ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 655 คำอธิษฐานของเย่อวี๋หราน
บทที่ 655 คำอธิษฐานของเย่อวี๋หราน
จูชีกล่าวอย่างสัตย์ซื่อว่า “ท่านพ่อ ข้าไม่ได้สอบเป็นซิ่วไฉได้ขอรับ แต่เพราะสอบได้ที่หนึ่งของเสี้ยนซื่อ จึงได้ตำแหน่งซิ่วไฉมาโดยปริยาย”
เขาอยากอธิบายว่าเขาไม่ได้สอบเป็นซิ่วไฉได้ แต่เพราะสอบได้ที่หนึ่งในการสอบเสี้ยนซื่อ ผู้อื่นจึงยกตำแหน่งซิ่วไฉให้เขา
จูเหล่าโถวไม่สนใจรายละเอียดพวกนี้ เขาถามว่า “ตอนนี้เจ้าเป็นซิ่วไฉแล้วใช่ไหม?”
“ขอรับ!”
“นั่นปะไร ขอแค่เจ้าเป็นซิ่วไฉก็พอ…” เขายิ้มกว้างอย่างมีความสุข
จูเหล่าโถวจูงมือจูชี แนะนำต่อคนในหมู่บ้านอย่างกระตือรือร้นว่า “นี่คือลูกชายข้า เขาเป็นซิ่วไฉ!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…ข้าได้เป็นพ่อของซิ่วไฉแล้ว!”
……
ส่วนจูซานที่กลับมาด้วยกันถูกเขามองข้ามไปเสียอย่างนั้น
จูเหล่าโถวจูงมือจูชีเดินนำไปข้างหน้า ฝูงชนแห่ตามไป จูซานจึงรั้งท้ายอยู่ข้างหลัง
จูซาน “…”
ท่านพ่อ ข้ายืนอยู่ตรงนี้ทั้งคน ท่านไม่เห็นเลยหรือ?
บิดาของเขาคนนี้ เขาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว
ถ้าจะบอกว่าเศร้าใจก็คงไม่ถึงขั้นนั้น เขารู้มานานแล้วว่าบิดาของตนเป็นคนอย่างไร
เขาเดินตามไปข้างหลังอย่างเงียบ ๆ
จูปาเม่ยเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง ทั้งยังพาหลานชายมาด้วยสี่คน ย่อมไม่สะดวกจะเบียดเข้าไปในฝูงชน พอเห็นว่าจูซานรั้งท้ายขบวนอยู่ก็รีบพาหลานชายเดินเข้าไปหา
“พี่สาม ท่านกลับมาแล้ว!”
ใบหน้าของนางประดับไว้ด้วยรอยยิ้มสดใสที่จู่โจมหัวใจของจูซานได้ในทันใด ประหนึ่งมีน้ำพุร้อนสายหนึ่งไหลผ่าน
ทั้งที่บอกว่าไม่สนใจ แต่เมื่อมีคนมาพูดเช่นนั้นกับตนพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า จูซานก็จำต้องยอมรับว่านั่นให้ความรู้สึกที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
จูซานยิ้มตอบ “อื้ม ข้ากลับมาแล้ว!”
จูปาเม่ยกับพวกต้าเป่าไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติของจูซาน แต่ถามนั่นถามนี่ด้วยความเบิกบานใจ ประเดี๋ยวถามว่าระหว่างทางเขาเจอเรื่องสนุกน่าสนใจบ้างหรือไม่ แล้วถามว่าตำบลอี้คังเป็นอย่างไร จากนั้นก็ข้ามไปถามเขาว่ามีคนสอบเคอจวี่มากมายเท่าไหร่ เขาได้พบนายอำเภอของที่นั่นบ้างไหม…
สรุปได้ว่าถามคำถามมากมาย บรรยากาศคึกคักร่าเริง ปัดเป่าความหม่นมัวในใจจูซานไปได้จนหมดสิ้น
บางครั้งคนอื่นไม่จำเป็นต้องเข้าใจเจ้า เพียงแค่ได้ยินน้ำเสียงร่าเริงของพวกเขา มีพวกเขาอยู่เป็นเพื่อน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
เข้าไปในเรือนแล้ว พอจูชีเห็นเย่อวี๋หรานก็ทิ้งจูเหล่าโถวแล้ววิ่งเข้าไปหานาง
“ท่านแม่ ข้าสอบได้ที่หนึ่งของเสี้ยนซื่อ ได้เป็นซิ่วไฉแล้วขอรับ!”
เขายืนพูดอยู่ต่อหน้าเย่อวี๋หรานด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจราวกับเด็กน้อย อยากแบ่งปันเรื่องที่น่ายินดีนี้กับนาง
“อื้ม! ไม่เลวเลย คราวนี้เจ้าสอบได้ดีมาก!” เย่อวี๋หรานยิ้มออกมา ไม่ตระหนี่คำชมแม้แต่น้อย
จูชีแยกยิ้มกว้างอย่างดีอกดีใจกว่าเดิมจนแลดูโง่งมอยู่บ้าง
พ่อเฒ่าจูกับแม่เฒ่าจูก็รออยู่ในเรือนด้วยเช่นกัน เย่อวี๋หรานจึงพาจูชีเข้าไปทักทายพวกเขาและแจ้งข่าวดี
ถึงจะแยกเรือนไปแล้ว แต่ผู้อาวุโสก็ยังคงเป็นผู้อาวุโส ที่ควรเคารพก็ยังคงต้องเคารพ
ให้จูชีแสดงความเคารพเช่นนี้ย่อมจะมีแต่ข้อดีต่อตัวเขา ไม่มีข้อเสีย
นอกจากนี้ ผู้เฒ่าทั้งสองก็ไม่รู้ว่ายังจะมีชีวิตต่อไปอีกกี่ปี เย่อวี๋หรานไม่อยากคิดเล็กคิดน้อยกับพวกเขา จึงถือเสียว่าทำเรื่องดีงาม ช่วยให้ผู้เฒ่าทั้งสองได้เบิกบานใจ
“ท่านปู่ ท่านย่า ข้าสอบได้ที่หนึ่งของเสี้ยนซื่อ เป็นซิ่วไฉแล้วขอรับ!”
จูชีนั่งคุกเข่าบนเบาะกลมโขกศีรษะคำนับอย่างว่าง่าย
พ่อเฒ่าจูกับแม่เฒ่าจูพลุ่งพล่านใจจนขอบตาแดงเรื่อ พูดอะไรไม่ออก
พวกเขาดึงมือจูชีเข้ามาใกล้ แล้วกล่าวซ้ำ ๆ ว่า “หลานคนดี หลานชายคนดีของข้า ตอนนี้ต่อให้ข้าหลับตาไปก็มีหน้าไปพบบรรพบุรุษสกุลจูได้แล้ว”
ภายในดวงตาชุ่มชื้นนั้นมีน้ำตาเอ่อคลอ
เดิมทีคิดว่าชีวิตนี้ก็คงเป็นได้เท่านี้ ไฉนเลยจะคาดว่า…สะใภ้ใหญ่ดุร้ายไปหน่อยก็จริง แต่กลับเลี้ยงลูกชายได้มีอนาคตยิ่งนัก!
ทั้งปวดใจและพลุ่งพล่านใจในคราวเดียวกัน
จนถึงชั่วเวลานี้ ผู้เฒ่าทั้งสองคิดว่า ไม่ว่าเมื่อก่อนสะใภ้ใหญ่จะเคยทำเรื่องผิดต่อพวกตนมามากมายเท่าไหร่ ตอนนี้พวกเขาล้วนอภัยให้หมดแล้ว
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเห็นว่าได้เวลาแล้วจึงส่งเสียงบอกให้จูชีไปทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
“เตรียมสิ่งของพร้อมแล้วใช่ไหม?”
“พร้อมแล้วขอรับ ผู้อาวุโส”
“อืม เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
……
จูชีมุ่งหน้าไปยังโถงเซ่นไหว้บรรพบุรุษโดยมีคนสกุลจูล้อมหน้าล้อมหลัง
หน้าประตูศาลบรรพชนมีคนมาออกันอยู่คลาคล่ำ
คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านล้วนออกมากันหมด บ้างถือธูปหอม บ้างประคองอาหารเจ บ้างประคองไหสุราข้าว สารพัดของเซ่นไหว้ คึกคักกว่าตอนปีใหม่เสียอีก
“เปิดประตูใหญ่”
จูฉวิน ลูกชายคนโตของผู้อาวุโสหมู่บ้านสกุลจูร้องบอกเสียงดังจากหน้าประตูศาลบรรพชน
วันนี้เขามาช่วยบิดากำกับพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ รับหน้าที่ขานบอกพิธีการ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ ‘ออกหน้าออกตา’ แต่ในวันและวาระเช่นนี้ ผู้อาวุโสก็ยังมอบโอกาสออกหน้าออกตาให้ลูกชายตนเองด้วยความหวังว่าอนาคตของเขาจะราบรื่นขึ้นอีกสักนิด
ศาลบรรพชนอยู่ในความดูแลของผู้อาวุโสสกุลจูตลอดมา เจ้าหน้าที่ไม่มีทางไปแย่งงานแบบนี้มาจากผู้อาวุโส แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่ทำอะไรเสียเลย เขายังต้องมาช่วยดูแลคนในหมู่บ้านที่มาร่วมงานและกล่าววาจาอีกเล็กน้อย
แอ๊ดดด
เสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ ประตูศาลบรรพชนที่ทั้งหนาและหนักเปิดออกอย่างช้า ๆ
เนื่องจากตอนปีใหม่เพิ่งเปิดไปจึงไม่มีฝุ่นร่วงลงมามากนัก ข้างในก็ทำความสะอาดเรียบร้อย
แผ่นศิลาปูลาดเป็นทางเท้า ต้นไม้ใบหญ้าที่ผ่านการตัดแต่งมาแล้ว รวมถึงภาชนะที่ใช้รองรับหยดน้ำจากชายคา…เมื่อแสงสว่างจากท้องฟ้าสาดส่องต้องลานสี่เหลี่ยมแห่งนี้ ทุกอย่างพลันเปลี่ยนเป็นสดใสขึ้นมา
เสียงหัวเราะพูดคุยของผู้คนดังก้องเป็นระยะ ปัดเป่าความอึมครึมและความลึกลับภายในศาลบรรพชนให้เบาบางลง
เมื่อก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาก็คือป้ายชื่อที่สูงต่ำไม่เท่ากันแถวแล้วแถวเล่า และแสงเทียนที่ส่องสว่างตรงหน้าแผ่นป้ายเหล่านั้น
ผู้อาวุโสล้วงเอาบทพูดที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา แล้วเริ่มต้นอ่าน “บัดนี้มีบุตรหลานสกุลจูนามว่าจูซุ่นเต๋อ…”
เสียงนั้นลอยออกจากประตูหน้าต่างของโถงเซ่นไหว้บรรพชนไปสู่ฟ้ากว้างด้วยพลังทะลุทะลวงอันแข็งแกร่ง
ในไม่ช้า ทุกคนพลันกลั้นลมหายใจ ร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาอันทรงเกียรติและรุ่งโรจน์นี้ไปด้วยกัน
เวลาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ มีบางอย่างมารวมตัวกันบนท้องฟ้าเหนือศาลบรรพชนสกุลจู
กานอี้เซียนนั่งอยู่ในศาลถู่ตี้เฉิน หลับตาลงรับฟังเสียงจากก้นบึ้งจิตใจของคนทั้งหลาย
“ขอให้บรรพชนคุ้มครอง ขอให้ลูกชายข้ามีอนาคตไกลเหมือนซุ่นเต๋อ”
“ท่านบรรพบุรุษ พวกท่านได้ยินหรือไม่ สกุลจูของพวกเรามีซิ่วไฉแล้วนะขอรับ!”
“ท่านบรรพบุรุษ ท่านช่วยปกป้องคุ้มครองลูกหลานของท่านให้สงบสุขปลอดภัย อายุมั่นขวัญยืนด้วยนะขอรับ”
……
คำอธิษฐานนานัปการ มีทั้งที่อธิษฐานเพื่อตัวเองและเพื่อคนอื่น คำอธิษฐานเหล่านั้นรวมตัวกันเป็นลำแสงทะลุหลังคาศาลบรรพชนไปสู่สวรรค์เก้าชั้นฟ้า
ทั้งยังมีประกายเล็ก ๆ หลุดออกมา พุ่งมาทางศาลถู่ตี้เฉิน จมหายไปในฝ่ามือของกานอี้เซียน
ท่ามกลางประกายแสงเหล่านี้ เขามองเห็นคำอธิษฐานของเย่อวี๋หราน “สวัสดีท่านเทพบนสวรรค์ ข้าชื่อเย่อวี๋หราน บอกตามตรง เมื่อก่อนข้าไม่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถึงอย่างไรก็เคยใช้ชีวิตในโลกวัตถุนิยมมาตั้งแต่เล็ก เชื่อมาตลอดว่าเทพเซียนมีอยู่แต่เพียงในตำนานปรัมปราเท่านั้น”
“ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งข้าจะได้มาอยู่ในโลกใบนี้”
“แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ในเมื่อพวกท่านส่งข้ามาที่นี่แล้ว ข้าก็จะตั้งใจใช้ชีวิตให้ดี…”
“ปรารถนาเพียงชีวิตสงบสุข อบอุ่นดุจแสงตะวัน!”