเคอจวี่แล้ว
เสินกวงจี้อายุยังน้อย จะสอบไม่ติดก็ไม่แปลก ถือว่ามาเอาประสบการณ์
แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินว่าศิษย์คนหนึ่งสอบได้ที่หนึ่งของการสอบเสี้ยนซื่อโดยไม่คาดฝัน ทำให้เขาอดจะตั้งความหวังไม่ได้…กระทั่งซุ่นเต๋อยังสอบได้ที่หนึ่ง ไม่แน่ว่ากวงจี้อาจโชคดีก็ได้?
น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วตอนจบก็ไม่ได้สมบูรณ์พร้อม
สำนักศึกษาสกุลเสินส่งลูกศิษย์มาเข้าร่วมการสอบห้าคน มีเพียงจูชีกับหลิวเจี้ยนถงสองคนที่สอบผ่าน คนหนึ่งได้ที่หนึ่ง อีกคนได้ที่สุดท้าย
“ศิษย์พี่หลิว ท่านก็สอบติดเหมือนกัน? เยี่ยมไปเลย ข้าจะได้มีเพื่อนแล้ว ยินดีด้วยขอรับ!” ความคิดของจูชีไม่ซับซ้อน เมื่อได้ยินข่าวดีเช่นนี้ก็แสดงความยินดีกับหลิวเจี้ยนถงอย่างดีอกดีใจ
หลิวเจี้ยนถงมองใบหน้ายิ้มแย้มของอีกฝ่ายแล้วก็อดจะยิ้มตามไม่ได้ “ซุ่นเต๋อ ข้าสอบติดกับเจ้าสอบติดไม่เหมือนกันหรอกนะ”
“หา ไม่เหมือนกันตรงไหนขอรับ?” จูชีไม่เข้าใจ
อาจารย์เสินยิ้มตอบกับลูกศิษย์ “ย่อมไม่เหมือนกัน เจ้าได้ที่หนึ่งของการสอบเสี้ยนซื่อ ตามหลักแล้ว เจ้าถือว่าเป็นซิ่วไฉโดยไม่ต้องผ่านการสอบฝูซื่อและเยวี่ยนซื่อ”
จูชีกะพริบตาด้วยความไม่อยากเชื่อ “หมายความว่า ข้าเป็นซิ่วไฉแล้วหรือขอรับ?!”
ไม่น่าเชื่อ?!
เขาแค่อยากเป็นถงเซิง แต่ตอนนี้กลับได้เป็นซิ่วไฉแล้ว?!
เขาฝันไปใช่ไหม?
จูชีที่ยังเชื่อไม่ลงรีบบอกให้จูซานหยิกตัวเองทันที
จูซานหยิกตัวเองหนึ่งที
“ทำไมไม่เจ็บเลยล่ะ?” จูชีสงสัย “เป็นความฝันจริง ๆ ด้วย ข้าว่าแล้วเชียว จะมีเรื่องดีแบบนี้ได้อย่างไร…”
“ซี้ด…” จูซานสูดลมหายใจอย่างเจ็บปวดแล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้หยิกเจ้า ข้าหยิกตัวเองต่างหาก”
จูชีรีบเป่าให้อีกฝ่าย
อาจารย์เสินเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา
แต่ใครก็ตามที่ได้ยินข่าวดีเช่นนี้ก็คงต้องตกใจเป็นธรรมดาไม่ใช่หรือ?
ตอนแรกเขาก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าตนเองจะมีลูกศิษย์ที่สอบได้ที่หนึ่ง จึงไม่ได้บอกเรื่องนี้เอาไว้
แต่มาพูดตอนนี้ก็ไม่นับว่าสายเกินไป
“ฮ่า ๆๆๆ…ข้าเป็นซิ่วไฉแล้ว ข้าเป็นซิ่วไฉแล้ว…”
“พี่สาม ท่านได้ยินไหมขอรับ ข้าเป็นซิ่วไฉแล้ว!”
“ท่านแม่ต้องดีใจมากแน่ ๆ!”
……
จูชีลิงโลดยินดี
จูซานพยักหน้า “ใช่แล้ว ท่านแม่จะต้องดีใจมากแน่นอน”
ไม่ใช่แค่ท่านแม่ แต่ทุกคนในครอบครัวก็คงจะดีใจเช่นกัน
เพราะ ‘ความฝัน’ ของท่านแม่เป็นจริงล่วงหน้า ชีวิตความเป็นอยู่ของสกุลจูมีแต่จะดีขึ้นกว่าเดิม
หลังจากประกาศผลสอบได้ไม่นานก็จะมีเจ้าหน้าที่มาแสดงความยินดีถึงที่พัก
ในโอกาสเช่นนี้จำเป็นต้องให้ซองแดง
อาจารย์เสินและเหล่าศิษย์ไม่มีใครคาดคิดว่าในหมู่พวกเขาจะมีคนสอบได้ที่หนึ่ง จึงไม่มีใครเตรียมซองแดงเอาไว้
ไม่เพียงเท่านี้ ตอนที่เจ้าหน้าที่ตีฆ้องร้องป่าวมาถึง พวกเขายังคงอยู่ข้างนอก กลับมาที่โรงเตี๊ยมไม่ทัน
สุดท้ายเป็นเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมที่อยากมีส่วนร่วมแสดงความยินดีด้วยจึงนำซองแดงออกมาแจกจ่าย แล้วร้องบอกให้เสี่ยวเอ้อร์ไปหาคน เรื่องนี้จึงผ่านไปได้ด้วยดี
แน่นอนว่าหลังจากนั้นจูซานก็กัดฟันยืมเงินจากคนอื่น ๆ เพื่อนำมาคืนให้อีกฝ่าย
“ไม่ได้หรอก เถ้าแก่ เงินค่าห้องท่านก็ยกเว้นให้แล้ว เงินนี้อย่างไรท่านก็ต้องรับไว้ ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับว่าสกุลจูของข้าเอาเปรียบท่าน กลับไปแล้วข้าก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร”
“ท่านไม่รู้ว่าแม่ข้าเป็นคนอย่างไร ถ้านางรู้เข้าคงตีขาสุนัขของข้าหักแน่”
“เถ้าแก่ ท่านอย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย เห็นแก่ข้า รับไว้เถอะขอรับ”
……
คนเขาไม่ยอมรับ จูซานก็พยายามหาข้ออ้างคืนเงินให้เขาไปจนได้
แต่เขาไม่ได้ยืนกรานจ่ายค่าห้อง ถึงอย่างไรอีกฝ่ายเพียงแต่อยากร่วมแสดงความยินดี ย่อมไม่อาจหักหาญน้ำใจไม่ปล่อยให้คนอื่นร่วมแสดงความยินดีด้วยเลยกระมัง?
ไม่มีเหตุผลให้ทำเช่นนั้น
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็ดีใจมากเช่นกัน เปิดโรงเตี๊ยมมาตั้งหลายปี คิดไม่ถึงว่าจะมีที่หนึ่งของอำเภอมาพักในโรงเตี๊ยมของเขา?!
สวรรค์!
ถ้าเรื่องนี้ลือออกไปข้างนอก ปีหน้าเขาคงต้องหนักใจว่าห้องไม่พอเป็นแน่แท้
ในช่วงใกล้สอบแบบนั้น คนเรียนหนังสือคนไหนจะไม่แสวงหาสิ่งที่เป็นมงคลกันบ้างล่ะ?
โรงเตี๊ยมของเขาเคยมีคนสอบได้ที่หนึ่งของเสี้ยนซื่อมาพักเชียวนะ ยังเป็นมงคลไม่พออีกรึ?
ดังนั้น การที่เขายกเว้นค่าห้องของจูชีและสหาย เป็นการกระทำเพื่อหวังผลระยะยาว
“แหะแหะ! ไม่ทราบว่าข้าจะรบกวนให้ที่หนึ่งของอำเภอท่านนี้ช่วยเขียนลายมือทิ้งเอาไว้ให้ร้านเล็ก ๆ ของข้านำมาแขวนประดับร้านเพื่อความเป็นสิริมงคลสักหน่อยจะได้หรือไม่?”
เถ้าแก่ขอมาเช่นนี้ จูซานย่อมไม่ปฏิเสธ จึงให้จูชีเขียนคำว่าสิริมงคล
กล่าวกันตามตรง หากจะบอกว่าลายมือของจูชีงดงามก็คงไม่ถึงขั้นนั้น แต่มีจุดเด่นที่ความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ขณะเดียวกัน มีคนแอบไปยุแยงอยู่หน้าที่ว่าการ บอกว่าคนที่เอาชนะคุณชายเยี่ยนได้ที่หนึ่งของอำเภอไปครองผู้นั้นจะต้องทุจริตการสอบเป็นแน่ คนอื่นเรียนมาสิบปี เจ้าหนุ่มคนนั้นเรียนมาแค่ปีสองปี จะมีพรสวรรค์แค่ไหนก็ไม่อาจร้ายกาจถึงขั้นนั้น…
“คุณชายเยี่ยนคือใครกัน? เขาเป็นคนเก่งของตำบลอี้คังของพวกเราเชียวนะ ทุกคนได้ประจักษ์ต่อความสามารถของเขาแล้ว เป็นว่าที่จ้วงหยวนหลาง*[3]”
“จูซุ่นเต๋อเป็นใครมาจากไหน?”
“ก็แค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง เรียนหนังสือมาสักกี่ปีเชียวถึงจะมาเอาชนะคุณชายเยี่ยน ชิงที่หนึ่งไปได้?”
“เขาจะต้องรู้ข้อสอบมาล่วงหน้า ทุจริตการสอบเป็นแน่”
……
การทุจริตในการสอบเป็นเรื่องต้องห้ามของราชสำนัก
เมื่อมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในการสอบเคอจวี่ มีครั้งไหนที่ไม่มีการนองเลือดเกิดขึ้นบ้าง?
เมื่อมีคนเอ่ยวาจาข้างต้นขึ้นมาก็สามารถดึงดูดความสนใจของขุนนางทั้งหมดที่อยู่บริเวณนั้นได้ในทันที
ไม่กระมัง?!
อะไรนะ!
ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ซวยแล้ว!
[1] คนที่สอบติดสิบอันดับแรก (บางครั้งก็สามสิบอันดับแรก) ในการสอบเคอจวี่แต่ละสนาม ในการสอบรอบถัดไปจะได้นั่งสอบต่อหน้าขุนนางผู้คุมสอบ และกระดาษคำตอบของพวกเขาจะถูกตรวจพิจารณาเป็นอันดับแรก ๆ ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะเข้าตากรรมการมากกว่าคนอื่น ขณะเดียวกัน การตรวจก็จะเข้มงวดกว่าคนอื่นเช่นกัน สิทธิพิเศษเช่นนี้เรียกว่า ‘提坐堂号’
[2] เจียงหนาน (江南) หมายถึง บริเวณตอนล่างของแม่น้ำฉางเจียง
[3] จ้วงหยวนหลาง (状元郎) หมายถึง คนที่สอบได้ที่หนึ่งในการสอบรอบสุดท้าย (การสอบหน้าพระที่นั่งหรือเตี้ยนซื่อ) ของการสอบเคอจวี่