ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 656 ได้ มาเป็นอนุของตาเฒ่าบ้านข้าสิ
บทที่ 656 ได้ มาเป็นอนุของตาเฒ่าบ้านข้าสิ
ครั้นได้เห็นคำอธิษฐานเช่นนั้น กานอี้เซียนก็รู้สึกพิศวงอยู่บ้าง
เอ๋? คำเหล่านี้ ถ้าแยกออกมา ข้าเข้าใจได้ทุกคำ แต่ไฉนพอเอามารวมกันแล้วกลับไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่เล่า?
‘ใช้ชีวิตในโลกวัตถุนิยมมาตั้งแต่เล็ก’ อะไรกัน?
‘วันหนึ่งข้าจะได้มาอยู่ในโลกใบนี้’ หมายความว่าอย่างไร?
‘ในเมื่อพวกท่านส่งข้ามาที่นี่’ อย่างนั้นหรือ?
“หมายความว่าอะไร?”
หลังจากพยายามทำความเข้าใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า กานอี้เซียนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ได้แต่นึกในใจว่า ‘สมแล้วที่เป็นจูต้าเหนียง อธิษฐานทั้งทีก็ยังเข้าใจยาก!’
แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกแย่แต่อย่างใด เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาไม่เข้าใจจูต้าเหนียง
เสียงระฆังพลันดังขึ้นหนึ่งครั้ง
ลำแสงสีทองสายหนึ่งพุ่งลงมาจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า
กานอี้เซียนรีบผุดลุกขึ้นมา เพราะเขาพบว่าพื้นที่ใต้อาณัติของเขาขยายกว้างออกไป?!
“เกิดอะไรขึ้น?!”
เขาออกจากศาลถู่ตี้เฉินตรงไปดูสถานการณ์ทันที
ขณะเดียวกัน ในที่สุดผู้อาวุโสสกุลจูก็อ่านบทพูดยืดยาวจนจบ จากนั้นจึงนำธูปหอมที่เตรียมเอาไว้ออกมาส่งให้จูชีไปจุดสักการะบรรพชนสกุลจู
จูชีรับธูปหอมแล้วไปคุกเข่าลงบนเบาะกลม โขกศีรษะคำนับต่อหน้าป้ายชื่อเหล่านั้นอย่างว่าง่าย
ผู้อาวุโสกล่าวถ้อยคำที่เป็นมงคลอีกครั้ง
จูชีขานรับเป็นระยะ
แน่นอนว่าการขานรับเช่นนี้ผ่านการเตรียมมาล่วงหน้า ก่อนจะเข้ามาในศาลบรรพชน ผู้อาวุโสก็บอกจูชีเอาไว้แล้วว่าหลังจากเข้าไปในโถงเซ่นไหว้บรรพบุรุษจะต้องขานรับอย่างไร
พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษเป็นวาระสำคัญ ผู้อาวุโสย่อมไม่หวังให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา
เมื่อเสร็จสิ้นพิธีก็เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว
เห็นว่าถึงเวลาอาหารมื้อเที่ยงแล้ว คนในหมู่บ้านสกุลจูก็แยกย้ายกลับบ้าน ผู้ชายกลับไปขนโต๊ะและเก้าอี้ ผู้หญิงนำอาหารแห้งมา ตั้งโต๊ะเลี้ยงฉลองกันง่าย ๆ เช่นนี้
ทุกคนเพียงปรารถนาความครึกครื้น ส่วนว่าอาหารใช่สิ่งที่ตนเตรียมมาหรือไม่นั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ถ้าคนมากก็หนึ่งโต๊ะสำหรับหนึ่งครอบครัว แต่ถ้าคนน้อยก็สองครอบครัวต่อโต๊ะ ผู้คนนั่งรับประทานมื้อเที่ยงร่วมกันเต็มลานว่างหน้าโถงเซ่นไหว้บรรพชน
“นี่ โก่วหวา เจ้าอย่าวิ่งสิ กลับมากินข้าวเร็วเข้า”
“จูต้ารุ่ย ดูหลานชายเจ้าเอาไว้หน่อย อย่าปล่อยให้เขาวิ่งซนไปทั่ว เดี๋ยวจะไปชนคนอื่น”
“เด็กคนนี้ก็จริง ๆ เล้ย ดูหลานชายบ้านจูต้าเหนียงสิ สุภาพเรียบร้อยปานไหน นั่งอยู่บนโต๊ะตลอดเวลา กินอาหารสะอาดสะอ้าน แล้วดูเจ้าซิ…หัดเอาอย่างคนเขาบ้าง”
……
กานอี้เซียนตามลำแสงสีทองนั้นไปเรื่อย ๆ ในชั่วพริบตาก็วนรอบหมู่บ้านข้างเคียงหมู่บ้านสกุลจูหลายแห่งนั้นแล้ว
ที่แท้ ขณะที่คนสกุลจูเซ่นไหว้บรรพบุรุษกันเมื่อครู่นี้ ไม่รู้ว่าไปสร้างความประทับใจให้สวรรค์เบื้องบนได้อย่างไร
เบื้องบนสัมผัสได้ถึงโอกาสที่กำลังจะมาเยือนคนสกุลจู จึงตบรางวัลลงมาให้ แผ่ขยายพื้นที่ใต้อาณัติของกานอี้เซียนให้กว้างไกลกว่าเดิม
เมื่อก่อนเขารับผิดชอบเพียงหมู่บ้านสกุลจู ตอนนี้หมู่บ้านหลายแห่งที่มีอาณาเขตติดกับหมู่บ้านสกุลจูล้วนอยู่ในความดูแลของเขาหมดแล้ว
กานอี้เซียนตื่นตะลึงระคนยินดี การที่พื้นที่ในความดูแลของตนแผ่กว้างออกไปเช่นนี้ อีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า ถู่ตี้เฉินอย่างเขามีความชอบแล้วสินะ?
ฮึ!
เทพเซียนพวกนั้นชอบนินทาเขาลับหลังกันนักว่าเขาได้ดีเพราะมีบิดามารดาหนุนหลัง
คอยดูไปเถอะ เขาจะพิสูจน์ให้พวกนั้นเห็นเองว่าเขาร้ายกาจแค่ไหน!
……
รับประทานอาหารไปได้ครึ่งทางแล้ว คนทั้งหลายรู้สึกว่ายังไม่หนำใจ จึงรบเร้าให้จูเหล่าโถวพูดอะไรบางอย่าง
“เจ้าเป็นพ่อของซิ่วไฉแล้วนะ พูดอะไรบ้างสิ ไอ้หยา อย่าอิดออดไปเลยน่า!”
“ไม่ได้ ข้าทำไม่ได้จริง ๆ…” ตอนแรกจูเหล่าโถวยังรู้จักบอกปัดเพราะยังห่วงหน้าตาอยู่บ้าง แต่ครั้นสุราลงท้องไปก็ชักจะทนคำรบเร้าไม่ไหว ถูกทุกคนเยินยอจนฝีเท้าลอย สุดท้ายก็พูดอะไรออกมามากมาย
เขาไม่เหมือนเย่อวี๋หรานที่เคยเรียนหนังสือมาก่อน พูดจาได้น่าเชื่อถือ ทำให้คนรู้สึกว่ามีเหตุมีผล
พอเขาได้พูดออกมาเท่านั้น ก็ทำให้ทุกคนฝันสลาย
จูปาเม่ยที่กำลังกินข้าวอยู่แทบอยากมุดรูหนีไปเสียเดี๋ยวนั้น
ท่านพ่อ ท่านหยุดพูดเถอะเจ้าค่ะ ถ้าท่านยังพูดต่อไป ท่านจะทำให้ชื่อเสียงที่พี่เจ็ดอุตส่าห์สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากป่นปี้หมดนะเจ้าคะ!
จูต้ากับจูเอ้อร์ถูกคนมอมเหล้าจนเมามายไปแต่แรก ลิ้นคับปาก ฟังไม่เข้าใจสักนิดว่าจูเหล่าโถวกำลังพูดอะไรอยู่ แต่เห็นคนรอบข้างกำลังหัวเราะ พวกเขาจึงหัวเราะตาม
จูซื่อและจูอู่ก็ถูกคนลากตัวออกไป ถูกคนหนุ่มล้อมเอาไว้เป็นโขยง กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ไม่ได้สังเกตว่าทางนี้จูเหล่าโถวกำลังพูดอะไรอยู่
จูชียังมีสติแจ่มใสดี แต่เขาค่อนข้างสมองช้า ได้แต่นิ่งมองปากจูเหล่าโถวอย่างอึ้ง ๆ
อะไรนะ ท่านพ่อ เมื่อครู่ท่านพูดอะไรน่ะ?
ส่วนเย่อวี๋หรานมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ยกชามเปล่าเดินไปทางนั้น แล้ววางชามลงตรงหน้าผู้ชายที่กำลังก่อกวนอยู่เสียงดัง ‘ปัง’
“จูวัง เจ้าจะพูดจาล้ำเส้นเกินไปแล้วกระมัง?”
ชายที่มีนามว่าจูวังสะดุ้งโหยง “จู…จูต้าเหนียง…”
เขาพลันร้อนตัว
“เจ้าอยากส่งลูกชายกับหลานชายเรียนหนังสือแล้วมาลากตาเฒ่าบ้านข้าลงน้ำไปด้วยทำไม? เจ้าไม่รู้รึว่าคนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจในบ้านข้าก็คือข้า” เย่อวี๋หรานจ้องเขาด้วยสีหน้าราบเรียบ
เฮอะ!
ทำไม? คิดจะฉวยโอกาสตอนที่จูเหล่าโถวเมามาย ทำให้เขารับปากเรื่องที่ไม่ควรรับปากอย่างนั้นเรอะ?
ฝันหวานไปแล้ว! ไม่รู้จักปัสสาวะออกมาส่องดูสารรูปของตัวเองเสียบ้าง!
“เปล่า…ข้าเปล่า…ข้าแค่ล้อเล่น ล้อเล่นน่ะ…” จูวังจะกล้ายอมรับได้อย่างไร เขารีบร้อนปฏิเสธ
“ฮ่า!” เย่อวี๋หรานแค่นหัวเราะ “จริงรึ? ทำไมข้ารู้สึกว่าลูกสาวเจ้าไม่เลวเลย หน้าตางดงามทั้งยังอ่อนโยนอ่อนหวาน เจ้าก็ยกนางให้ข้าเถอะ”
“หา?” จูวังตะลึงงัน
เมื่อครู่ เขาก็ตั้งใจแบบนี้ไม่ใช่หรือ?
ไฉนพอเรื่องนี้ออกมาจากปากของจูต้าเหนียงแล้วกลับฟังดูแปลก ๆ แบบนี้เล่า?
จากนั้นก็ได้ยินเย่อวี๋หรานพูดต่อมาว่า “ข้าปรนนิบัติตาเฒ่าบ้านข้าอยู่คนเดียวก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเหมือนกัน ถ้ามีเด็กสาว ๆ เต็มใจมาช่วยด้วยอีกแรง ข้าก็ยินดีนะ”
สีหน้าของจูวังพลันแข็งทื่อ “ปรนนิบัติ…ตาเฒ่าบ้านท่าน?!”
“ใช่สิ ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าจะไปปรนนิบัติใคร? เจ้าคงไม่คิดว่าข้าคลอดลูกชายมาเยอะขนาดนั้น เจ้าก็มีสิทธิ์เลือกพวกเขาได้ตามใจชอบเหมือนเลือกผักกาดขาวหรอกนะ?”
“เปล่า…ข้าไม่ได้คิดแบบนั้น” หัวใจดวงน้อย ๆ ของจูวังเต้นระทึก “บ้านท่านมีเด็กสาวเยอะแล้ว ลูกข้าไม่ไปร่วมความครึกครื้นด้วยจะดีกว่า…”
“นั่นจะได้อย่างไร? มีเด็กสาวเยอะ ๆ ข้าก็ไม่ถือสาหรอกนะ อีกอย่าง นางจะแต่งเข้ามาเป็นอนุ ไม่ได้จะมาเป็นลูกสาวเสียหน่อย” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อนุคืออะไร? อนุก็คือทาสในเรือน ยามปกติก็ยกน้ำชา เติมน้ำเปล่า ตอนกลางคืนปรนนิบัติเข้านอน ตอนเช้ามาทักทายคารวะ ปรนนิบัตินายหญิงของบ้าน ปัดกวาดทำความสะอาด ทำทุกสิ่งทุกอย่าง ทำงานให้มาก กินดื่มให้น้อย ถ้าข้าไม่พอใจก็เอานางไปขายแลกเงินได้…”
“จูต้าเหนียง…” จูวังร้อนใจแล้ว ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเขาจะถูกยกไปเป็นอนุภรรยาของผู้อื่นได้อย่างไร?
มิหนำซ้ำ ยังไปเป็นอนุภรรยาของจูเหล่าโถว
ถ้าจะเป็นก็ต้องเป็นอนุภรรยาของจูซิ่วไฉสิ
เย่อวี๋หรานพูดต่อไปโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาพูด “กล่าวให้ชัด ๆ ไปเลยก็คือ เป็นอนุก็เท่ากับเป็นวัวเป็นม้า จะค้าขายงานหนักงานสกปรกก็ยกให้นางทำทั้งหมด มีไว้สำหรับใช้งาน แต่ลูกสาวไม่เหมือนกัน บ้านข้ามีเด็กสาวมากมายขนาดนั้นก็ย่อมต้องเลี้ยงอย่างประคบประหงม ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ไม่ต้องทำอาหารให้คนอื่น แค่จับผีเสื้อ ปลูกดอกไม้ก็พอแล้ว พอถึงวัยออกเรือนก็ย่อมจะมีเขยขวัญมาสู่ขอ ส่วนเขยขวัญผู้นี้ ข้าก็จะตั้งใจเลือกเฟ้นอย่างเต็มที่ ต้องมีทรัพย์เต็มบ้าน คนรับใช้เต็มเรือน รักภรรยาเท่าชีวิต เชื่อฟังแต่ภรรยาเท่านั้น…”