ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 653 ความสงสัยของจูซาน
บทที่ 653 ความสงสัยของจูซาน
อาจารย์เสินนึกว่าตนเองทำให้ภรรยาถอดใจได้แล้ว คิดไม่ถึงว่านางจะพูดขึ้นมาอีก “ไม่ได้เป็นขุนนางก็ไม่เห็นจะเป็นไร มีจวี่เหรินมาสอนหนังสือให้สักคน สำนักศึกษาของพวกเรายังต้องกลัวว่าจะไม่มีลูกศิษย์อีกหรือ? อีกอย่าง เขาอาศัยอยู่ในเรือนของพวกเรา พวกเราก็ไม่ต้องกังวลว่าลูกสาวออกเรือนไปอยู่ที่อื่นแล้วจะถูกคนเขารังแก”
นางบอกว่า นางไม่เชื่อหรอกว่าจูซุ่นเต๋อมาอยู่ใต้เปลือกตาของนางเช่นนี้แล้วยังจะกล้ารังแกลูกสาวของนางอีก?
เสินฮูหยินยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเหมาะสม แทบอยากให้อาจารย์เสินไปทาบทามเสียเดี๋ยวนั้น
แต่อาจารย์เสินไม่เห็นด้วย เขาส่ายศีรษะ “เจ้าไม่รู้สถานการณ์ของซุ่นเต๋อ นอกเสียจากเขาจะพบโอกาสพลิกผัน ไม่อย่างนั้นก็คงหยุดชะงักอยู่เพียงเท่านี้แล้ว”
“จะเป็นไปได้อย่างไร เขาเป็นเสี้ยนอั้นโฉ่ว*[1]เชียวนะ?” เห็นได้ชัดว่าเสินฮูหยินไม่เชื่อ
อาจารย์เสินจำต้องเล่าสถานการณ์คร่าว ๆ ของจูชีให้ภรรยาฟังอย่างเลี่ยงไม่ได้
เขามีพรสวรรค์น่าตะลึงก็จริง แต่ความน่าตะลึงนี้มาจาก ‘ความสามารถในการจดจำ’ ของเขา ทว่ากลับอ่อนด้อยในด้านการแต่งกวีและวิพากษ์นโยบายการปกครอง
“ซุ่นเต๋อเด็กคนนี้ เจ้าก็เคยเห็นมาแล้ว เจ้าไม่รู้สึกว่าเขามีความใสซื่อไร้เดียงสาเกินไปบ้างหรือ?” อาจารย์เสินพูด “ตอนที่เจ้าเจอหน้าเขา เจ้าพูดไว้อย่างไร ยังจำได้ไหม?”
“ออกจะซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ อยู่บ้าง แต่บัณฑิตอย่างพวกท่านก็เป็นเช่นนี้กันหมดไม่ใช่รึ?” เสินฮูหยินไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องแปลกตรงไหน
อาจารย์เสินส่ายหน้า “ไม่หรอก ถ้าบัณฑิตล้วนซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ กันทุกคนแล้วจะวิพากษ์นโยบายการปกครองได้อย่างไร? เรื่องแบบนี้ต้องใช้สมอง เฉลียวฉลาดมากพอ เจ้าจึงจะสามารถคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีได้…”
เขาชี้ว่าจูชี ‘ทื่อ’ เกินไป นอกเสียจากจะค้นพบโอกาส ไม่อย่างนั้นด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันแล้วก็คงได้เพียงเท่านี้
“เจ้าคิดว่าทำไมซุ่นเต๋อจึงสอบได้ที่หนึ่งในการสอบเสี้ยนซื่อ? เพราะการสอบเสี้ยนซื่อไม่ได้สอบวิเคราะห์แนวทางการปกครองอย่างไรเล่า”
เสินฮูหยินรู้สึกตะลึงต่อข่าวที่ชวนให้ตกใจนี้ “หมายความว่า…ตำแหน่งซิ่วไฉของเขาเป็นการประเมินความสามารถของเขาสูงเกินจริงน่ะสิ?”
“ดังนั้น แต่เดิมจูต้าเหนียงตั้งใจว่าจะให้ซุ่นเต๋อสอบให้ได้ถงเซิง ถ้ามีโอกาสค่อยสอบเป็นซิ่วไฉ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้คาดว่าซุ่นเต๋อลงสนามสอบคราวแรกก็สอบได้ดีขนาดนี้ คว้าที่หนึ่งของเสี้ยนซื่อมาครอง”
ถึงตอนนี้ เสินฮูหยินไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว
แต่มีซิ่วไฉคนหนึ่งอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ จะปล่อยให้หลุดลอยไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ นางก็ยากจะทำใจได้
นางถามอาจารย์เสินว่า นอกจากจูชีแล้ว ในบรรดาลูกศิษย์ของเขาพอจะมีคนที่อนาคตไกลและเหมาะสมกับลูกสาวของพวกตนบ้างหรือไม่?
“ไม่ต้องใจร้อน อิงอวี่ยังเด็กอยู่นะ…”
เพิ่งพูดจบก็ถูกเสินฮูหยินค้อนเข้าให้ “เด็กอะไรกัน? อีกสองปีก็จะออกเรือนได้แล้ว ท่านไม่เริ่มเมียงมองตั้งแต่ตอนนี้ จะรอให้ถึงเวลาแล้วคว้าใครสักคนมาแต่งลูกสาวตัวเองก็ได้งั้นรึ? ท่านทำได้ลงคอ แต่ข้าทำไม่ได้หรอกนะ”
นางรบเร้าให้อาจารย์เสินหา ‘ว่าที่ลูกเขย’ สักคนออกมาให้ได้ มิฉะนั้นคืนนี้ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้นอน
อาจารย์เสินถูกนางก่อกวนจนอ่อนใจ จำต้องครุ่นคิดอย่างจริงจัง
‘จริงด้วย อิงอวี่ไม่ใช่เด็กน้อยแล้ว ต้องพิจารณาเอาไว้ล่วงหน้า’
……
จูชีไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าในเวลาชั่วข้ามคืนนั้น เขาเกือบได้กลายเป็นลูกเขยของอาจารย์ตนเองเสียแล้ว
ไม่รู้ว่าถ้าเป็นจริงขึ้นมา เขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
น่ากลัวว่าคงตะลึงอึ้งแล้วตอบอย่างทึ่ม ๆ ว่า “เรื่องนี้ต้องไปถามท่านแม่!”
ตราบใดที่มีเย่อวี๋หรานอยู่ เชื่อว่าในบรรดาลูกชายสกุลจูคงไม่มีใครกล้าตกปากรับคำเรื่องงานมงคลของตนเองตามอำเภอใจ
ตอนออกมาจากสำนักศึกษาสกุลเสิน จูชีไม่รู้สึกถึงอะไรเลยสักนิด มีเพียงจูซานที่สังเกตเห็นความผิดปกติ
เขาคิดไปเองหรือเปล่านะ ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าสายตาที่อิงอวี่มองน้องเจ็ดดูจะแปลก ๆ?
เสินอิงอวี่ที่เป็นคนเปิดเผยมาแต่ไหนแต่ไร ยามนี้ดวงตากลับฉายแววขวยเขินอยู่บ้าง ไม่กล้ามองมาทางจูชีเลยสักนิด
เพราะเช้าวันนี้มารดามาบอกนางว่าตนเองกับบิดาของนางกำลังหาว่าที่สามีให้นางอยู่
อีกทั้งยังพูดว่า “ข้าว่าซุ่นเต๋อไม่เลวเลย แต่พ่อเจ้าไม่เห็นด้วย ไม่อย่างนั้น…”
เสินอิงอวี่ใจเต้นแรง: คนทึ่มผู้นั้นน่ะหรือ?!
ท่านพ่อท่านแม่จับคู่นางกับคนทึ่มผู้นั้นได้อย่างไร?
แต่หลังจากความตะลึงในตอนแรกสลายไป เมื่อมาเห็นจูชีอีกครั้ง ในใจนางกลับมีบางอย่างที่ต่างไปจากเดิม
แม้จูชีจะอายุมากกว่าเสินอิงอวี่ แต่เพราะมีความคิดอ่านเรียบง่าย ในสายตาของเสินอิงอวี่ จูชีก็เหมือน ‘น้องชาย’ คนหนึ่ง
แต่ถ้า ‘น้องชาย’ ผู้นี้ไม่ใช่น้องชายอีกต่อไป แต่อาจกลายมาเป็นว่าที่สามีของนางเล่า?
จูซานความรู้สึกไวปานไหน จิตใจจมดิ่ง แบกสัมภาระแล้วพาจูชีกล่าวอำลาครอบครัวอาจารย์เสิน
ก่อนจะไปถึงเกวียนเทียมวัวจากหมู่บ้าน เขายังถามหยั่งเชิงจูชี “เจ้าเจ็ด เจ้าคิดว่าพี่สาวของกวงจี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ก็ดีนี่ขอรับ ทำไมหรือ?” จูชีไม่ได้สนใจฟังเลยสักนิด ความคิดจิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับแป้งย่างไส้เนื้อในมือตัวเองที่เสินต้าเหนียงให้มาแผ่นนั้น
เพราะในสายตาของจูชี คนที่มองไม่เห็นตัวยังไม่สำคัญเท่าแป้งย่างไส้เนื้อในมือเขา
เสินต้าเหนียงมีฝีมือในการทำแป้งย่างยิ่งนัก ด้านนอกย่างจนหอมกรุ่น ข้างในยัดไส้น้ำพริกเนื้อ ทั้งยังเป็นน้ำพริกเนื้อที่ครอบครัวของเขาเป็นคนขาย รสชาตินั้นเยี่ยมยอดอย่าบอกใครเชียว!
“เจ้าคิดว่า ให้นางเป็นภรรยาข้าดีไหม?” เดิมทีนั้นจูซานอยากถามว่าให้มาเป็นภรรยาของจูชี แต่ก็กลัวว่าน้องชายจะคิดออกนอกลู่นอกทาง ตอนแรกไม่ได้คิดอะไร แต่พอตนเองพูดขึ้นกลับเปลี่ยนคำพูดไปเสียได้
“อ้อ ท่านอยากสู่ขอภรรยาหรือ? ท่านไปถามท่านแม่สิ ท่านแม่ตกลงแล้วถึงจะได้ ข้าไม่มีความเห็นหรอก”
จูชีไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องเอาเรื่องนี้มาถามเขา
เขาตัดสินใจเรื่องนี้ให้ไม่ได้เสียหน่อย
จูซานมองจูชีที่กำลังกัดกินแป้งย่างไส้เนื้ออย่างเอร็ดอร่อยโดยปราศจากความรู้สึกรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น เขานึกในใจว่า สงสัยเขาคงคิดมากเกินไป!
เขานึกว่าเจ้าเจ็ดไป ‘ล่อลวง’ ลูกสาวผู้อื่นเสียอีก เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่อย่างนั้น
แต่เขาไม่ค่อยเข้าใจ เจ้าเจ็ดไม่เคยอยู่กับลูกสาวของคนอื่นตามลำพังมาก่อน แล้วเด็กสาวคนนั้นมีความคิดเช่นนั้นได้อย่างไร?
ถ้าจูชีเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี จูซานคงเข้าใจว่าเสินอิงอวี่อ่อนไหวเพราะ ‘ความอ่อนโยนเอาใจใส่’ ของจูชี จึงบังเกิดความรู้สึกที่ไม่พึงมี
แต่เรื่องนี้ก็เป็นไปไม่ได้ จูชีเป็นคนทึ่มขนาดนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไปทำเรื่องแบบนั้น
จูซานคิดแล้วคิดอีก จนกระทั่งไปถึงเกวียนเทียมวัวแล้วก็ยังคิดสาเหตุของเรื่องนี้ไม่ออก
คนที่มากับเกวียนเทียมวัวคราวนี้คือหลานชายของผู้อาวุโสและหลานชายคนโตของเจ้าหน้าที่ ครั้นพวกเขาเห็นเงาร่างของจูซานกับจูชีก็พลันยิ้มกว้าง เสียงดังขึ้นในทันที ตะโกนมาด้วยความดีอกดีใจว่า “นายท่านซิ่วไฉ ท่านกลับมาแล้วหรือ?!”
เสียงนั้นดึงดูดความสนใจของคนรอบข้างจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่กำลังขึ้นเกวียนเทียมวัวคันข้าง ๆ ล้วนเบิกตากว้าง
โม้ใช่ไหมเนี่ย?
ก่อนหน้านี้ตอนที่เจ้าเด็กสองคนนี้พูด พวกเขาไม่เชื่อเลยสักนิด
ซิ่วไฉอะไรกัน คิดว่าของแบบนั้นสอบเป็นกันได้ง่าย ๆ เรอะ?
คนอื่นส่งลูกหลานไปเรียนกันตั้งหลายปีก็ไม่เห็นจะมีเค้าลางเลยนี่?
หมู่บ้านสกุลจูเพิ่งส่งไปเรียนหนังสือได้กี่ปีเอง จะสอบผ่านเร็วปานนั้นได้อย่างไร
พวกเขากางหูผึ่งฟังความเคลื่อนไหวจากข้าง ๆ
“พวกเจ้าเองหรือ ทำไมถึงมาด้วยกันได้ล่ะ?” ความจริงแล้ว พอจูซานเห็นพวกเขาก็พอจะเดาได้ แต่ก็ยังถามพร้อมรอยยิ้ม
“ฮิฮิ! ปู่ข้าบอกให้มาน่ะสิ พูดว่านายท่านซิ่วไฉของหมู่บ้านพวกเราจะกลับมาแล้ว ให้พวกข้ามารอรับที่ปากทางเข้าเมือง” หลานชายคนโตของเจ้าหน้าที่นั่งเกวียนเทียมวัวมาส่งคนในหมู่บ้านเข้าตำบลเป็นประจำ หนังหน้าหนาฝีปากไว เขาจึงตอบกลับมาทันที
ส่วนหลานชายของผู้อาวุโสช้ากว่าเล็กน้อย แต่ฝีปากหาได้ด้อยกว่าไม่ รีบเล่าการเตรียมการในหมู่บ้านให้ฟังทันที ทั้งเรื่องป้ายเชิดชูเกียรติคุณ พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ทุกประการล้วนเตรียมการไว้เรียบร้อย รอให้นายท่านซิ่วไฉกลับไปก็สามารถดำเนินการได้เลย
[1] ผู้สอบได้ที่หนึ่งในการสอบเสี้ยนซื่อ