ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 669 แบบนี้ไม่เรียกว่าโง่ แล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก
บทที่ 669 แบบนี้ไม่เรียกว่าโง่ แล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก
จูอู่เคาะจมูกนางเบา ๆ “เห็นแก่ที่ช่วงนี้เจ้าทำตัวว่านอนสอนง่าย คืนนี้คงต้องตบรางวัลให้เจ้าดี ๆ สักหน่อยแล้ว…
หลินซื่อหน้าแดงวาบ ก้มศีรษะลงอย่างเขินอาย แล้วผลักเขาออกอย่างแง่งอน “จะบ้าหรือ ฟ้าเพิ่งจะมืดเองนะ!”
“แล้วอย่างไรเล่า? สามีภรรยาใกล้ชิดกันเป็นเรื่องถูกต้องตามครรลองฟ้าดิน สวรรค์ก็เข้ามายุ่งไม่ได้หรอก” จูอู่จงใจเข้ามาใกล้กว่าเดิม กลั่นแกล้งนางพร้อมรอยยิ้ม
หลินซื่อปิดหน้าอย่างเขินอาย ถูกเขาดึงเข้าหาอ้อมอกได้สำเร็จ
……
“ข้าพูดเสียงดัง? ที่เจ้าพูดมาหมายความว่าอย่างไรกันแน่? แม่ข้าไม่อยากส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเรียนหนังสืออะไรกัน ยังจะมาใช้อุบายอะไรนั่นอีก?” นอกจากเสียงของจูต้าจะไม่เบาลงแล้ว กลับดังกว่าเดิมเสียอีก
พูดเป็นเล่น ผู้ชายอกสามศอกอย่างเขาถูกภรรยาตัวเองว่าก็แล้วไปเถอะ แต่ภรรยาของเขากลับคิดถึงมารดาของเขาแบบนี้เนี่ยนะ?
เรื่องอะไรล้วนสามารถไม่ถือสา แต่เรื่องนี้ จูต้าไม่อาจปล่อยผ่านไปได้
เขายืนขึ้นมา เดิมทีก็สูงกว่าหลิ่วซื่ออยู่หนึ่งช่วงศีรษะ กอปรกับต้องทำงานหนักอยู่เป็นประจำ ต่อให้เปรียบเทียบกับผู้ชายด้วยกันก็ถือว่าเป็นคนร่างใหญ่กำยำ เมื่อยืนเผชิญหน้ากับหลิ่วซื่อจึงให้ความรู้สึกกดดันยิ่งนัก
หลิ่วซื่อกลัวอยู่บ้าง แต่นางฝืนข่มความรู้สึกอยากถอยหลังเอาไว้ เถียงกลับไปคอแข็ง “ข้าพูดผิดงั้นเรอะ? แล้วทำไมท่านแม่ถึงไม่ปฏิบัติกับต้าเป่าเอ้อร์เป่าเหมือนที่ปฏิบัติกับเจ้าเจ็ดเล่า?”
“สถานการณ์เหมือนกันเสียที่ไหน? ตอนแรกที่ส่งเจ้าเจ็ดไปเรียน ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ได้ติดตามไปเรียนด้วย ค่าเล่าเรียนก็ไม่ได้เสีย…” จูต้ากล่าวอย่างโมโห “เจ้าเคยเห็นเด็กในหมู่บ้านวัยเดียวกับต้าเป่าเอ้อร์เป่าคนไหนไม่ต้องไปทำงานในนา แล้วยังได้ไปเรียนหนังสือในตำบลบ้างไหม? เจ้าพูดว่าแม่ข้าไม่ดีต่อพวกเขา ถ้าแม่ข้าไม่ดีต่อพวกเขาแล้วจะส่งพวกเขาไปเรียนงั้นรึ?”
“เจ้ารู้ด้วยว่านั่นคือการตามไปเรียน ถ้าไม่ใช่การตามไปเรียน ท่านแม่จะให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปกับเจ้าเจ็ดงั้นรึ? จ่ายค่าเล่าเรียนสำหรับคนคนเดียว แต่กลับได้เรียนถึงสามคน เจ้าว่าอาจารย์เขาจะไม่รู้สึกอะไรเลยอย่างนั้นเรอะ? ถ้าอาจารย์เขาไม่พอใจ เขายังจะดีต่อต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า?”
“เขาจะไม่ดีต่อต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าได้อย่างไร ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ชอบอาจารย์มากเลยนี่นา? ถ้าอาจารย์ไม่ดีต่อเขา พวกเขายังจะชอบอาจารย์?”
“เด็กจะไปเข้าใจอะไร? ผู้ใหญ่พูดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นนั่นแหละ”
……
ตอนแรกหลิ่วซื่ออาจไม่กล้าทะเลาะกับจูต้า แต่นางเห็นว่าจูต้าไม่ได้ลงไม้ลงมือกับตนเอง นางก็พูดสิ่งที่ต้องการพูดออกมาแล้ว คนข้างห้องคงได้ยินกันหมดแล้ว ถึงตอนท้ายไม่รู้จะหาทางลงอย่างไร จึงได้แต่เกร็งคอทะเลาะกับจูต้าต่อไปทั้งหน้าแดงก่ำ
ถึงอย่างไรก็เสียหน้าไปแล้ว อย่างนั้นก็ให้มันเสียหน้าให้ถึงที่สุดไปเลยก็แล้วกัน!
ทุบหม้อให้แตกไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
“…” จูซื่อกับหลี่ซื่อที่ไม่ได้อยากเข้ามายุ่ง รวมถึงจูอู่กับหลินซื่อที่อยากจะใกล้ชิดกันสักหน่อย
เห็นทีเรื่องนี้จะไม่เข้ามายุ่งก็คงไม่ได้แล้วสินะ!
พวกเขาออกมาจากห้องอย่างพร้อมเพรียงราวกับนัดกันออกมา
จูซานเป็นโสดจึงมาคนเดียว ขณะที่คู่ของจูซื่อกับจูอู่ออกมากันทั้งสามีภรรยา ส่วนฝั่งจูเอ้อร์กลับมีเขาออกมาคนเดียว
เขาเกาศีรษะอย่างกระดาก ปากก็อธิบายว่า “พี่สะใภ้รองของพวกเจ้าท้องอยู่ ข้าก็เลยไม่ให้นางออกมา…”
ความจริงแล้วหลิวซื่อได้ยินเสียงห้องข้าง ๆ ทะเลาะกันแล้วก็ไม่อยากออกมาเลยสักนิด
คราวก่อนก็มีเรื่องไปแล้ว ไม่ได้วุ่นวายไปถึงเย่อวี๋หราน จบลงทั้งที่ยังค้างคาเช่นนั้น
คราวนี้ทะเลาะกันใหญ่โตขนาดนี้ ทั้งยังไม่รู้ว่าจะทะเลาะกันไปถึงเมื่อไหร่ นางไม่อยากออกมาดูคนอื่นกลอกตาใส่หรอกนะ
หลี่ซื่อเลิกคิ้ว ส่งสายตาให้หลินซื่อ: เห็นไหม นั่นน่ะคนฉลาด!
หลินซื่อเพียงแต่ยิ้มไม่พูดไม่จา
พี่น้องทั้งหลายเดินไปถึงหน้าประตูห้องจูต้ากับหลิ่วซื่อ ได้ยินเสียงจากในห้องแล้วก็เอาแต่มองหน้ากันไปมา
สุดท้าย จูเอ้อร์ก็เดินไปเคาะประตู
ก๊อก ๆๆ
ตอนกลางคืนเช่นนั้น ถึงคนในห้องจะทะเลาะกันอยู่ แต่เสียงเคาะประตูก็ดังก้องยิ่งนัก
เสียงในห้องเงียบลงไปทันที
หลิ่วซื่อจ้องจูต้า จูต้าจ้องหลิ่วซื่อ คนทั้งสองต่างรู้สึกโมโหและกล่าวโทษอีกฝ่าย
“พี่ใหญ่ ข้ามาหาท่านเพราะมีธุระ ออกมาคุยกันก่อนได้ไหมขอรับ?” จูซานเห็นว่าเงียบต่อไปเช่นนี้ไม่เป็นการดี จึงกล่าวขึ้นอย่างลำบากใจ
ถึงอย่างไรก็คงไม่อาจจากไปอย่างกระอักกระอ่วนใจเช่นนี้ ปล่อยให้คนข้างในทะเลาะกันต่อไปหรอกกระมัง?
ในเมื่อมาแล้วก็ต้องมีข้อยุติ
“เหอะ!”
จูต้าเปิดประตูเดินออกไปจากห้องโดยไม่พูดอะไรสักคำ
น้องชายทั้งหลายเห็นสีหน้าพี่ใหญ่ไม่สู้ดีก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก เพียงบอกว่าออกไปคุยกันที่อื่น
แล้วพาจูต้าออกไปจากตรงนั้น
ตอนจากไป จูซื่อกับจูอู่ยังไม่ลืมส่งสายตามาให้หลี่ซื่อกับหลินซื่อ บอกให้พวกนาง ‘ฉลาด’ สักหน่อย
พี่และน้องสะใภ้ทั้งสองจนใจยิ่งนัก: เรื่องเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก กล่าวได้ว่ารับมือหนแรกไม่คุ้นเคย รับมือหนที่สองเริ่มช่ำชองเสียจริง ๆ!
ไม่กล่าวถึงพวกพี่น้องสกุลจูที่ออกไปคุยกันข้างนอก กล่าวถึงเพียงหลี่ซื่อกับหลินซื่อสองคน หลังจากสบตากันแล้วก็ผลัดกันออกโรง
“พี่สะใภ้ใหญ่ พวกข้าเข้าไปได้ไหมเจ้าคะ?” ก่อนจะเข้าไป หลี่ซื่อส่งเสียงเข้าไปก่อน คนข้างในจะได้เตรียมตัว ไม่ต้องเข้าไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น
ซึ่งความจริงหลิ่วซื่อเพียงแต่ทะเลาะกับจูต้า แต่ภายในห้องกลับยังเรียบร้อยดี จึงตอบกลับว่า “เข้ามาเถอะ”
นางสูดจมูก พยายามทำให้ตัวเองไม่ได้ดูย่ำแย่เกินไป
หลี่ซื่อกับหลินซื่อเข้าไปแล้ว ดวงตาก็พลันสว่างวาบ พวกนางไม่ได้มองอย่างละเอียด เพียงกวาดสายตามองใบหน้าและร่างกายของหลิ่วซื่อ
สถานการณ์ดีกว่าที่พวกนางคิดเอาไว้ ผมเผ้าไม่ยุ่งเหยิง เสื้อผ้าอาภรณ์ก็ยังเรียบร้อย เห็นทีคงแค่ทะเลาะกันเท่านั้น
แต่แค่ทะเลาะกันก็ดีเหมือนกัน จะได้ไกล่เกลี่ยได้ง่ายหน่อย ถ้าถึงขั้นลงไม้ลงมือก็ยุ่งยากแล้ว
“พี่สะใภ้ใหญ่ ในห้องท่านมีน้ำไหมเจ้าคะ ข้ารินน้ำให้ท่านดีไหม?” หลี่ซื่อไม่ได้รีบร้อนเข้าประเด็น แต่พยายามผ่อนคลายบรรยากาศเสียก่อน
หลิ่วซื่อชี้ไปที่ตู้ตรงหัวเตียง
ตู้นั้นไม่สูง มีไว้สำหรับเก็บเสื้อผ้า ส่วนข้างบนใช้วางน้ำชาและตะกร้า
“ข้าทำเองเจ้าค่ะ!” หลินซื่อกลัวว่าตนเองจะไม่มีอะไรทำ จึงแย่งงานเทน้ำให้หลิ่วซื่อไปทำเสียเอง
หลิ่วซื่อรับมาดื่มโดยไม่พูดไม่จา
หลี่ซื่อเห็นท่าทางของพี่สะใภ้ใหญ่ก็พอจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรแล้ว นางลอบประหลาดใจ
ปกติพี่สะใภ้ใหญ่เป็นคนเงียบ ๆ ไม่กล้าพูดอะไรนี่นา ทำไมวันนี้ถึงได้ขึ้นเสียงอยากทะเลาะให้เป็นเรื่องใหญ่เสียได้?
แต่ไม่โวยวายตอนกินข้าวเย็น เลือกมาโวยวายเอาตอนแม่สามีกลับไปนอนแล้วแบบนี้ ต้องการอะไรกันแน่?
คงไม่ได้คิดจะยืมปากของพวกนางถ่ายทอดคำพูดไปถึงหูแม่สามีกระมัง?
หลี่ซื่อไม่อยากล่วงเกินแม่สามีสักนิด ข้อแรกคือนางดูแลการค้าของสกุลจูอยู่ อีกข้อก็คืออีกไม่กี่ปี ซานเป่ากับซื่อเป่าก็จะเริ่มเรียนหนังสือแล้ว นางเกาะขาใหญ่ของแม่สามีไว้ยังไม่ทัน แล้วจะไปทำเรื่องโง่เขลาแบบนั้นได้อย่างไร?
ในสายตาของนาง เรื่องที่พี่สะใภ้ใหญ่ทำวันนี้ช่างไม่ฉลาดเอาเสียเลย
ถึงขั้นโง่งมด้วยซ้ำ!
แม่สามีอาศัยช่วงกินข้าวเย็นหารือกับทุกคนเรื่องที่จูชี ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเข้าเรียนไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งแล้ว ถ้าพี่สะใภ้ใหญ่มีเรื่องไม่พอใจ เปิดปากพูดออกมาตอนนั้นก็จบ
แต่พี่สะใภ้ใหญ่กลับเอาแต่ปิดปากเงียบ หลังจากกินข้าวแล้วค่อยมาโวยวาย แบบนี้ตั้งใจจะมีปัญหากับแม่สามีชัด ๆ เลยนี่นา?
มีปัญหากับแม่สามี ต่อไปยังจะได้อยู่อย่างสงบอีกหรือ?
แบบนี้ไม่เรียกว่าโง่ แล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก?
หลี่ซื่อพูดว่า “น้องสะใภ้ห้า รบกวนเจ้าเทน้ำให้พี่สะใภ้ใหญ่อีกถ้วย”
หลินซื่ออึ้งไป: หา ยังจะเอาอีกถ้วย?
ถ้วยใบนี้เป็นถ้วยใหญ่ที่ใช้กินข้าวกันเลยนะ ขนาดไม่ใช่เล็ก ๆ
แต่นางก็ไปเทให้อีกถ้วยโดยไม่พูดอะไร
หลิ่วซื่อได้ดื่มน้ำติดต่อกันสามถ้วยทั้งอย่างนี้จนไม่เหลือน้ำในกาอีก
ตอนแรกยังดื่มอย่างสดชื่น ถึงตอนหลัง นางถือถ้วยสุดท้ายเอาไว้ ยังไม่ทันดื่มก็เรอออกมาเสียแล้ว
“เอิ๊ก”