ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 662 เรื่องนี้ให้ถามจูชี
บทที่ 662 เรื่องนี้ให้ถามจูชี
เย่อวี๋หรานสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าขอถามอะไรพวกเจ้าหน่อยได้ไหม? ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเจ้าคิด แต่พวกเจ้าได้ถามเจ้าเจ็ดบ้างไหมว่าเขาคิดอย่างไร?”
ทุกคนพลันอึ้งไปชั่วขณะ
เพราะพวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องนี้ต้องถามจูชี
พวกเขาทุกคนรวมถึงจูซานเข้าใจว่า เรื่องนี้ให้เย่อวี๋หรานตัดสินใจก็จบแล้ว แต่เย่อวี๋หรานกลับบอกให้ถามจูชีเนี่ยนะ?
จูชีที่ถูกกล่าวถึงหน้าเหวอ “หา?”
ถามข้า?
ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น!
เขามองมาทางเย่อวี๋หรานอย่างว่าง่ายแล้วพูดว่า “ท่านแม่ ข้าฟังท่านขอรับ”
สำหรับคนสมองช้าคนหนึ่ง เจ้าคาดหวังว่าเขาจะตอบอะไรกลับมา?
เย่อวี๋หรานคาดเดาเอาไว้แล้ว จึงลอบถอนหายใจเบา ๆ เฮ้อ…
“เจ้าเจ็ด แม่ไม่อาจอยู่กับเจ้าไปทั้งชีวิต และไม่อาจตัดสินใจแทนเจ้าไปชั่วชีวิต เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง” เย่อวี๋หรานมองตาเขาพลางกล่าวอย่างจริงจังยิ่ง “เพราะเมื่อตัดสินใจลงไปแล้ว คนที่จะได้แบกรับผลลัพธ์ของการตัดสินใจนั้นก็คือเจ้า”
นางทราบว่าจูชีไม่เข้าใจ จึงอธิบายให้เขาฟังอย่างละเอียด
นางสมมติสถานการณ์หลายรูปแบบ
แบบแรก สมมติว่าไม่สอบเคอจวี่
นางไม่ได้บอกว่าจูชีสมองทึ่ม ไม่อาจทำข้อสอบที่เน้นการวิเคราะห์ได้ ต่อให้สอบต่อไปก็ไร้ความหมาย เพียงกล่าวว่า “ถ้าเจ้าไม่อยากเรียนหนังสือต่อไป ความจริงแล้วตำแหน่งซิ่วไฉก็พอให้ใช้แล้ว ก็เหมือนกับที่แม่เคยบอกไว้แต่แรก เจ้าสามารถกลับมาเปิดสำนักศึกษาในหมู่บ้าน…”
หากทำเช่นนี้ ทั้งชีวิตนี้ก็สามารถจินตนาการได้แล้ว ก็คือชีวิตที่เหมือนกับอาจารย์เสิน
แบบที่สอง สอบเคอจวี่ต่อไป แต่ไม่ไปเรียนที่โจวเสวีย ทว่ารั้งอยู่ในสำนักศึกษาสกุลเสิน
ข้อดีในการอยู่กับอาจารย์เสินก็คือ อาจารย์เสินเข้าใจจูชีเป็นอย่างดี สามารถกำหนดแผนการเรียนโดยปรับตามลักษณะการเรียนของจูชีได้ ช่วยให้จูชีสอบในระดับที่สูงขึ้น
ขณะเดียวกัน อาจารย์เสินก็มีข้อด้อยเช่นกัน นั่นก็คือตัวเขาไม่ใช่จวี่เหริน ไม่ทราบชัดว่าเขาจะมีความสามารถสอนต่อไปได้หรือไม่
ข้อเสนอของเย่อวี๋หรานก็คือ “อาจารย์เสินจะเต็มใจสอนเจ้าเจ็ดหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเรา ยังต้องสอบถามความคิดเห็นของอาจารย์เสินว่าเขายินดีหรือเปล่า แน่นอน เจ้าเจ็ดไม่จำเป็นต้องรีบร้อนให้คำตอบ พวกเรายังมีแบบที่สาม”
แบบที่สาม เรียนต่อไป โดยไปเรียนที่โจวเสวีย
โจวเสวียเป็นสถานศึกษาที่ดำเนินการโดยราชสำนัก ศักยภาพของอาจารย์และสภาพแวดล้อมย่อมไม่ต้องพูดถึง จะต้องดีกว่าตำบลอันจิ่วแน่นอนอยู่แล้ว จูชีไม่เพียงแต่จะได้ไปสัมผัสเรื่องราวแปลกใหม่ แต่ยังจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มากมายอีกด้วย
ทว่าก็ไม่ได้มีแต่ข้อดีไปเสียทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่นอาจารย์ของที่นั่นเป็นอย่างไร จะใคร่ครวญแทนจูชีหรือไม่? ลูกศิษย์ของที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง จะอยู่ร่วมกันได้ง่ายหรือเปล่า?
สำคัญที่สุดก็คือ จูชีจะสามารถปรับตัวได้ไหม?
ไม่ว่าจะตัดสินใจเลือกแบบไหน ในเมื่อเลือกไปแล้วก็จะต้องแบกรับผลที่ตามมา
“เจ้าเจ็ด สิ่งที่เจ้าต้องคิดก็คือ ผลที่ตามมาเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เจ้าแบกรับไหวหรือไม่ ทั้งยังต้องคิดว่า วันข้างหน้าเจ้าอยากมีชีวิตอย่างไร”
“ถ้าเจ้าสอบต่อไป ถึงสอบไม่ผ่านอย่างมากก็เหมือนกับในตอนนี้ แต่ถ้าเจ้าสอบผ่าน เจ้าก็จะได้ก้าวขึ้นไปอีกขั้น อนาคตยาวไกลไม่สิ้นสุด”
“เมื่อได้เป็นขุนนางแล้วก็จะต้องพบคนมากหน้าหลายตา รับมือกับการคบหารูปแบบต่าง ๆ เรื่องเหล่านี้เจ้าล้วนต้องเรียนรู้”
“ถึงพวกข้าจะเป็นคนในครอบครัวของเจ้า อยากช่วยเหลือเจ้าไปทั้งชีวิต แต่พวกข้าก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าพวกข้าจะสามารถช่วยเหลือเจ้าไปทั้งชีวิตได้”
……
เย่อวี๋หรานพยายามใช้ถ้อยคำที่เรียบง่ายมาอธิบายให้จูชีเข้าใจว่า ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจเลือกแบบไหน แต่ละแบบย่อมจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป
นางไม่สนว่าเขาจะสามารถได้ดิบได้ดีเป็นขุนนางได้หรือไม่ นางเพียงปรารถนาให้วันข้างหน้าเขามีชีวิตที่มีความสุข ไม่นึกเสียใจทีหลัง
“ท่านแม่ ข้าลองคิดดูก่อนได้ไหมขอรับ?” ถึงอย่างไรก็เรียนหนังสือมาพักหนึ่งแล้ว จูชีย่อมจะใช้ความคิดใคร่ครวญสิ่งต่าง ๆ ได้บ้างไม่มากก็น้อย เขาเงียบไปสักพักจึงกล่าวขึ้นมาเช่นนั้น
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “ได้”
นางไม่เร่งรัดให้เขารีบตัดสินใจ ตอนนี้เพิ่งต้นฤดูใบไม้ผลิ ยังห่างจากช่วงเปิดเทอมอยู่ช่วงหนึ่ง เขาสามารถค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ พิจารณาก่อนได้
หารือกันได้พอสมควรแล้วจึงบอกให้เหล่าลูกสะใภ้เก็บโต๊ะอาหาร “เลิกประชุม”
ลูกสะใภ้แต่ละคนมารวมตัวกัน ต่างคนต่างมีความคิดเพื่อตัวเอง ความคิดเห็นก็ไม่เหมือนกัน
หากบอกว่าก่อนหน้านี้หลิวซื่อกลัวว่าจูชีจะล้างผลาญเงินในบ้าน เช่นนั้นคราวนี้ จูชีไปสอบรอบเดียวก็ได้เป็นซิ่วไฉกลับมา นางก็อดใจไม่ไหว กระซิบกับหลิ่วซื่อว่า “ท่านว่า ท่านแม่คิดอย่างไรกันนะ? ก่อนนี้ท่านแม่ก็บอกว่าเจ้าเจ็ดเรียนเก่งไม่ใช่หรือไร? ในเมื่อเรียนเก่ง ให้เขาเรียนต่อไปก็จบแล้วนี่ คราวนี้ได้เป็นซิ่วไฉ คราวหน้าก็เป็นจวี่เหรินแล้วนะ เป็นจวี่เหรินก็สามารถเป็นขุนนางได้แล้ว…”
“คราวก่อน เจ้าไม่ชอบที่จูชีใช้เงินที่บ้านไม่ใช่หรือ?” หลิ่วซื่อขยับปากพูด
“นั่น…นั่นคือตอนนั้น ตอนนั้นข้ากลัวเจ้าเจ็ดจะสอบไม่ผ่านนี่” หลิวซื่อยอมรับอย่างเปิดเผยแล้วพูดต่อ “แต่ตอนนี้เขาสอบผ่านแล้ว คนอื่นต้องสอบรอบต่อ ๆ ไป เขากลับสอบทีเดียวได้เป็นซิ่วไฉ แบบนี้ไม่เรียกว่าเรียนเก่งแล้วจะเรียกว่าอะไร? ในเมื่อเรียนเก่งก็เรียนต่อไปสิ รอจนลูกข้าได้ออกมาลืมตาดูโลกแล้ว มีท่านอาที่เรียนเก่งคนหนึ่งเป็นเรื่องเชิดหน้าชูตาจะตายไป”
ประเด็นสำคัญก็คือ ถ้าจูชีได้เป็นขุนนางจริง ๆ ลูกชายของนางก็จะมีท่านอาที่เป็นขุนนาง ถึงตอนนั้นย่อมจะได้มีชีวิตที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
หลิวซื่อหวังให้ลูกชายของตนเองมาได้ถูกเวลา อย่าเป็นเหมือนลูกชายสองคนนั้นของพี่สะใภ้ใหญ่เชียว มาตอนที่สกุลจูยากจนที่สุดพอดี
“แต่ว่าในบ้านมีคนเรียนหนังสือหลายคน ต้องใช้เงินมาก ถึงตอนนั้น…” หลิ่วซื่อไม่ได้พูดจนจบ แต่ความนัยในวาจาก็ชัดเจนยิ่งแล้ว…คนหลายคนเรียนหนังสือ ด้วยฐานะสกุลจูในปัจจุบันสามารถส่งเสียไหวเช่นนั้นหรือ?
“กลัวอะไร ตอนนี้เจ้าเจ็ดก็มีทางการช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ถ้าเขาสอบได้ตำแหน่งสูงกว่านี้ เงินที่ทางการสมทบให้ยังจะน้อยลงอีกหรือ?”
คราวนี้หลิ่วซื่อไม่อาจโต้ตอบได้อีกแล้ว สีหน้าก็มืดคล้ำกว่าเดิม อึดอัดกลัดกลุ้มใจ
หลี่ซื่อยกถ้วยชามออกมา มองปราดเดียวก็ทราบว่าพี่สะใภ้ใหญ่ไม่พอใจ น่าเสียดายที่พี่สะใภ้รองดูเหมือนจะไม่ได้สังเกต ยังคงพูดต่อไปไม่หยุด
พูดไปพูดมา ก็มีแต่ว่าหลังจากจูชีสอบตำแหน่งสูงกว่านี้ได้แล้ว สามารถทำให้ครอบครัวได้รับประโยชน์อะไรบ้าง
หลี่ซื่อก็ไม่เข้าใจ แม้แต่แม่สามียังไม่ได้มั่นใจถึงเพียงนั้น พี่สะใภ้รองไปเอาความมั่นใจมาจากไหน?
แต่นางไม่ได้พูดออกมา เพียงนำสิ่งของไปวางไว้บนเตา “รบกวนแล้วนะเจ้าคะ พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง”
วันนี้หลิวซื่ออารมณ์ดีจึงไม่สาวความยาวกับอีกฝ่าย “ไปเถอะ ทางนี้มีแค่ข้ากับพี่สะใภ้ใหญ่ก็พอแล้ว”
หลี่ซื่อจึงจากไปเพื่อพาซานเป่ากับซื่อเป่าอาบน้ำ
นางเข้าไปในห้องก็เห็นว่าจูซื่อกำลังหยอกเล่นกับลูกน้อยทั้งสอง จึงขยับไปกระซิบบางอย่างข้างหูเขา
“ไม่ต้องไปสนใจพวกนาง” จูซื่อได้ยินก็ขมวดคิ้ว “บ้านนี้ท่านแม่เป็นคนตัดสินใจ พวกนางจะคิดอะไรก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
“ข้าแค่เห็นว่าพี่สะใภ้ใหญ่ไม่พอใจ” หลี่ซื่อพูด “เจ้าก็รู้จักพี่สะใภ้ใหญ่ ปกติไม่พูดไม่จา ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเดียว นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นนางไม่พอใจชัดเจนขนาดนี้ เจ้าคิดว่าเป็นเพราะอะไรหรือ?”
หากว่ากันตามเหตุผล คนในบ้านนี้น่าจะหวังให้จูชีสอบต่อไป ดีที่สุดก็คือสอบผ่านไปเรื่อย ๆ จนได้เป็นขุนนาง
หากเป็นเช่นนี้ก็มีแต่ข้อดี ไม่มีข้อเสีย
แต่…
ไฉนหลิ่วซื่อจึงไม่ยินดี?
จูซื่อเตือนนางว่า “พวกเด็ก ๆ อยู่ด้วย อย่าเพิ่งพูดเลย”
“อื้ม ข้าเข้าใจแล้ว เดี๋ยวค่อยคุยกับเจ้าก็ได้”