ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 663 เจ้าไปเกลี้ยกล่อมน้องเจ็ดหน่อยสิ
บทที่ 663 เจ้าไปเกลี้ยกล่อมน้องเจ็ดหน่อยสิ
ในบ้านหลังนี้ คนที่ ‘อะไรก็ได้’ มากที่สุดคงเป็นหลินซื่อแล้ว
แต่ก็ไม่ใช่ ‘อะไรก็ได้’ ไปเสียทั้งหมด ถึงอย่างไรถ้าจูชีสอบระดับสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ สำหรับนางแล้วใช่ว่าจะไม่มีผลได้ แต่ผลได้ดังกล่าวกลับลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ
เพราะน้องสาวและหลานสาวของนางล้วนไม่ใช่แซ่จู
ตอนนี้พวกนางมาพึ่งพาสกุลจู สกุลจูมีความเป็นอยู่ดีขึ้น พวกนางย่อมจะได้รับประโยชน์ แต่ผลประโยชน์นั้นครั้นเกินระดับหนึ่งไปแล้ว สำหรับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยกลับมิใช่เรื่องดี
“ซานเม่ย ซื่อเม่ย พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
หลังจากรับประทานมื้อเย็น หลินซื่อรีบเร่งทำงานของตนให้เสร็จ แล้วกลับไปถามน้องสาวทั้งสองคนเกี่ยวกับเรื่องนี้
เพราะตอนอยู่บนโต๊ะอาหารเมื่อครู่นี้ นางอยากพูดอะไรขึ้นมาหลายครั้ง แต่ก็ถูกพวกน้องสาวขัดขวางไปเสียทุกครา
“พี่รอง ท่านไม่อาจเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้เจ้าค่ะ” หลินซานเม่ยกล่าวอย่างหนักแน่น
“ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรนี่นา…” หลินซื่อฟังไม่เข้าใจ
หลินซื่อเม่ยส่งสายตาให้หลินซานเม่ยแล้วกล่าวว่า “พี่รอง ความหมายของพวกข้าก็คือ เรื่องที่จูชีจะไปเรียนที่ไหน ถ้าไม่ได้ถามพวกเรา พวกเราก็ไม่อาจพูดออกมาตามอำเภอใจเจ้าค่ะ”
“ข้าก็พูดไม่ได้?” หลินซื่อประหลาดใจ
หลินซื่อเม่ยจำต้องอธิบายอย่างเลี่ยงไม่ได้
หลินซื่อเงียบไปคล้ายจะไม่ใคร่เข้าใจนัก “เจ้าหมายความว่า…ไม่ว่าเจ้าเจ็ดจะไปเรียนที่ไหน สำหรับพวกเจ้าก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย?”
หลินซื่อเม่ยสัมผัสได้ว่าพี่สาวหดหู่ใจ จึงยื่นมือออกไปกุมมืออีกฝ่าย “พี่รอง ท่านเสียสละเพื่อพวกข้ามามากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อพวกข้าไปมากกว่านี้แล้วนะเจ้าคะ ท่านลองคิดดูว่าลูกสาวกำพร้าแม่คนอื่นมีชีวิตอย่างไร แล้วหันมาดูชีวิตของข้า พี่สามกับพวกต้ายาก็จะเข้าใจได้”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ พี่รอง ตอนนี้ไม่รู้ว่าพวกเราถูกคนมากมายเท่าไหร่อิจฉาตาร้อน ถ้าได้รับมากไปกว่านี้ก็จะถูกคนเขาริษยาแล้วนะเจ้าคะ” หลินซานเม่ยปลอบโยนมาจากข้าง ๆ “วาสนาที่สวรรค์มอบให้คนผู้หนึ่งมีจำกัด พวกเราต้องรู้จักพอให้เป็น ไม่อย่างนั้นถ้าสวรรค์ริบวาสนานั้นคืนไปจะทำอย่างไรเจ้าคะ?”
น้องสาวทั้งสองพูดกับนางเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน หลินซื่อเคยชินเสียแล้ว
ยามนี้ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาระหว่างนางกับจูอู่ดีขึ้นอย่างหาได้ยาก หวานชื่นยิ่งนัก นางก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นในเวลานี้เช่นกัน
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยเห็นพี่รองของพวกตนฟังใส่ใจแล้วก็นึกโล่งอก รับปากว่าพวกนางจะดูแลพวกหลี่ว์ต้ายาให้ดี บอกให้หลินซื่อดูแลตัวเองให้ดี
‘การดูแล’ ดังกล่าวย่อมหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางกับจูอู่
ทำอย่างไรได้ หากความสัมพันธ์ระหว่างหลินซื่อกับจูอู่มีปัญหา คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือพวกนาง เพราะหากเป็นเช่นนั้น พวกนางก็ไม่มีสิทธิ์จะอยู่ในเรือนสกุลจูอีกต่อไป
ตอนเย็น หลิ่วซื่อกลับเข้าห้องนอนไปด้วยอารมณ์ที่ไม่สู้ดี
แต่นางไม่ใช่คนช่างพูด จึงเอาแต่นั่งอยู่ขอบเตียง จ้องมองจูต้าด้วยหน้าตาบูดบึ้ง
จูต้าล้างเท้าเสร็จแล้วก็ซุกตัวเข้าไปในผ้าห่ม
แม้เวลานี้จะเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่อากาศก็ยังคงหนาวเย็น
“เจ้านั่งอยู่ตรงนั้นทำไม? ขึ้นมาสิ?” จูต้าเห็นนางไม่ขยับเขยื้อนจึงร้องทัก
หลิ่วซื่อนอกจากจะไม่ขยับตัวแล้ว ยังทอดถอนใจออกมา “เฮ้อ…”
“อยู่ดีไม่ว่าดีมาถอนหายใจทำไม? ใครมาทำอะไรให้เจ้าอีกแล้ว?” ความจริงจูต้าออกจะไม่ชอบใจ เขาคิดว่าตอนนี้ความเป็นอยู่ของที่บ้านดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว เหตุใดผู้หญิงคนนี้จึงเอาแต่ทำหน้าอมทุกข์แบบนั้น?
“ถ้าไม่มีคนจะทำอย่างไร ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะทำอย่างไรเล่า?” หลิ่วซื่อเหลือบตาขึ้นมาจ้องเขาพลางกล่าวต่อไปว่า “เจ้าคงไม่ได้จะยอมแพ้ไปทั้งอย่างนี้ ปล่อยให้จูชีไปเรียนที่สำนักศึกษาของทางการหรอกใช่ไหม?”
“ท่านแม่ก็บอกแล้วนี่ เรื่องนี้ให้เจ้าเจ็ดตัดสินใจ…”
“แล้วเจ้าไปพูดกับเจ้าเจ็ดหรือยัง?”
“พูดอะไร?”
“เกลี้ยกล่อมให้เขาไม่ไปอย่างไรเล่า” หลิ่วซื่อพูด “ถ้าเจ้าไม่ไปพูด แล้วน้องสี่กับน้องห้าไปเกลี้ยกล่อมเขา เขาจะไม่ไปงั้นหรือ? ถ้าไปแล้ว ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะทำอย่างไร? ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเป็นลูกชายของเจ้านะ เจ้าไม่เป็นห่วงพวกเขาเลยหรือ?”
“เป็นห่วงสิ ข้าจะไม่เป็นห่วงได้อย่างไร? เรื่องนี้ใครไปเกลี้ยกล่อมก็ไม่มีประโยชน์หรอก สำคัญคือต้องดูว่าท่านแม่คิดอย่างไร” จูต้าไม่เห็นด้วยกับหลิ่วซื่อ เขาพูดว่า “ท่านแม่เป็นคนอย่างไร เจ้าก็รู้นี่นา เจ้าคิดว่าท่านแม่เป็นคนที่จะผ่อนคลายเป็นด้วยรึ?”
“แล้วเจ้าคิดว่าท่านแม่เคยไม่พูดจาคำไหนคำนั้นด้วยหรือ?”
จูต้าเงียบไปชั่วขณะ
เนื่องจากข้างห้องอาจได้ยิน พวกเขาสองคนจึงไม่ได้ทะเลาะกัน แต่จูต้าก็ไม่อาจนอนหลับได้
เขาไม่ยอมพยักหน้า หลิ่วซื่อก็มัวแต่จ้องเขา ไม่ยอมให้เขานอนหลับ
จูต้ารู้สึกรำคาญใจจึงลุกขึ้นมานั่ง “ก็ได้ ๆ ข้าไปก็จบแล้วใช่ไหม?”
เขาย้ายร่างออกมาจากผ้าห่มอันอบอุ่น สวมเสื้อคลุมที่เย็นไปแล้ว จูต้าไม่พอใจอย่างยิ่ง
ค่ำคืนมืดมิด สายลมเย็นเฉียบ
จูอู่เพิ่งกลับมาจากห้องสุขาก็เห็นพี่ใหญ่ของเขาเดินออกมาจากห้อง
“พี่ใหญ่ ท่านจะไปห้องสุขาหรือ?”
“ไม่ใช่”
“แล้วท่านจะไปไหน?” จูอู่กระชับเสื้อคลุมพลางหาวหวอด “ดึกดื่นป่านนี้แล้ว หนาวจะตาย”
จูต้าอึก ๆ อัก ๆ กระดากใจไม่กล้าพูดออกมา เขาเฉไฉไปเรื่องอื่น “เจ้าล่ะ เจ้าไปไหนมา?”
“ห้องสุขาน่ะสิ!”
“เจ้าเข้านอนเถอะ ข้าจะออกไปเดินเล่นสักหน่อย”
จูอู่มองพี่ใหญ่ของตนเดินออกไปจากเรือนด้วยสีหน้างุนงง แต่ครั้นกลับเข้าห้องนอนไปแล้วค่อยนึกขึ้นมาได้
พี่ใหญ่คงไม่ได้ไปหาเจ้าเจ็ดหรอกนะ?
หลินซื่อกำลังรอให้เขาขึ้นมาบนเตียง แต่กลับเห็นเขาหมุนร่างออกไปจากห้องอีกแล้ว จึงรีบร้องทัก “นี่ เจ้าจะไปไหน?”
“ท้องเสีย”
ทว่าความจริงแล้วจูอู่วิ่งไปเคาะประตูห้องจูซาน เล่าเรื่องของจูต้าให้อีกฝ่ายฟัง
จูซานฟังแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง จึงค่อยพูดออกมาว่า “ไม่เป็นไร เจ้ากลับไปนอนเถอะ ไม่ต้องไปยุ่งกับเรื่องนี้”
“ไม่ยุ่งได้อย่างไร? ถ้าเจ้าเจ็ดถูกพี่ใหญ่เกลี้ยกล่อมได้สำเร็จ พวกเราก็ขาดทุนน่ะสิ? ถ้าสอบต่อไปอีกก็จะได้เป็นจวี่เหรินแล้วนะ เป็นจวี่เหรินก็สามารถเป็นขุนนางได้แล้ว…” จูอู่กล่าวเตือน กลัวว่าจูซานจะมองข้ามเรื่องนี้ไป
จูซานพูดว่า “แต่ก่อนหน้านั้น เจ้าเจ็ดต้องสอบผ่านเสียก่อน เจ้าคิดว่าเจ้าเจ็ดสอบซิ่วไฉมาได้ง่าย ๆ งั้นรึ? เขาเพียงแต่โชคดี สอบได้ที่หนึ่งในการสอบเสี้ยนซื่อ ไม่อย่างนั้นถ้าให้เขาไปสอบฝู่ซื่อก็ต้องสอบวิพากษ์นโยบายการปกครอง…เจ้าคิดว่าด้วยสถานการณ์ของน้องเจ็ดตอนนี้จะสอบวิพากษ์ผ่านอย่างนั้นรึ?”
“…ข้าไม่ได้จะบอกให้เจ้าเจ็ดสอบทันทีนี่นา เขาอาจเรียนไปก่อนสักหลายปี…”
“ไม่เหมือนกัน” จูซานตอบ “ข้าถามอาจารย์เสินมาแล้ว ข้อสอบวิพากษ์จะพึ่งการท่องจำอย่างเดียวไม่ได้ ก็เหมือนกับการทะเลาะกับคนอื่นนั่นแหละ เจ้าต้องสามารถพลิกแพลงสิ่งที่เรียนรู้มาได้ ‘โต้วาที’ กับคนอื่นเป็น ทั้งยังต้องใช้วิธีของผู้มีการศึกษา อ้างอิงหลักการเหตุผลที่เป็นรูปธรรม จึงจะสามารถทำให้คนอื่นคล้อยตาม”
ให้เจ้าเจ็ดไปทะเลาะกับคนอื่น? อย่าว่าแต่จูซานที่รู้สึกว่ายาก กระทั่งจูอู่ก็คิดว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ยากเช่นกัน
แต่จูอู่รู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจอยู่บ้าง “เรื่องนี้จะปล่อยไปทั้งอย่างนี้? เจ้าเจ็ดเป็นซิ่วไฉคนแรกของหมู่บ้านสกุลจูเชียวนะ เขาแค่ต้องพยายามอีกนิดก็จะได้เป็นขุนนางแล้ว…”
ถ้าก่อนหน้านี้จูชีสอบไม่ได้ซิ่วไฉก็แล้วไปเถอะ พวกเขาไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงอยู่แล้ว
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน จูชีสอบครั้งแรกก็ได้ที่หนึ่งของเสี้ยนซื่อ ได้เป็นซิ่วไฉไปแล้ว
ถ้าโชคดีกว่านี้ สอบเซียงซื่อผ่านได้ด้วยเล่า?
“เป็นจวี่เหรินก็ไม่แน่ว่าจะได้เป็นขุนนาง ยังต้องผ่านการคัดเลือก*[1] ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าขุนนางผู้มาคัดเลือกเห็นเจ้ารื่นหูรื่นตาหรือไม่ เจ้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่มีเส้นสายเสียเลย คนเขาจะเห็นเจ้าเข้าตาอย่างนั้นรึ?” จูซานถาม
[1] การคัดเลือก (大挑) เป็นระบบคัดเลือกคนเข้ารับราชการที่จัดตั้งขึ้นในรัชกาลจักรพรรดิเฉียนหลง ในสมัยราชวงศ์ชิง มีเป้าหมายเพื่อให้จวี่เหรินที่ไม่ผ่านการสอบฮุ่ยซื่อได้มีโอกาสรับราชการ