ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 658 กฎระเบียบไม่ได้มีไว้ให้คนอื่นปฏิบัติตามเท่านั้น ตัวเราก็ต้องปฏิบัติตามเช่นกัน
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 658 กฎระเบียบไม่ได้มีไว้ให้คนอื่นปฏิบัติตามเท่านั้น ตัวเราก็ต้องปฏิบัติตามเช่นกัน
บทที่ 658 กฎระเบียบไม่ได้มีไว้ให้คนอื่นปฏิบัติตามเท่านั้น ตัวเราก็ต้องปฏิบัติตามเช่นกัน
สิ่งแรกที่เย่อวี๋หรานกล่าวถึงก็คือ ‘ตระกูลข่ง’ ที่คนยุคสมัยนี้ให้ความเคารพอย่างสูง
ใช่แล้ว แม้ราชวงศ์เซินถูจะไม่ปรากฏในบันทึกประวัติศาสตร์ แต่ที่นี่ก็มี ‘จอมปราชญ์ขงจื่อ (ขงจื๊อ)’ ที่ได้รับความเคารพยกย่องจากเหล่าบัณฑิตเช่นกัน
เรื่องแรกที่บัณฑิตทุกคนต้องทำเมื่อเข้ามาร่ำเรียนในสำนักศึกษาก็คือการกราบไหว้บรรพจารย์ขงจื่อ
ตอนแรกที่จูชีเข้ามาศึกษาในสำนักศึกษาสกุลเสินก็เคยไหว้บรรพจารย์มาแล้ว โดยมีอาจารย์เสินเป็นผู้นำทำพิธี
ทว่าการเปลี่ยนแปลงทางยุคสมัยของที่นี่ต่างจากประวัติศาสตร์ที่เย่อวี๋หรานเคยเรียนรู้มาในชาติที่แล้ว ไม่ทราบว่าเกิดความพลิกผันขึ้นตรงจุดไหน ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย สุดท้ายจึงได้ปรากฏ ‘ราชวงศ์เซินถู’ ขึ้นมา
เย่อวี๋หรานเคยอ่านบันทึกการเดินทางและตำราประวัติศาสตร์ที่จูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่านำกลับมาด้วย พบว่ายุคสมัยนี้ไม่มีสิ่งใดที่สามารถนำไปเทียบเคียงได้เลย ยุคนี้มีสำริด แต่เครื่องมือเหล็กยังไม่ก้าวหน้า มีการทำเกษตรกรรม แต่กระทั่งวิธีทำนาน้ำแบบพื้นฐานที่สุดก็ยังไม่มี ทว่าแนวคิดปิตาธิปไตย (แนวคิดชายเป็นใหญ่) กลับเข้มข้นยิ่งนัก ขาดก็แค่การรัดเท้าแล้ว*[1]
เย่อวี๋หรานดีใจยิ่งนักที่ยุคสมัยนี้ไม่มีประเพณีให้รัดเท้า ไม่อย่างนั้น…
ถ้านางมีเท้ากระจิริดคู่หนึ่ง ยังจะกล้า ‘วางท่าใหญ่โต’ เหมือนตอนนี้อีกหรือ?
ผู้ชายคนไหนก็สามารถผลักล้มนางได้ทั้งนั้น
ยังมีเอกลักษณ์อีกประการก็คือ แม้ผู้ชายยุคนี้จะมีแนวคิดชายเป็นใหญ่ แต่ถ้าเป็นบัณฑิตกลับนิยมแนวทางสภาพบุรุษสำนักหรู*[2] ไม่สนับสนุนการลงไม้ลงมือกับผู้หญิง มองว่านั่นเป็นการใช้ความรุนแรง
ส่วนในเรือนเป็นอย่างไร เย่อวี๋หรานไม่ทราบ แต่นางไม่เคยได้ยินข่าวลือว่ามีบัณฑิตตบตีภรรยามาก่อน
หากมีข่าวลือเช่นนี้แพร่ออกมาก็จะเป็นเรื่องเสื่อมเสียอย่างยิ่ง ถูกผู้คนดูหมิ่นดูแคลน
แต่ถ้าเป็นชาวบ้านตาดำ ๆ…
ขออภัยจริง ๆ พวกเขาไม่ได้มีข้อถือสามากมาย พวกเขาเชื่อว่า ภรรยานั้นยิ่งตีก็จะยิ่งเชื่อฟัง
ในฐานะที่เป็นคนรุ่นหลังของขงจื่อ ข้อห้ามและกฎระเบียบของตระกูลข่งมีมากมายยิ่งนัก มีตั้งแต่เรื่องเล็กอย่างอาภรณ์ไม่เรียบร้อย วาจาหยาบคาย สีหน้าไม่สุภาพ เกียจคร้านเป็นอาจิณ เสเพลไม่เอาการเอางาน ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างหลักการครองตนและอุดมการณ์ในการใช้ชีวิต ทั้งหมดทั้งมวลนั้นมีกฎกำหนดไว้อย่างเข้มงวด
เย่อวี๋หรานอธิบายว่าสิ่งใดจึงเรียกว่า ‘สุภาพบุรุษไม่สำรวมตนก็จะไร้ความน่าเชื่อถือ ร่ำเรียนวิชาความรู้ก็จะไม่ถ่องแท้’ ‘ยืนตรงเฉกเช่นต้นสน นั่งมั่นคงดั่งเช่นระฆัง เดินเหินดุจสายลม นอนตะแคงเหมือนคันศร’ ‘ไร้มารยาทไม่พึงมอง ไร้มารยาทไม่พึงฟัง ไร้มารยาทไม่พึงกล่าว ไร้มารยาทไม่พึงกระทำ’ หรือ ‘พูดแล้วต้องกระทำ ทำแล้วต้องบังเกิดผล’ …
ตระกูลใหญ่ที่แท้จริง ตั้งแต่เจ้านายไปจนถึงคนรับใช้ในเรือนล้วนเป็นเช่นนี้ เห็นเพียงแวบแรกก็ทำให้คนมองออกทันที
คำกล่าวข้างต้นกระตุ้นความสนใจของจูปาเม่ยเป็นอย่างมาก นางเบิกตากว้างอย่างเหลือเชื่อ “ท่านแม่ มีคนแบบนี้ด้วยหรือเจ้าคะ? คนแบบนี้จะต่างจากปราชญ์ตรงไหนเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานยิ้มก่อนจะพูดว่า “ดังนั้น พวกเขาถึงได้เป็นตระกูลข่ง คือตระกูลใหญ่ที่แท้จริงอย่างไรเล่า”
จูปาเม่ยพลันพลุ่งพล่านใจ “จริงหรือเจ้าคะ?! ท่านแม่ ท่านช่วยให้ข้าได้ออกเรือนให้ตระกูลแบบนี้ได้จริง ๆ หรือเจ้าคะ? พวกเขาฟังดูยิ่งใหญ่มาก ๆ เลยนะเจ้าคะ!”
นางฟังไม่ออกว่ามีปัญหาตรงไหน เพียงรู้สึกว่าวิถีชีวิตของคนเช่นนี้ราวกับชีวิตของเทพเซียนก็ไม่ปาน ดีงามอย่างยิ่ง
แต่เย่อวี๋หรานกลับยิ้มน้อย ๆ แล้วถามคำถามหนึ่งขึ้นมาราวกับเจาะฟองอากาศ “เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าอยากออกเรือนให้ตระกูลแบบนี้?”
จูปาเม่ยพยักหน้า
“แต่ถ้าอยากแต่งเข้าตระกูลแบบนี้ เจ้าก็ต้องเป็นคนแบบนี้ให้ได้เสียก่อน…” เย่อวี๋หรานสาธยายกฎระเบียบเกี่ยวกับสตรีในตระกูลบัณฑิตเหล่านั้นออกมายืดยาว
เวลากินข้าวห้ามอ้าปากกว้างเกินไป ดื่มชาก็ต้องแยกแยะให้ได้ว่าควรใช้น้ำแบบไหนชง ยามเดินปิ่นระย้าบนศีรษะห้ามส่ายไปส่ายมา…
กฎเกณฑ์มากมายเหล่านั้นสามารถกดทับคนจนถึงแก่ชีวิตได้เลยทีเดียว
จูปาเม่ยตะลึง ใจฝ่อลงไปทันตาเห็น “ไม่…ไม่หรอกมั้งเจ้าคะ? กฎจะเยอะเกินไปแล้ว?!”
กระทั่งกินข้าว นอนหลับ เดินเหินก็ต้องอยู่ในกฎระเบียบ ยังจะมีอิสระอยู่เสียที่ไหน?
ไม่เพียงเท่านี้ กระทั่งว่าวันไหนจะรับประทานสิ่งใด พวกเขายังพิถีพิถันยิ่ง
ของรสจัดที่นางชอบกินส่วนใหญ่ล้วนเป็นสิ่งต้องห้ามเพื่อป้องกันไม่ให้ปากมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ทั้งยังไม่อาจกินจนอิ่มเกินไป เพราะไม่ดีต่อสุขภาพ
“ก็เยอะแบบนี้แหละ” เย่อวี๋หรานผงกศีรษะ “นี่ก็คือตระกูลใหญ่ที่แท้จริง ถ้าเจ้าอยากแต่งเข้าไปในตระกูลเช่นนี้ ก่อนอื่นเจ้าก็ต้องรักษากฎระเบียบเหล่านี้ให้ได้เหมือนพวกเขา อีกทั้งเจ้ายังต้องทำให้ดีกว่าคนอื่น ๆ ทำให้คนหาข้อจับผิดไม่ได้ ไม่อย่างนั้น ทั้งในและนอกเรือน ไม่ว่าใครก็สามารถตำหนิเจ้าได้ทั้งนั้น”
“ได้อย่างไรเจ้าคะ?” จูปาเม่ยไม่ยอม “คนในบ้านตำหนิยังพอว่า แต่ทำไมคนนอกยังมาจับผิดได้ด้วยล่ะเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าบริสุทธิ์ใจ “เพราะเป็นกฎอย่างไรเล่า เจ้าประพฤติตัวไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบของตระกูลใหญ่ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเสียเกียรติ เจ้าก็ต้องถูกลงโทษ กฎระเบียบไม่ได้มีไว้ให้คนอื่นปฏิบัติตามเท่านั้น แต่ตัวเจ้าเองก็ต้องทำตามกฎระเบียบเหล่านั้นด้วย”
จูปาเม่ย “…”
กฎระเบียบที่มารดาพูดมาเหล่านั้น สำหรับนางแล้วมันโหดร้ายเกินไป
“ไม่เป็นไร ตระกูลใหญ่ที่มีกฎระเบียบเข้มงวดเช่นนี้โดยทั่วไปแล้วมักเป็นตระกูลบัณฑิต ยากเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ พวกเราอาจเปลี่ยนไปมองตระกูลที่เรียบง่ายกว่านี้ ไม่ได้มีข้อเรียกร้องมากขนาดนั้น” เย่อวี๋หรานเก็บตระกูลบัณฑิตที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นใส่กรุไปเรียบร้อย จากนั้นก็โจมตีตระกูลใหญ่ขั้วตรงข้ามกันเป็นอันดับถัดไป “ก็เหมือนที่ข้าพูดมา ตระกูลขุนนางฝ่ายทหารไม่ได้มีกฎระเบียบมากมาย”
“ขุนนางฝ่ายทหาร?”
จูปาเม่ยงุนงง
เย่อวี๋หรานอธิบายว่าขุนนางฝ่ายทหารเหล่านี้ได้รับตำแหน่งเพราะเคยสร้างความชอบทางทหารในสนามรบ
ตระกูลทหารไม่ได้มีกฎระเบียบมากมาย เพราะคนที่ออกสู่สนามรบเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเป็นประเภทเดิมพันด้วยชีวิต
“คนแบบนี้ไม่เคยเรียนหนังสือ อาศัยกำปั้นเข้าว่า ตัวพวกเขาเองก็เป็นคนหยาบกระด้างอยู่แล้ว รับกฎระเบียบจุกจิกเหล่านั้นไม่ได้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเอากฎระเบียบพวกนั้นมากะเกณฑ์คนอื่น” เย่อวี๋หรานอธิบายข้อดีของขุนนางฝ่ายทหารออกมาพร้อมรอยยิ้ม
เพิ่งจะดึงดูดความสนใสของจูปาเม่ยได้ นางก็สาดน้ำเย็นใส่อีกรอบ
ในเมื่อเป็นขุนนางฝ่ายทหาร ไม่ว่าระดับบนหรือระดับล่าง พวกเขาล้วนต้องออกรบกันทั้งนั้น หรือก็หมายความว่าภรรยาของพวกเขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าสามีของตนจะกลับมาเมื่อไหร่ ได้แต่ดูแลเด็กและคนแก่ คลอดลูกชายอบรมลูกสาว ทุ่มเทดูแลครอบครัวอยู่เบื้องหลังตามลำพัง
เท่านี้ก็แล้วไปเถอะ ถ้าสามีได้เลื่อนยศก็เป็นไปได้ที่จะรับอนุภรรยา และมีลูกกับคนอื่น
ส่วนลูกชายที่คนอื่นคลอดออกมาเหล่านี้ พอเขาโตขึ้นมาแล้วก็จะมาแย่งชิงมรดกกับลูก ๆ ของภรรยาเอก
เนื่องจากครอบครัวขุนนางฝ่ายทหารไม่ได้มีกฎระเบียบมากมายปานนั้น ก็เป็นไปได้ที่จะไม่มีการแบ่งแยกฐานะสูงต่ำระหว่างภรรยาเอกและอนุภรรยา
จูปาเม่ยกะพริบตาปริบ ๆ อึ้งไปชั่วขณะ
เย่อวี๋หรานกล่าวต่อไปว่า “ถ้าเจ้าแต่งเข้าไปเป็นอนุภรรยาก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องไปแย่งชิงกับคนอื่นอยู่แล้ว คลอดลูกชายแข่งภรรยาเอกได้ก็พอ แต่ถ้าพี่ชายหรือพวกหลาน ๆ เก่งกาจ ทำให้เจ้าได้แต่งเข้าไปเป็นภรรยาเอก อย่างนั้นเจ้าก็ซวยแล้ว เพราะจะมีผู้หญิงเป็นโขยงมาคลอดลูกชายให้สามีเจ้า แย่งทรัพย์สินของสามีเจ้า…”
จูปาเม่ย “…”
นางพลันรู้สึกว่าไม่ได้ดีงามขนาดนั้นอีกแล้ว
ไม่มีกฎระเบียบก็ ‘สบาย’ หน่อย แต่ถ้าไม่มีกฎระเบียบ ศัตรูคู่แข่งของนางก็สบายเหมือนกัน
กล่าวถึงตระกูลบัณฑิตและตระกูลทหารเสร็จแล้ว สุดท้ายเย่อวี๋หรานก็กล่าวถึงตระกูลพ่อค้า
“ส่วนตระกูลพ่อค้า ข้าก็ไม่อธิบายมากแล้ว สถานการณ์ครอบครัวพวกเราเป็นอย่างไร เจ้าก็รู้อยู่” เย่อวี๋หรานกล่าวเนิบช้า “ใช่ว่าข้าไร้ความสามารถหาเงินเป็นกอบเป็นกำ แต่เลือกที่จะไม่พาพวกเจ้าทำอย่างนั้น เพราะทันทีที่ครอบครัวพวกเราถูกตัดสินว่าเป็นครอบครัวพ่อค้า ก็เท่ากับว่าเป็นชนชั้นล่าง พี่เจ็ดกับหลาน ๆ ของเจ้าก็ไม่อาจสอบเคอจวี่ ไม่อาจสอบเคอจวี่ก็ไม่อาจเป็นขุนนาง เช่นนั้นครอบครัวใหญ่ของพวกเราก็คง…”
[1] จีนยุคศักดินามีประเพณีรัดเท้า หรือ เท้าดอกบัว เพราะเชื่อว่าผู้หญิงยิ่งเท้าเล็กก็ยิ่งงาม สะท้อนให้เห็นถึงฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจของครอบครัว เพราะการรัดเท้าเช่นนี้ทำให้เท้าพิการ เดินเหินลำบาก ทำงานหนักไม่ได้
[2] สำนักหรู หรือ หรูเจีย (儒家) หมายถึงลัทธิขงจื๊อ ก่อตั้งโดย ขงจื่อ (ชื่อจริง ข่งชิว, 551 – 479 ก่อนค.ศ.) แต่เดิมนั้นคำว่า จวินจื่อ (君子) หมายถึงผู้มีอำนาจปกครองและชนชั้นสูง แต่ขงจื่อเป็นผู้เสนอความหมายใหม่ว่า จวินจื่อ คือ ผู้มีคุณธรรม (ในที่นี้แปลว่า สุภาพบุรุษ) ทั้งนี้ ลัทธิขงจื๊อเน้นเรื่องความเมตตากรุณา ความกตัญญู ความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ การศึกษา ขนบจารีตและประเพณี