ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 657 ข้าจะแต่งให้คนตระกูลใหญ่
บทที่ 657 ข้าจะแต่งให้คนตระกูลใหญ่
ไม่เพียงแต่ประกาศให้รู้ว่านางเลี้ยงเด็กสาวเหล่านั้นมาอย่างประคบประหงมปานไหนเท่านั้น ขณะเดียวกันยังแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าหากวันหน้าคิดจะมาสู่ขอเด็กสาวในเรือนก็จงเตรียมตัวเตรียมใจรับความท้าทายเอาไว้ให้ดี
ทั้ง ‘ทรัพย์เต็มบ้าน’ และ ‘คนรับใช้เต็มเรือน’ ล้วนเป็นเครื่องชี้วัดว่าที่บ้านมีฐานะมั่งคั่งร่ำรวย
ไม่มีเงินก็ไม่ต้องมาคุยกัน
นอกจากรวยแล้ว ยังต้องรักใคร่ภรรยา ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องมาเช่นกัน
นอกจากนี้ ‘เด็กสาว’ นั้น เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นเด็กสาวคนไหน เอาเป็นว่าเป็นคนที่ยังไม่ออกเรือนก็คือ ‘เด็กสาว’ เห็นได้ชัดว่านางรวมหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน
เท่านี้ก็สามารถตอกกลับคำพูดไร้สาระของจูวังเมื่อครู่นี้กลับไปได้แล้ว
ผู้ใดกล้าพูดว่าในเรือนสกุลจูมีเด็กสาวหลายคน บอกว่าเด็กสาว ‘ต่างแซ่’ เหล่านั้นอาจมีความคิดไม่ดีไม่งาม คิดจะ ‘ล่อลวง’ ผู้ชายในบ้าน แทนที่จะรอให้พวกนางทำให้ผู้ชายในบ้านเสียคน มิสู้หาที่พึ่งพาถาวรให้พวกนางดีกว่า…
เย่อวี๋หรานก็จะตบหน้ากลับไปเพียะ ๆๆ…ตัวเองไม่มีความสามารถพอจะมาสู่ขอเด็กสาวที่นางเลี้ยงก็อย่ามาทำลายชื่อเสียงของพวกนางแบบนี้
เจ้ากลัวว่าผู้ชายในเรือนสกุลจูจะถูกพวกนางชักจูงไปในทางที่ผิด แล้วคิดจะส่งลูกสาวของตัวเองเข้ามาจองที่เอาไว้ก่อน ย่อมได้ ตำแหน่งอนุภรรยาของจูเหล่าโถวยังว่างอยู่พอดี ใครอยากได้ตำแหน่งนี้ก็เชิญเสนอตัวมาได้เลย
แต่ ‘อนุภรรยา’ ไม่ได้จะเป็นกันง่าย ๆ หรอกนะ ทุกท่านต้องพิจารณาให้ดี
อนุภรรยาสามารถ ‘ขายออก’ ได้
คนที่มีใจกระเหี้ยนกระหือรือทั้งหลายพลันเก็บความคิดนั้นกลับไปทันที
คนที่คิดเหมือนจูวังไม่ได้มีเขาแค่คนเดียว…ลูกสาวของตนคุณสมบัติไม่ดีพอ ไม่เหมาะจะเป็นภรรยาเอกของนายท่านซิ่วไฉ อย่างนั้นเป็นอนุภรรยาก็คงได้กระมัง?
ฐานะของครอบครัวสกุลจูก็ดีวันดีคืน จูชียังไม่ได้หมั้นหมาย ภรรยาเอกก็ไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อไหร่ถึงจะได้ตบแต่ง
ไปเป็นอนุภรรยาก่อน จองตำแหน่งเอาไว้ ดีที่สุดคือชิงคลอดลูกชายออกมาแต่เนิ่น ๆ จากนั้น…
ถึงตอนนั้นต่อให้ภรรยาเอกแต่งเข้ามา ลูกสาวของพวกตนก็มีลูกชายไปแล้ว ยังมีอันใดให้ต้องกลัว?
อีกอย่าง แต่งอนุภรรยาไปก่อนแล้ว ถึงตอนนั้นยังจะมีเด็กสาวดีพร้อมสักกี่คนยอมแต่งเข้ามาอีก?
ทุกคนดีดลูกคิดรางแก้วกันอย่างคล่องแคล่ว แต่กลับมองข้ามความน่าเกรงขามของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไปเสียได้ จึงลงมืออย่างเลินเล่อ
ดังนั้นกรณีตัวอย่างของจูวังถือเป็นการสั่งสอนให้ทุกคนได้รับทราบกันถ้วนหน้า
ฝันกลางวันอะไรอยู่ก็ให้มันน้อย ๆ หน่อย
จูต้าเหนียงผู้นี้ไม่ใช่คนที่ควรจะมามีเรื่องด้วยหรอกนะ ถ้านางยกลูกสาวของพวกเขาให้เป็นอนุภรรยาของจูเหล่าโถว นั่นก็…
น่าอับอายเกินไปแล้ว!
ไม่เพียงแต่จะเป็นขี้ปากชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นหายนะอันใหญ่หลวงอีกต่างหาก
แน่นอนว่าทุกคนคิดเช่นนี้กันหมดหรือไม่นั้นย่อมไม่อาจรู้ได้
เมื่อกลับถึงเรือน จูเหล่าโถวเมาพับไปไม่รู้เรื่องรู้ราวแต่แรกแล้ว
พอจูซาน จูซื่อ และจูอู่ได้รู้เรื่องนี้จากปากหลี่ซื่อก็ต้องหลั่งเหงื่อเย็นเยือก
ในใจอดจะตำหนิไม่ได้ ‘ท่านพ่อนี่ก็จริง ๆ เล้ย คนอื่นยกยอท่านไม่กี่คำ ท่านก็ถือเป็นจริงเป็นจัง?’
ถ้าให้รับอนุภรรยาเข้ามาจริง ๆ ต่อไปเจ้าเจ็ดยังจะมีชีวิตดี ๆ อยู่ได้อย่างไร?
ดื่มไปไม่กี่จอกก็ลืมหมดแล้วว่าตัวเองเป็นใคร
ยกจูเหล่าโถวไปถึงเตียงเสร็จก็ไม่มีใครคิดจะดูแลเขาอีก
จูปาเม่ยมีโทสะเต็มท้อง ยืนบ่นอยู่ในเรือน “ท่านพ่อทำเกินไปแล้ว คิดจะยกข้าไปแต่งให้ชาวนาเนี่ยนะ ถ้าจะแต่งข้าก็จะแต่งให้คนตระกูลใหญ่เท่านั้น ตีให้ตายข้าก็ไม่ยอมเป็นหญิงชนบทเด็ดขาด…”
ตอนที่พี่ชายของนางยังไม่ได้เป็นซิ่วไฉ มารดาก็บอกเอาไว้แล้วว่าจะให้นางแต่งให้คนตระกูลใหญ่ไปมีชีวิตสุขสบาย ตอนนี้พี่ชายของนางได้เป็นซิ่วไฉแล้ว มีสิทธิ์อะไรจะมายกนางให้คนบ้านนอกบ้านนา?
ฝันไปเถอะ
หลิวซื่อเพียงยิ้ม ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ยามนั้น หลิ่วซื่อกับหลี่ซื่อมีลูกน้อยสองคนแล้วทั้งคู่ กลับไปดูแลลูกหมดแล้ว กระทั่งหลินซื่อก็ยังมีหลานสาวสามคนให้ดูแล มีแต่หลิวซื่อที่ตั้งครรภ์ท้องยังไม่โตเท่าไหร่ จึงต้องรั้งอยู่ในเรือนเป็นเพื่อนน้องสามี
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยไม่ได้อยู่ตรงนี้ด้วย เพราะพวกนางไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงเมื่อครู่นี้
ตอนแรกไม่ได้ไปร่วมแสดงความยินดีกับจูชี งานเลี้ยงที่ศาลบรรพชนพวกนางยิ่งไม่มีสิทธิ์ไป จึงพาพวกเด็กน้อยสกุลหลี่ว์กินข้าวอยู่ที่บ้าน
ไม่เสียแรงที่พวกนางสองคนพยายามปลอบโยนเด็กน้อยทั้งสามคนอยู่เป็นนาน ทั้งใช้ถ้อยคำอ่อนโยนเข้าปลอบ ทั้งส่งของกินเล่นให้ ในที่สุดก็ปลอบพวกนางได้สำเร็จ
หลินซื่อกลับมาก็พาเด็กน้อยสกุลหลี่ว์ทั้งสามคนไปอาบน้ำล้างหน้า แล้วบอกให้หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยจัดการธุระของตนเอง ออกไปพักผ่อนสักหน่อย
เย่อวี๋หรานเดินเข้ามาได้ยินจูปาเม่ยพูดเรื่องออกเรือนให้คนบ้านตระกูลใหญ่ที่นางใฝ่ฝันมาตลอดเข้าพอดี ฉับพลันนั้นก็ต้องเหงื่อตก
สั่งสอนมานานขนาดนี้ ยังดีที่เด็กคนนี้ไม่ได้โง่งมถึงขั้นพูดว่าอยากไปเป็นสาวใช้อุ่นเตียงให้คนบ้านตระกูลใหญ่อีก ไม่อย่างนั้นนางคงต้องกระอักเลือดออกมาเสียแล้ว
ครั้นเห็นเย่อวี๋หราน จูปาเม่ยก็พูดว่า “ท่านแม่ ท่านเห็นด้วยไหมเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานอยากพูดเหลือเกินว่า ‘ด้วยสภาพครอบครัวพวกเรา อย่าว่าแต่คนบ้านตระกูลใหญ่เลย เจ้าได้ออกเรือนให้ครอบครัวที่พอมีฐานะหน่อยก็ถือว่าไม่เลวมากแล้ว!’
แต่นางไม่อยากพูดจาทำร้ายจิตใจจูปาเม่ย ทางหนึ่งพยายามครุ่นคิด ทางหนึ่งก็กวักมือเรียกให้จูปาเม่ยยกเก้าอี้มานั่งทางนี้
จูปาเม่ยนับว่ายังมีใจกตัญญู ตอนยกเก้าอี้มายังไม่ลืมยกมาให้เย่อวี๋หรานด้วย
“ท่านแม่ ท่านนั่งตัวนี้นะเจ้าคะ เก้าอี้ตัวนี้ตัวใหญ่หน่อย”
“อื้ม!” เย่อวี๋หรานนั่งลงด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
จูปาเม่ยก็นั่งลงข้าง ๆ
“เจ้าอยากแต่งให้คนบ้านตระกูลใหญ่จริง ๆ?”
“ใช่น่ะสิเจ้าคะ ท่านแม่ก็พูดมาตลอดว่าขอแค่ข้าได้ออกเรือนให้คนตระกูลใหญ่ได้ ข้าก็จะได้สุขสบายไปชั่วชีวิตแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ?” จูปาเม่ยกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ
เย่อวี๋หรานยิ้มบาง ๆ “เช่นนั้นก็ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะสอนกฎระเบียบของบ้านตระกูลใหญ่ให้เจ้า”
หลิวซื่อกางหูผึ่ง เดินเข้ามาใกล้ด้วยเช่นกัน
แม้ว่านางใกล้จะได้เป็นแม่คนแล้ว ตนเองไม่อาจออกเรือนให้คนบ้านตระกูลใหญ่ได้อีก แต่ถ้านางคลอดลูกสาวเล่า?
ถึงตัวนางเองจะไม่ได้ใช้ แต่ถ้าเกิดมีหลานสาวล่ะ?
ในสายตาของนาง แม่สามีเป็นคนเก่งมากความสามารถ ในเมื่อแม่สามีบอกว่าสามารถส่งน้องสามีไปแต่งให้คนบ้านตระกูลใหญ่ได้ก็ย่อมจะเป็นจริงเช่นนั้น
ขอแค่นางเรียนรู้มาได้สักอย่างสองอย่าง ครึ่งชีวิตหลังของนางก็สุขสบายแล้ว
“ก่อนจะพูดเรื่องนั้น พวกเรามาพูดกันก่อนว่าตระกูลใหญ่เช่นใดจึงจะนับเป็นตระกูลใหญ่ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ร่ำรวยกับมีคนรับใช้เต็มบ้านแล้วจะถือว่าเป็นตระกูลใหญ่ ตระกูลใหญ่ที่แท้จริงต้องมีรากฐาน…” เย่อวี๋หรานพยายามค้นหาจากในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม พลางนึกถึงรายละเอียดที่นางเคยพูดให้จูปาเม่ยฟังก่อนหน้านี้ นำมาเรียบเรียงใหม่อีกครั้งโดยอธิบายให้ลึกซึ้งกว่าเดิม
เหมือนกับที่ผ่านมา นางไม่ได้รีบร้อนหักหาญความคิดของจูปาเม่ย แต่บอกให้เข้าใจว่าตระกูลใหญ่กับตระกูลใหญ่ด้วยกันนั้นมีข้อแตกต่างกันอยู่
แบบที่ร่ำรวยขึ้นมากะทันหัน มั่งคั่งมาเพียงสามรุ่น หากไม่ระวังก็อาจสิ้นเนื้อประดาตัวได้ ตระกูลใหญ่ที่มีกฎระเบียบเคร่งครัดและสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แบบนั้นต่างหากจึงจะเรียกว่าเป็นตระกูลใหญ่ที่มีรากฐานมั่นคงอย่างแท้จริง
ตระกูลใหญ่ทั้งสองแบบมีความแตกต่างที่สำคัญหลายอย่าง…
คำพูดของเย่อวี๋หรานหักล้างภาพจำของจูปาเม่ยไปอย่างสิ้นเชิง นางเข้าใจมาตลอดว่าตระกูลร่ำรวยที่มีอิทธิพลในตำบลอันจิ่วเหล่านั้นถือว่าเป็นตระกูลใหญ่แล้ว
แต่เย่อวี๋หรานกลับบอกนางว่า “ตระกูลพวกนั้น?”
“ตระกูลเหล่านั้นจะนับเป็นอะไรได้ ก็แค่เศรษฐีใหม่เท่านั้นเอง ตระกูลใหญ่ที่แท้จริงไม่ใช่แบบนี้หรอกนะ”
“ถ้าเจ้าอยากรู้ว่าตระกูลไหนเป็นตระกูลใหญ่ ไม่ได้ดูว่าพวกเขามีเงินมากแค่ไหน แต่ดูที่ว่าพวกเขาสืบทอดกันมากี่รุ่นแล้วต่างหาก”
“ก็เหมือนครอบครัวชาวนาแบบพวกเรานี่แหละ ตระกูลใหญ่ที่มีรากฐานเหล่านั้นก็สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่นเหมือนกัน”
……