ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 661 จะไปเรียนที่โจวเสวียหรือไม่?
บทที่ 661 จะไปเรียนที่โจวเสวียหรือไม่?
อีกฝ่ายโกรธจัด ทะเลาะกับหญิงปากสว่างเสียตรงนั้น
โชคดีที่เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสผ่านมาทางนี้พอดี เห็นอย่างนั้นจึงรีบเข้ามาห้าม “ทะเลาะอะไรกัน? ยังจะเพาะกล้าอยู่ไหม? ถ้าไม่เพาะจะได้ไปบ้านอื่น ยังมีคนรออีกเยอะแยะ คิดว่าทุกคนว่างกันหมดเหมือนพวกเจ้างั้นเรอะ?”
ครั้นโดนเอ็ดเช่นนั้น ทั้งหญิงปากสว่างและคนผู้นั้นต่างก็เงียบปาก
หลินซื่อสอนต่อไปว่าต้องปลูกมันเทศอย่างไร
การปลูกมันเทศไม่ยาก สิ่งสำคัญคือต้องพรวนดินให้ดี ขุดหลุมเอาไว้ จากนั้นวางมันเทศที่สภาพสมบูรณ์ลงไป กลบหลุม…
เนื่องจากช่วงเวลานี้อากาศยังค่อนข้างเย็น หลังจากทำตามขั้นตอนข้างต้นเสร็จแล้วยังต้องเอาแพฟางคลุมดินเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง ป้องกันไม่ให้มันเทศถูกความเย็นทำให้เสียหาย
กานอี้เซียนที่ซ่อนตัวอยู่ในศาลเจ้าถู่ตี้เฉินเอ่ยรับประกัน “วางใจเถอะ ตราบใดที่มีข้าอยู่ มันเทศพวกนี้ไม่มีทางเสียหายแน่นอน!”
“พอเสร็จแล้ว พวกท่านก็ไม่ต้องไปแตะต้องอีก มีแสงแดดแล้วค่อยไปยกแพฟางออก ให้แสงแดดส่องแปลงมันเทศอย่างทั่วถึง ก่อนอาทิตย์ตกดินก็นำแพฟางกลับไปคลุมใหม่”
“โดยทั่วไปแล้ว ราวครึ่งเดือนก็จะมียอดอ่อนแทงออกมา ประมาณสองเดือนก็จะได้เถามันเทศ สามารถนำมาปักชำได้แล้ว”
……
เย่อวี๋หรานกำชับคนทั้งหลายจากข้าง ๆ อีกครั้งว่า เห็นว่ามันเทศพวกนี้ไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็อย่าเอาแต่ขุดมันออกมาดู ขุดบ่อยเข้าก็อาจเกิดปัญหาขึ้นจริง ๆ ก็ได้
ถ้าคิดว่ามีตรงไหนแปลก ๆ ก็ให้ไปหาคนที่เรือนสกุลจู อย่าลงมือทำอะไรส่งเดชด้วยตัวเอง
การปลูกมันเทศง่ายกว่าการทำนาน้ำมากนัก ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน คนในหมู่บ้านก็เรียนรู้วิธีปลูกมันเทศเรียบร้อยแล้ว
ส่วนว่าจะรอดได้สักเท่าไหร่นั้น ยังต้องดูครึ่งเดือนหลังจากนี้
บางคนทำเสร็จเร็วก็รีบกลับไปสอนวิธีทำให้ที่บ้านมารดาของตนเอง บางคนได้ยินข่าวว่าหมู่บ้านสกุลจูกำลังเพาะกล้ามันเทศกันอยู่ก็หาสารพัดข้ออ้างมาช่วยเหลือถึงที่ พร้อมกันนั้นก็จะได้เรียนรู้วิธีทำไปด้วย กลับไปแล้วจะได้ปลูกเอง
ส่วนคนที่ยังไม่มีกล้ามันเทศก็ไม่ต้องร้อนใจ ขอเพียงหมู่บ้านของพวกเขามีความร่วมมือกับหมู่บ้านสกุลจู รอจนกล้ามันเทศเพาะเสร็จแล้ว แต่ละบ้านก็จะแบ่งออกมาให้ส่วนหนึ่ง
ปริมาณอาจไม่มาก แต่สามารถนำไปเพาะสำหรับปักชำได้
ขอเพียงมีมันเทศไว้เพาะ ปีหน้าก็สามารถปลูกปริมาณมากได้แล้ว อยากปลูกมากเท่าไหร่ก็ปลูกเท่านั้น
“การไถดินแบบนี้เหนื่อยจริง ๆ ต้องไถกี่รอบกันแน่? ยังจะต้องใส่ปุ๋ยอีก ยุ่งยากเกินไปแล้ว!” มีคนโอดครวญ “ข้าว่านะ ปลูกมันเทศอย่างเดียวก็พอแล้ว ถึงอย่างไรมันเทศก็ช่วยให้อิ่มท้อง ขายได้อีกต่างหาก ดีจะตายไป”
“นี่ จะพูดแบบนี้ก็ไม่ถูก ผู้อาวุโสก็บอกแล้วว่ามันเทศช่วยให้อิ่มท้องได้ก็จริง แต่ไม่ได้อยู่ท้องเหมือนข้าวสวยหรอกนะ เจ้ากินข้าวสวยหนึ่งถ้วยกับกินมันเทศหนึ่งถ้วยเป็นคนละเรื่องกันเลย ไม่เหมือนกันหรอก…” มีคนโอดครวญก็มีคนช่วยอธิบาย “กินมันเทศเพราะความจำเป็น ถ้าเลือกได้ก็กินข้าวสวยจะดีกว่า”
“ข้าขายมันเทศไปแล้วค่อยซื้อข้าวสารก็ได้นี่?” คนผู้นั้นก้มหน้า น้ำเสียงก็เบาลง กล่าวอย่างลึกลับว่า “พวกเจ้าไม่เคยได้ยินหรือว่าปีที่แล้วสกุลจูก็พึ่งพาการขายมันเทศทำเงินได้ไม่น้อย พวกเจ้าคิดดูสิ ปีนี้พวกเขาจะส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเข้าสำนักศึกษาเชียวนะ ถ้ามันไม่ทำเงินแล้วจะส่งไหวได้อย่างไร?”
“ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าบ้านพวกเขาก็อยู่ที่สำนักศึกษามาตลอดไม่ใช่เรอะ?”
“ไม่เหมือนกัน ที่ผ่านมาคือไปอยู่เป็นเพื่อนจูชี คราวนี้ถึงจะเป็นการไปเรียนหนังสือจริง ๆ จัง ๆ”
……
ขณะที่คนข้างนอกกำลังคาดเดากันอยู่ คนสกุลจูก็กำลังหารือกันเรื่องที่ว่าจูชีจะไปเรียนที่โจวเสวียดีหรือไม่
จูต้ากับจูเอ้อร์คิดว่า ในเมื่อโจวเสวียเป็นสถานศึกษาของทางการก็ต้องเป็นสถานที่ที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย
โอกาสที่คนอื่นร้องขอยังไม่ได้มาเช่นนี้ เจ้าเจ็ดได้มาแล้ว เหตุใดจะไม่ไป? ถ้าไม่ไปก็น่าเสียดายเกินไปแล้ว
อีกอย่าง พวกเขายังไม่คิดว่าจูชีจะเรียนไม่ไหว ถ้าเรียนไม่ไหวแล้วจูชีจะสอบเป็นซิ่วไฉกลับมาได้อย่างไร?
จูซื่อกับจูอู่ “…”
พวกเขาสองคนเห็นต่างออกไป คนนอกไม่เข้าใจสถานการณ์ของจูชี แต่คนในครอบครัวจะไม่เข้าใจได้อย่างไร?
จูชีสอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉมาครานี้เป็นเหตุไม่คาดฝันโดยสิ้นเชิง ไม่อย่างนั้น อาศัยการท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทองของจูชี สามารถสอบได้ก็แปลกแล้ว
ความเห็นสองฝั่งสูสีกัน แม้แต่พวกผู้หญิงก็ร่วมแสดงความเห็นด้วย
ในจำนวนนั้น หลิ่วซื่อกังวลใจยิ่งนัก เพราะถ้าจูชีไปเรียนที่โจวเสวียก็ต้องไปจากตำบลอันจิ่ว ถึงตอนนั้นก็เหลือเพียงต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าแล้วน่ะสิ?
พวกเขายังเด็กขนาดนั้น นางย่อมไม่วางใจให้พวกเขาไปเรียนหนังสือในตำบลตามลำพัง
คนที่ไม่เคยจะออกความคิดเห็นมาแต่ไหนแต่ไรอย่างนางในที่สุดก็ออกปากพูดอย่างหาได้ยาก กล่าวเสียงเบาว่า “อาจารย์เสินก็ดีมากไม่ใช่หรือ? ถ้าเขาไม่ดี เจ้าเจ็ดก็คงสอบเป็นซิ่วไฉไม่ได้”
“นั่นน่ะสิ ท่านแม่ ข้าคิดว่าทำแบบนี้ไม่เหมาะสมเท่าไหร่นะขอรับ” จูต้ารับไม้มาพูดต่อ พวกเขาสองคนปรึกษากันมาตั้งแต่เมื่อคืนวานแล้ว “อาจารย์เสินสอนเจ้าเจ็ดจนได้เป็นซิ่วไฉ แต่พวกเรากลับจะส่งเจ้าเจ็ดไปเรียนที่โจวเสวียโดยไม่เห็นแก่หน้าเขาแบบนี้ ถ้าอาจารย์เสินรู้เข้าจะไม่กล่าวโทษพวกเราหรือขอรับ? ปีนี้พวกเรายังต้องส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปเรียนที่นั่นอยู่นะ”
ล่วงเกินคนเขาไปแล้ว ยังจะส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปอีก ลูกชายทั้งสองคนของเขาก็ต้องรับกรรมน่ะสิ
อย่าเห็นว่าปกติแล้วจูต้าไม่พูดไม่จา แต่พอเป็นเรื่องเกี่ยวกับลูกชาย เขาก็ใส่ใจมากทีเดียว
คนเป็นพ่อย่อมไม่มีใครหวังให้ลูกชายของตนได้รับความลำบาก
“พี่สามบอกแล้วไม่ใช่หรือขอรับ อาจารย์เสินบอกว่าเรื่องนี้ให้ครอบครัวพวกเราตัดสินใจกันเอง” จูซื่อพูด “นี่เป็นเรื่องดี เขาจะโกรธได้อย่างไร? ถ้าเจ้าเจ็ดสามารถสอบได้ตำแหน่งสูงกว่าเดิม อาจารย์เสินก็จะได้มีหน้ามีตาไปด้วย ไม่เพียงสอนซิ่วไฉออกมาได้คนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสอนจวี่เหรินออกมาได้อีกต่างหาก หรือกระทั่งจิ้นซื่อ*[1] …เป็นจิ้นซื่อก็สามารถเป็นขุนนางได้แล้วนะ มีเกียรติจะตายไป!”
น้ำเสียงนั้นภูมิอกภูมิใจประหนึ่งว่าจูชีสอบเป็นขุนนางได้แล้ว
มุมปากเย่อวี๋หรานกระตุกยิบ: พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือเปล่าว่าเจ้าเจ็ดเป็นคนสมองทึ่ม ยังกล้าคิดอีกนะ!
ชั่วเวลานั้น ราวกับทุกคนลืมเรื่องที่จูชีเป็นคนสมองทึ่มไปแล้ว ทำราวกับเขาเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งก็ไม่ปาน ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถประสบความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับว่าช้าหรือเร็วเท่านั้น
ตำแหน่งซิ่วไฉทำให้พวกเขามองข้ามแก่นแท้ของเรื่องราวไปโดยสิ้นเชิง
สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคนก็คือ คราวนี้จูเหล่าโถวกลับไม่ออกความคิดเห็นใด ๆ จูต้ากับจูเอ้อร์ขอให้เขาพูด เขาก็พูดเพียงว่า “หา… เรื่องนี้…ข้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเสียหน่อย ฟังแม่พวกเจ้าพูดเถอะ!”
เย่อวี๋หราน “…”
เจ้าดื่มจนเมามาย เกือบจะตกปากรับคำงานมงคลของลูกชายลูกสาวออกไปแล้ว ตอนนั้นเจ้าไม่เห็นจะฟังข้าเลยนี่?
แต่จูเหล่าโถวไม่สร้างปัญหาให้นางอีก นางก็ดีใจที่สามารถวางใจได้เสียที
ตนเองมุ่งไปข้างหน้า แต่มีคนผู้หนึ่งเอาแต่ถ่วงอยู่ข้างหลัง หลายครั้งเข้า นางก็เหนื่อยใจเหมือนกันนะ
คนทั้งกลุ่มหารือกันไปหารือกันมาก็ไม่มีข้อสรุป จึงมองมาทางเย่อวี๋หรานอีกครั้ง ถามนางว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไร
“ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าจะสรุปสักหน่อยก็แล้วกัน” เย่อวี๋หรานเคยชินกับสายตาของทุกคนแล้ว นางกล่าวว่า “พวกเจ้ามีความคิดแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีเจ้าใหญ่เป็นผู้นำ คิดว่าในเมื่ออาจารย์เสินสามารถสั่งสอนซิ่วไฉออกมาได้ ก็ย่อมสามารถสั่งสอนจวี่เหรินออกมาได้เช่นกัน ไม่หวังให้เจ้าเจ็ดทำเรื่องเนรคุณเช่นนี้ ประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยก็หวังปีนป่ายขึ้นที่สูง โดยที่ไม่ต้องการอาจารย์เสินอีกแล้ว ถูกต้องหรือไม่?”
จูต้าพยักหน้า “อืม ข้าคิดเช่นนี้ขอรับ”
“อีกฝั่งหนึ่งมีเจ้าสี่กับเจ้าห้าเป็นผู้นำ” เย่อวี๋หรานมองไปทางจูซื่อกับจูอู่พลางเอ่ยว่า “พวกเจ้าเชื่อว่าอาจารย์เสินไม่โกรธเพราะเรื่องนี้ เจ้าใหญ่คิดมากเกินไป คิดว่าเจ้าเจ็ดสามารถสอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉมาแล้วก็ย่อมสามารถสอบระดับสูงกว่านี้ได้ อยากให้เขาไปเรียนที่โจวเสวีย สอบเป็นจวี่เหริน หรือกระทั่งจิ้นซื่อและเป็นขุนนาง ใช่หรือไม่?”
จูซื่อและจูอู่ไม่คิดว่าจะมีปัญหาตรงไหน พวกเขาจึงพยักหน้า “ใช่ขอรับ”
[1] ตารางการสอบเคอจวี่โดยสรุป
สนามสอบ
ถ้าสอบผ่านจะได้เป็น…
การสอบถงซื่อ
เสี้ยนซื่อ
ที่ 1 = ซิ่วไฉ
ฝู่ซื่อ
เยวี่ยนซื่อ
ซิ่วไฉ
เซียงซื่อ
จวี่เหริน
ฮุ่ยซื่อ
ก้งซื่อ
เตี้ยนซื่อ
จิ้นซื่อ (3 อันดับแรก ได้แก่ จ้วงหยวน ปั๋งเหยี่ยน ทั่นฮวา ตามลำดับ)