ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 642 ยืดเยื้อต่อไปไม่เป็นการดี
บทที่ 642 ยืดเยื้อต่อไปไม่เป็นการดี
เยี่ยนเหออันหันหน้ามาถาม “เจ้าว่าอะไรนะ?”
“แฮ่ก ๆๆ…” อาโม่ยืนตัวตรง หายใจเข้าลึกแล้วเอ่ยว่า “คุณชาย เมื่อครู่นี้มีคนมารายงานว่ามีคนไปร้องเรียนกับใต้เท้านายอำเภอว่าที่หนึ่งของเสี้ยนซื่อทุจริตในการสอบ ตอนนี้กำลังพิจารณาคดีอยู่ขอรับ”
“บ่าวว่าเรื่องนี้เป็นไปได้มากทีเดียว ท่านคือใคร ท่านคือคุณชายเยี่ยนเชียวนะ ถ้าแม้แต่ท่านยังไม่ได้ที่หนึ่งของเสี้ยนซื่อ แล้วใครยังจะสอบได้?”
“บ่าวว่าเขาจะต้องโกงแน่ ๆ!”
“ตอนนี้ประเสริฐนัก รอให้นายอำเภอตัดสินคดีเสร็จ ที่หนึ่งของเสี้ยนซื่อก็จะตกเป็นของท่านแล้ว ดูซิว่าต่อไปพวกคุณหนูทั้งหลายจะกล้าดูถูกคุณชายอีกไหม…”
……
“อาโม่!” เยี่ยนเหออันขมวดคิ้วน้อย ๆ ตำหนิเสียงเบา “คำพูดพวกนี้เจ้าพูดได้อย่างนั้นรึ?”
อาโม่รีบหุบปาก ยอมรับความผิดแต่โดยดี “ขออภัยขอรับ คุณชาย บ่าวไม่ได้ตั้งใจ บ่าวดีใจเกินไปก็เลย…”
“พอแล้ว! คำพูดแบบนี้อย่าเอาไปพูดกับคนนอก เข้าใจไหม? จะพูดอย่างไรพวกนางก็เป็นเจ้านาย ถ้าท่านพ่อ ท่านแม่ หรือท่านย่าของข้า ไม่ว่าใครคนใดมาได้ยินเข้า เจ้าคิดว่าเจ้ายังจะยืนอยู่ตรงนี้ได้อีกงั้นรึ?” เยี่ยนเหออันตำหนิอาโม่ยกใหญ่
ถึงอย่างไรอาโม่ก็ติดตามเขามานานหลายปี เขาไม่หวังให้อีกฝ่ายต้องมาเกิดเรื่องเพราะเหตุเล็กน้อยเช่นนี้
“ขอรับ บ่าวผิดไปแล้ว” อาโม่ยอมรับผิดอีกครั้ง
“ไป พวกเราไปดูกันเถอะ”
“ไปไหนขอรับ?”
“เจ้าบอกว่าตอนนี้นายอำเภอกำลังพิจารณาคดีไม่ใช่รึ? พวกเราไปดูกันเถอะ”
“ขอรับ!” อาโม่ตามไปด้วยความยินดี
เขาบ่นไปตลอดทางว่าที่หนึ่งของเสี้ยนซื่อต้องตกเป็นของเยี่ยนเหออันอย่างไม่ต้องสงสัย เจ้าคนแซ่จูอะไรนั่นมีแต่จะต้องถอยทางให้
เยี่ยนเหออันยังเยาว์วัยไร้ประสบการณ์ คนข้างกายยกยอตนเองเช่นนี้ เขาย่อมดีใจเป็นธรรมดา
แต่เป็นเรื่องจริงหรือที่คนผู้นั้นทุจริตในการสอบ?
เขาอดจะย้อนนึกไปถึงเด็กหนุ่มที่ได้เห็นในวันนั้นไม่ได้…ดวงตาไร้เดียงสาราวเด็กน้อย บริสุทธิ์กระจ่างใสจนเห็นก้นบึ้ง
คนที่มีดวงตาเช่นนั้นจะทำเรื่องแบบนี้ออกมาได้?
เยี่ยนเหออันถึงอย่างไรก็เชื่อไม่ลง
เขาไม่รู้เหมือนกันว่าเขาควรอยากให้อีกฝ่ายทุจริตในการสอบ หรือควรเชื่อว่าอีกฝ่ายถูกคนใส่ร้ายกันแน่?
“คุณชาย คุณชาย ท่านไปผิดทางแล้วขอรับ ประตูใหญ่ของจวนอยู่ทางนี้…” อาโม่กำลังพูดอยู่ก็สังเกตว่าเจ้านายของตนเดินไปผิดทางเสียแล้วจึงรีบคว้าตัวคนเอาไว้
เยี่ยนเหออันค่อยพบว่าตนเองเดินมาผิดทางจึงรีบวกกลับมา
ตอนที่พวกเขาไปถึง นอกที่ว่าการมีคนมามุงอยู่เต็มไปหมด
ขณะที่อาโม่เดินนำเยี่ยนเหออันเบียดเข้าไปข้างใน ไม่รู้ว่ามีใครจดจำเขาได้ จึงตะโกนขึ้นมาว่า “คุณชายเยี่ยน เป็นคุณชายเยี่ยน คุณชายเยี่ยนมาแล้ว”
“หา เป็นคุณชายเยี่ยนจริง ๆ?”
“คุณชายเยี่ยน ท่านก็มาดูเจ้าคนขี้โกงคนนั้นเหมือนกัน?”
……
เยี่ยนเหออันที่ถูกคนรุมถามพลันรู้สึกว่าตนเองคิดผิดเสียแล้ว
เขาไม่น่าฟังอาโม่แล้วมาที่นี่ด้วยตัวเองเลย แต่ควรไปนั่งรอในโรงน้ำชาสักแห่ง แล้วส่งคนมาสังเกตการณ์แทนมากกว่า
ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า ทุกคนล้วนมาดูนายอำเภอพิจารณาคดี ตอนนี้ใคร ๆ ต่างก็รุมล้อมเข้ามาหาเขา
ภายในศาล นายอำเภออวี้หงซิ่นเบิกตัวอาจารย์เสินกับลูกศิษย์แล้ว
“ใต้เท้านายอำเภอ คนอื่นข้าไม่กล้าพูด แต่ถ้าเป็นซุ่นเต๋อ ข้ากล้าเอาศีรษะเป็นประกัน เขาไม่ใช่คนที่จะทุจริตในการสอบอย่างแน่นอน” อาจารย์เสินเดินออกมาข้างหน้า แสดงคารวะต่อนายอำเภออวี้หงซิ่นขณะกล่าวอย่างจริงจัง
คนอื่น ๆ ก็ทยอยรับประกันให้จูชี
ขณะที่ฝ่ายโจทก์โวยวายมาจากอีกฝั่งว่า พวกเขาเป็นพวกเดียวกัน ย่อมจะปกป้องกันเองอยู่แล้ว
เขายืนกรานให้ใต้เท้านายอำเภอถามว่า คนแซ่จูผู้นั้นเข้าสำนักศึกษาตั้งแต่ตอนไหน ไม่ใช่อัจฉริยะเสียหน่อย เขาจะสอบได้ดีขนาดนี้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ แค่นี้ได้อย่างไร?
คุณชายเยี่ยนแห่งตำบลอี้คังยังเสียที่หนึ่งให้กับอีกฝ่าย
……
เรื่องนี้เต็มไปด้วยประเด็นชวนเคลือบแคลงสงสัย อย่าว่าแต่ฝูงชนที่อยู่นอกศาล กระทั่งนายอำเภออวี้หงซิ่นที่นั่งอยู่บนบัลลังก์พิจารณาคดียังประหลาดใจ
ระหว่างการสอบ เขาหยุดยืนอยู่หน้าห้องสอบของจูชีหลายครั้ง พบว่าเด็กคนนี้จดจ่ออยู่กับการทำข้อสอบ ตวัดพู่กันเขียนอย่างลื่นไหลประหนึ่งมีเทพยดาช่วยเหลือ
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ เขาก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ทุจริตในการสอบ
เพราะนอกจากการลักลอบนำโพยเข้ามาแล้ว ยังสามารถท่องคำตอบของข้อสอบที่ได้รู้มาล่วงหน้าโดยวิธีทุจริตได้อีกด้วย
เขาหันไปถามจูชี “จูซุ่นเต๋อ เจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่?”
ก่อนจะเข้ามาในศาล จูชีถูกกำชับมาแล้วว่าก่อนจะตอบคำถามของนายอำเภอแต่ละครั้งจะต้องแสดงคารวะเสียก่อน
ถ้ารู้ค่อยตอบ ไม่รู้ก็คือไม่รู้ ตอบไปตามความจริงก็พอแล้ว
ด้วยเหตุนี้ จูชีที่ไม่รู้ว่าควรตอบอะไรดีจึงพูดว่า “เรียนใต้เท้านายอำเภอ ข้าน้อยไม่มีอะไรจะพูดขอรับ”
อาจารย์เสินและคนอื่น ๆ ได้ยินเช่นนั้นก็ทราบว่าแย่แล้ว พูดแบบนี้มิเท่ากับว่าเขาไม่คิดจะอธิบายแล้วไม่ใช่หรือ?
ไม่อธิบายก็เท่ากับยอมรับผิดน่ะสิ?
ด้านนอกส่งเสียงฮือฮาอึงอล
“ไม่จริงน่า เขายอมรับผิดแล้ว?”
“อะไรนะ!?”
“เป็นเรื่องจริงหรือเนี่ย!”
……
จูซานก้าวออกมาอย่างเร่งร้อน โขกศีรษะหนึ่งคราแล้วพูดว่า “ใต้เท้านายอำเภอ โปรดอนุญาตให้ข้าน้อยพูดอะไรสักคำ น้องเจ็ดของข้าน้อยมีนิสัยเรียบง่ายไม่ซับซ้อนตั้งแต่เด็ก กระทั่งถูกคนเข้าใจผิดว่าเป็นคนสมองทึ่ม มักแอบรังแกเขาตอนอยู่ตามลำพังเป็นประจำ ข้าน้อยขอบังอาจขอร้องใต้เท้าถามคำถามง่าย ๆ กับเขา เช่นว่าเขาเข้าเรียนตั้งแต่เมื่อไหร่ ร่ำเรียนอย่างไร…ได้โปรดอย่าให้เขาให้การปกป้องตัวเองเลยขอรับ”
อาจารย์เสินก้าวออกมาอธิบายเพิ่มเติมว่า ลูกศิษย์ของเขาผู้นี้เป็นพวกหนอนตำรา ปกติเวลาเรียนจะให้ท่องจำเป็นหลัก กอปรกับเพิ่งเข้าเรียนได้ไม่นาน จึงยังไม่ได้สอนการวิพากษ์ให้
เรื่องนี้คนในสำนักศึกษาสกุลเสินล้วนทราบดี หากใต้เท้านายอำเภอไม่เชื่อ ลองถามสักคนก็จะได้คำตอบเอง
ผู้ร้องเรียนประท้วงว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องไร้สาระหรอกหรือ? เขามาจากสำนักศึกษาสกุลเสิน ถ้าเขาทุจริตในการสอบ เจ้าคิดว่าพวกเจ้าทั้งสำนักจะรอดไปได้อย่างนั้นรึ? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าก็คงจะเตรียมพูดไปในทางเดียวกัน ไม่ยอมรับเรื่องนี้แล้วล่ะสิ”
“อีกอย่าง พวกเจ้าก็พูดเองว่าจูซุ่นเต๋อผู้นี้เป็นหนอนตำรา เทียบคุณชายเยี่ยนที่มีพรสวรรค์รอบด้านไม่ได้สักกระผีก แล้วจะเอาชนะคุณชายเยี่ยนได้ที่หนึ่งของการสอบเสี้ยนซื่อไปครองได้อย่างไร?”
“แค่ฟังก็รู้แล้วว่ามีปัญหา”
……
แล้วหันไปเกลี้ยกล่อมนายอำเภออวี้หงซิ่นว่า อย่าปล่อยให้คนลวงโลกพวกนี้หลอกลวงเอาได้
นายอำเภออวี้หงซิ่นอารมณ์ไม่ดีอย่างยิ่ง เพราะก่อนที่จะเบิกตัวพวกอาจารย์เสินออกมา เขาเชื่อจริง ๆ ว่าที่หนึ่งของอำเภอที่เขาเลือกมาเองกับมือนั้นไม่มีทางทุจริตในการสอบเป็นอันขาด
แต่เมื่อเวลาพิจารณาคดีทอดยาวออกไป ฝ่ายโจทก์มีฝีปากคมคาย จำเลยกลับเป็นพวกโง่งม พูดจาไม่เป็น
ความห่างชั้นใหญ่หลวงเช่นนี้ยิ่งทำให้เขานึกเสียใจ…เขาคงไม่ได้มาจบสิ้นเพราะเรื่องนี้หรอกนะ?
“ใต้เท้านายอำเภอ โปรดอนุญาตให้ข้าน้อยให้การแทนน้องเจ็ดด้วยเถอะขอรับ น้องเจ็ดของข้าน้อยเข้าศึกษาตั้งแต่ตอนนั้นจริง บัดนี้ก็เพียงแต่…” จูซานอธิบาย “ข้าน้อยยอมรับว่าน้องเจ็ดไม่ได้ฉลาดเฉลียวเท่าคุณชายเยี่ยนที่มีพรสวรรค์รอบด้าน แต่น้องชายของข้าน้อยก็มีความสามารถที่คนอื่นไม่มีเช่นกัน”
เขาไม่ได้หันหน้าไปทางนายอำเภออวี้หงซิ่นอีก แต่หันหน้ากลับมาหาจูชี
“น้องเจ็ด พี่สามถามอะไรเจ้าสักเล็กน้อย เจ้าตอบข้ามาตามความจริง เข้าใจไหม?” เขาทราบว่าไม่อาจปล่อยเช่นนี้ต่อไปได้อีก
น้องเจ็ดของเขามีนิสัยทึ่มทื่อโดยกำเนิด แก้ตัวไม่เป็น ใต้เท้านายอำเภอก็ไม่ยอมถามอะไรเสียที ยิ่งเวลาผ่านไป สถานการณ์ก็ยิ่งแปรเปลี่ยนไปในทิศทางของฝ่ายฟ้องร้องมากขึ้นทุกที
ถ้าไม่รีบพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปเช่นนี้ เกรงว่าถึงตอนท้ายก็ยิ่งอธิบายได้ไม่ชัดเจนแล้ว
จูชีเงยหน้าขึ้นมา ผงกศีรษะอย่างซื่อ ๆ “ได้ พี่สาม ท่านถามเถอะ”