ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 660 พวกท่านเข้าข้างคนอื่นชัด ๆ เลยนี่นา
บทที่ 660 พวกท่านเข้าข้างคนอื่นชัด ๆ เลยนี่นา
“อายุปูนนี้กันแล้ว เรื่องไหนผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านไปเถอะ ตอนยังหนุ่มยังสาวมีใครไม่เคยทำผิดมาก่อนบ้าง? ขอแค่รู้จักปรับปรุงตัวก็พอแล้ว”
“พวกลูกชายกับหลานชายก็โต ๆ กันแล้ว เจ้าคงไม่ได้คิดจะหย่ากับเจ้าใหญ่เหมือนเอ้อร์เม่ยหรอกใช่ไหม?”
“แบบนั้นไม่ได้หรอกนะ เจ้าใหญ่ไม่เหมือนคนแซ่เฉียนผู้นั้น นิสัยต่ำช้า มิหนำซ้ำยังพาลูกชายเสียคนอีก ทำให้เอ้อร์เม่ยต้องเจ็บช้ำน้ำใจ เจ้าดูลูกชายลูกสาวของเจ้าสิ มีคนไหนไม่กตัญญูบ้าง?”
“เจ้าเจ็ดก็ได้เรื่องได้ราว สอบเป็นซิ่วไฉกลับมาให้พวกเจ้าได้”
……
เย่อวี๋หรานไม่ได้รีบร้อนเอ่ยปาก แต่ปล่อยให้ผู้เฒ่าทั้งสองพูดออกมาจนจบเสียก่อนค่อยเอ่ยขึ้นอย่างแช่มช้า “ใครบอกว่าข้าไม่อยากหย่า ข้าอยากหย่าใจจะขาดแล้วเจ้าค่ะ”
วาจาประโยคเดียวทำให้พ่อเฒ่าจูกับแม่เฒ่าจูแทบกระโดดย่ำอยู่กับที่
“ทะ…ทำไมรึ? เจ้าใหญ่ไปทำอะไรมาอีกแล้ว?” แม่เฒ่าจูใจเต้นระทึก คิดไปโดยสัญชาตญาณว่าต้องเป็นเพราะจูเหล่าโถวไปทำอะไรให้สะใภ้ใหญ่โมโหอีกแล้วเป็นแน่ ไม่อย่างนั้นสกุลจูได้มีชีวิตดี ๆ แบบนี้แล้ว ทำไมนางยังอยากจะหย่าอยู่อีกเล่า?
แล้วก็เป็นดังคาด รอจนเย่อวี๋หรานเล่าว่าจูเหล่าโถวเกือบจะทำเรื่องโง่เขลาอะไรลงไประหว่างงานเลี้ยงที่ศาลบรรพชนวันนั้น อย่าว่าแต่เย่อวี๋หรานคิดจะหย่ากับจูเหล่าโถวเลย กระทั่งผู้เฒ่าทั้งสองยังอยากสั่งสอนจูเหล่าโถวให้หนัก ๆ สักยกเลยทีเดียว
มีชีวิตดี ๆ ไม่ชอบ เจ้ามาก่อเรื่องแบบนี้ทำไม?
ตัวเองไร้ความสามารถก็อย่ามาทำเรื่องแบบนี้!
แต่ถ้อยคำดี ๆ ก็ยังต้องพูดออกมา พวกเขาสองคนย่อมไม่อาจปล่อยลูกชายคนโตไปโดยไม่ไยดีได้
ผู้เฒ่าทั้งสองหันไปหาเย่อวี๋หราน พยายามสรรหาถ้อยคำน่าฟังมาเกลี้ยกล่อม
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านไม่ต้องเกลี้ยกล่อมข้าหรอกเจ้าค่ะ ข้าไม่ใช่คนทำอะไรด้วยอารมณ์ ข้าไม่คิดถึงเขาได้ แต่ไม่อาจไม่คิดถึงพวกลูกชายลูกสาว เจ้าเจ็ดเป็นบัณฑิต ต่อไปต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็จะได้เป็นบัณฑิตเช่นกัน สำหรับคนเป็นบัณฑิตแล้วชื่อเสียงสำคัญยิ่งนัก ข้าไม่มีทางทำเรื่องที่จะทำให้พวกเขาเสื่อมเสียอยู่แล้ว”
เย่อวี๋หรานกล่าวถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไป แล้วพูดต่อว่า “แต่ข้าหวังว่าพวกท่านจะช่วยเกลี้ยกล่อมจูเหล่าโถวว่าอย่าไปเที่ยวพูดจาส่งเดชอยู่ข้างนอก ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็โยนมาให้ข้า บอกว่าบ้านนี้ข้าเป็นคนตัดสินใจ”
ผู้เฒ่าทั้งสองมองหน้ากัน ไม่อาจตอบรับได้ในทันที
“ข้ารู้ว่าทำแบบนี้ออกจะทำร้ายศักดิ์ศรีเขา แต่ศักดิ์ศรีของเขาสำคัญเท่าสกุลจูหรือเจ้าคะ? เขาสำคัญ หรือพวกลูกชายหลานชายสำคัญ?” เย่อวี๋หรานมองสีหน้าพวกเขาเต็ม ๆ ตา ใช้ลูกหลานมาเป็นข้ออ้างในการโจมตีแนวป้องกันจิตใจของผู้เฒ่าทั้งสอง “ข้าทำไปทั้งหมดนี้ก็เพื่อลูก ๆ หลาน ๆ ไม่ใช่หรือเจ้าคะ? พวกเขาแซ่จู ไม่ได้ใช้แซ่ตามข้าเสียหน่อย”
คนยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญกับสายเลือดและวงศ์ตระกูลยิ่งนัก ในไม่ช้าเย่อวี๋หรานก็โน้มน้าวผู้เฒ่าทั้งสองได้สำเร็จ
จริงด้วย เจ้าใหญ่ทำเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้ออกมาได้ ผู้ใดจะไปทราบว่าคราวหน้าเขาจะก่อเรื่องอะไรให้พวกหลานเหลนอีก
บ้านหลังนี้ยังต้องพึ่งพาสะใภ้ใหญ่!
จูเหล่าโถวคิดไม่ถึงเด็ดขาดว่าบิดามารดาที่ตอนแรกยังยืนอยู่ฝั่งเขา แค่ไปคุยกับเย่อวี๋หรานครู่เดียวเท่านั้นก็ถูกนางยุให้ย้ายฝั่งได้แล้ว
นอกจากจะไม่กล่าวถึงเรื่อง ‘คืนดี’ กันแล้ว ยังวิ่งมาเตือนสติจูเหล่าโถว บอกว่าต่อไปให้เขาทำตัวดี ๆ อย่าสร้างปัญหาให้สกุลจู
จูเหล่าโถว “…”
ตกลงแล้วใครเป็นลูกของพวกท่านกันแน่?
พวกท่านทำแบบนี้ก็คือเข้าข้างคนอื่นชัด ๆ เลยนี่นา?
กระทั่งบิดามารดาบังเกิดเกล้าของตนเองยังพึ่งพาไม่ได้เช่นนี้ จูเหล่าโถวคับข้องใจยิ่งนัก
เขาทำสงครามเย็นอยู่ทางนี้ เย่อวี๋หรานไม่ได้สนใจเขา โน้มน้าวใจผู้เฒ่าทั้งสองได้แล้วก็ไปเตรียมการสำหรับการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ
โดยทั่วไปแล้วการทำนามักจะหว่านเมล็ดพันธุ์ช่วงเดือนสามเดือนสี่ แต่การทำนาน้ำจำเป็นต้องเตรียมการล่วงหน้า การไถดินก็ไม่อาจทำได้เพียงรอบเดียว จำเป็นต้องไถหยาบก่อนตามด้วยไถละเอียด ทำให้ดินในผืนนาพลิกขึ้นมา จากนั้นก็ปรับหน้าดินให้เรียบเสมอกัน
เมื่อเสร็จแล้วค่อยทดน้ำเข้าแปลงเพื่อทดสอบว่ามีน้ำซึมออกมาหรือไม่
ถ้ามีน้ำซึมออกมาก็ต้องทำใหม่อีกรอบ
นอกจากนี้ งานเช่นนี้ก็ไม่อาจทำให้เสร็จในคราวเดียว แต่จำเป็นต้องแบ่งทำทีละขั้นตอน…
แต่ละครั้งต้องเว้นช่วงนานเท่าไหร่ จำเป็นต้องทำอะไรบ้าง เย่อวี๋หรานจำเป็นต้องกำกับดูแลด้วยตนเอง ไม่อย่างนั้นผู้ดูแลฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาที่ไม่เคยทำงานพวกนี้มาก่อนจะทำออกมาได้อย่างไร?
นี่เป็นเพียงข้อแรกเท่านั้น ยังมีเรื่องกล้าที่จะนำไปปักดำ ปุ๋ยที่จะได้ใช้ รวมถึงมันเทศฤดูใบไม้ผลิที่จะได้เก็บเกี่ยวกันเร็วหน่อย นางจำเป็นต้องวางแผนงานทั้งหมด
ใช่ว่าทุกบ้านจะมีแรงงานมากเหมือนสกุลจูที่มีลูกชายมาก ดังนั้นวันไหนต้องทำสิ่งใดบ้าง จะต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อให้อีกฝ่ายได้เตรียมการเอาไว้
เนื่องจากทุกคนยังไร้ประสบการณ์ การไถดินจึงต้องเริ่มทำตั้งแต่เนิ่น ๆ นอกจากนี้ เย่อวี๋หรานยังต้องให้หลิ่วซื่อกับหลินซื่อไปสอนวิธีเพาะกล้ามันเทศให้คนในหมู่บ้าน
ความจริงแล้วช่วงเวลานำกล้ามันเทศลงดินกับการปักดำค่อนข้างใกล้เคียงกัน เป็นเรื่องของลำดับก่อนหลังเท่านั้น ยังดีที่สามารถเพาะกล้ามันเทศล่วงหน้าจนถึงช่วงปลายเดือนหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเย่อวี๋หรานก็คงต้องปวดเศียรเช่นกัน
เรื่องการเพาะกล้ามันเทศก็ไม่จำเป็นต้องทำกันทุกบ้าน เย่อวี๋หรานไปบอกเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสไว้ล่วงหน้าแล้วว่าให้จัดกลุ่มเป็นกลุ่มละกี่ครัวเรือน โดยให้หนึ่งในนั้นเป็นฝ่ายรับผิดชอบเรื่องเพาะกล้ามันเทศ คนอื่นคอยช่วยเหลือก็พอแล้ว
กล้ามันเทศต่างจากการเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หนึ่งเมล็ดได้กล้าข้าวต้นเดียว ไม่มีมากกว่านั้น หลังจากเพาะกล้ามันเทศได้แล้วก็จะมีเถาออกมาด้วย
เถาพวกนี้ยังสามารถนำมาปักชำได้ ปลูกง่ายยิ่งนัก
ขอเพียงแต่ละบ้านมีพื้นที่ว่างในแปลงผักก็สามารถเพาะกล้ามันเทศได้ทั้งนั้น
“เห็นไหมเจ้าคะ มันเทศพวกนี้ต้องคัดให้ดี อันที่เน่าแล้วไม่ใช้ ต้องใช้อันที่ยังดีอยู่เท่านั้น” หลินซื่อที่กำลังช่วยงานอยู่มองปราดเดียวก็เห็นว่ามีคนเอามันเทศที่เสียไปผสมกับอันที่ยังดีอยู่ จะเอามันเทศที่เสียแล้วมาเพาะกล้า
นางไม่ได้เปิดโปงโดยการบอกว่าท่านไปเอาอันที่เสียแล้วมาใช้ได้อย่างไร เพียงบอกว่าการคัดมันเทศก็เหมือนกับผักชนิดอื่น ให้คัดเฉพาะหัวที่ยังดีอยู่มาเพาะจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
คนผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น ก็คือหญิงปากสว่างที่คิดจะเอาเปรียบคนอื่นนั่นเอง
ที่แท้ ปีที่แล้วนางไปโวยวายกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส ร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสไม่รู้จะทำอย่างไร จึงบอกให้บ้านที่มีกล้ามันเทศมากหน่อยเจียดให้นางมาสักกำ
แม้จะได้ปลูกช้าไปบ้าง แต่ก็ทำให้นางได้เก็บเกี่ยวรอบหนึ่ง แต่จะได้มันเทศหัวเล็กและจำนวนไม่มาก
ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา นางได้แต่ดูคนอื่นย่างมันเทศตาละห้อย แล้วสั่งห้ามไม่ให้ผู้เยาว์ในบ้านไปแตะต้องมันเทศ
“เจ้าอยากตายงั้นเรอะ? ของพวกนี้เอาไปแลกเงินได้ทั้งนั้น ข้ารอจะได้พึ่งพาพวกมันร่ำรวยอยู่นะ ถ้าเจ้ากล้าแอบกิน ได้เห็นดีกับข้าแน่!”
เท่านี้ยังไม่พอ ตอนเก็บรักษามันเทศยังเกียจคร้าน ขุดหลุมอย่างมักง่าย ถึงตอนเอาออกมาจึงพบว่ามีมันเทศเน่าไปไม่น้อย
หญิงปากสว่างก่นด่ายกใหญ่ คิดว่าจะต้องเป็นเพราะหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ทำร้ายกันแน่แล้ว จงใจบอกวิธีเก็บรักษาผิด ๆ นางจะได้ไม่มีมันเทศไปปลูก
นางไม่อยากเสียเปรียบคนอื่น จึงวางมันเทศที่ยังดีอยู่ไว้ข้างบน วางมันเทศที่เน่าไว้ข้างล่าง กลบเกลื่อนไปเช่นนี้
แม่เฒ่าที่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันถลึงตาใส่นาง “หญิงปากสว่าง เจ้าคิดจะทำอะไร? เพาะกล้าด้วยกันกับข้า เจ้ายังกล้าเอามันเทศเน่า ๆ พวกนี้มาหลอกข้างั้นรึ?”
“หลอกท่านตรงไหน? อย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ ตอนข้าเอาออกมาเมื่อวานนี้ยังดีอยู่เลย ใครจะไปคิดว่าแค่ข้ามคืนก็เน่าแล้ว…” หญิงปากสว่างพูด “ใครจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่แน่ว่าอาจมีคนคิดว่าข้ารังแกง่าย อาศัยช่วงที่ข้าไม่ทันระวังมาสับเปลี่ยนไปก็ได้”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ใครจะไปอยากได้มันเทศของเจ้า? หัวเล็ก ๆ แบบนั้น เปลี่ยนไปก็ไม่คุ้มหรอก”
“มันเทศของท่านก็ขนาดเล็กเหมือนกันไม่ใช่เรอะ?” หญิงปากสว่างกล่าวพลางจงใจชี้มันเทศที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก