ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 670 พี่สะใภ้ใหญ่เป็นบ้าไปแล้วหรือ!
บทที่ 670 พี่สะใภ้ใหญ่เป็นบ้าไปแล้วหรือ!
หลิ่วซื่อจ้องหลี่ซื่ออย่างเคือง ๆ “เจ้าทำอะไรของเจ้า? เจ้าคิดจะกรอกน้ำข้าให้ตายงั้นรึ?”
“หา ท่านอิ่มแล้วหรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่อตีหน้าซื่อ “ข้าเห็นท่านไม่พูดอะไรเลยเข้าใจว่าท่านคงกระหายน้ำมาก ถึงได้ให้น้องสะใภ้ห้าเทน้ำให้ท่านอีกน่ะสิเจ้าคะ…”
หลินซื่อที่อยู่ข้าง ๆ อยากหัวเราะ: นางกล้าสาบานเลยว่าพี่สะใภ้สี่จงใจทำ!
“มีใครดื่มน้ำทีละครึ่งกาบ้าง เจ้าคิดว่าข้าเป็นถังน้ำงั้นเรอะ?” หลิ่วซื่อพูด “พวกเขาให้เจ้ามาเกลี้ยกล่อมคนนะ ไม่ได้ให้เจ้ามากรอกน้ำ”
“แต่ข้าคิดว่าท่านยังกระหายอยู่นี่นา…” หลี่ซื่อไม่มีทางยอมรับว่านางจงใจอยู่แล้ว “ท่านไม่ยอมพูดออกมา แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรเจ้าคะว่าท่านไม่กระหายแล้ว?”
เอาเป็นว่าไม่ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เรื่องนี้ใครออกปากก่อนคนนั้นแพ้
อย่างน้อย บรรยากาศที่คนบางคนอยากรักษาเอาไว้ก็ถูกนางทำลายได้แล้ว
“เจ้า…” หลิ่วซื่อพูดอะไรไม่ออก
หลี่ซื่อยังคงยิ้มพูดต่อไป “ในเมื่อพี่สะใภ้ใหญ่ไม่กระหาย อย่างนั้นก็ไม่ดื่มแล้ว น้องสะใภ้ห้าเอามาให้ข้าเถอะ ข้าจะเอาของไปวางไว้บนตู้”
“ข้าทำเองเจ้าค่ะ!” หลินซื่อหันหลังเอาของกลับไปวางไว้ตามเดิมพลางแอบยิ้ม
ถึงนางจะพยายามกลั้นเอาไว้อย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังเผยรอยยิ้มออกมาอยู่ดี
สีหน้าของหลิ่วซื่อแข็งทื่อ นางเริ่มรู้สึกว่าเสแสร้งต่อไปไม่ไหว อยากแสดงความเกรี้ยวกราดออกมาเสียแล้ว
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านเห็นด้วยไหมเจ้าคะว่าจริง ๆ แล้วหลักการมันก็คือแบบนี้เอง?” หลี่ซื่อถามอย่างยิ้มแย้ม
“หลักการอะไร?” หลิ่วซื่อยังหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองจึงคิดตามไม่ทัน
“จะเรื่องอะไรก็ตาม ความจริงแล้วก็เหมือนกับการดื่มน้ำนั่นแหละ ท่านไม่พูดออกมาแล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรเจ้าคะว่าท่านอิ่มแล้ว?” หลี่ซื่อกล่าว
หลิ่วซื่อที่ได้สติคืนมาแล้วเอ่ยว่า “เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่? เจ้าคิดจะบอกว่าข้าพูดจาไม่เป็น ถึงได้คุยกับพี่ใหญ่ของเจ้าไม่รู้เรื่องงั้นเรอะ?”
“เรื่องระหว่างท่านกับพี่ใหญ่เป็นเรื่องในครอบครัวพวกท่าน ข้าไม่กล้ายุ่งหรอกเจ้าค่ะ ข้าพูดถึง ‘หลักการ’ ต่างหาก ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามล้วนต้องพูดออกมาก่อน ทั้งยังจำเป็นต้องเลือกโอกาสที่เหมาะสมพูดออกมาอย่างเปิดเผย เช่นนี้ทุกคนจึงจะเข้าใจความคิดของท่าน ไม่เข้าใจผิดว่าท่านยังกระหาย อยากดื่มน้ำอยู่ตลอดเวลา” หลี่ซื่อไม่ยอมรับ
พูดเป็นเล่น จูซื่อสามารถถามเรื่องในครอบครัวพี่ใหญ่ของเขาได้ แต่นางเป็นน้องสะใภ้ ย่อมไม่อาจข้ามหน้าข้ามตาพ่อแม่สามีและสามีของตัวเองไปยุ่งเรื่องในครอบครัวของพี่สะใภ้ใหญ่หรอกนะ
ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นอะไร?
ถ้าลือกันออกไป คนอื่นคงเข้าใจว่านางคิดไม่ซื่อกันพอดีน่ะสิ
สิ่งที่หลี่ซื่อต้องการจะสื่อย่อมหมายถึงเรื่องที่เย่อวี๋หรานพูดระหว่างมื้อเย็น ตอนนั้นแม่สามีถามความคิดเห็นของทุกคนอย่างเปิดเผยไปแล้ว
ถ้าพี่สะใภ้ใหญ่มีความคิดอะไรก็พูดออกมาตอนนั้น ใครยังจะพูดอะไรได้?
เรื่องที่แต่เดิมเป็นเรื่องง่าย พี่สะใภ้ใหญ่กลับทำให้มันยุ่งยากเสียอย่างนั้น
หลิ่วซื่อพยายามข่มอารมณ์ สีหน้าก็ไม่ดีสักเท่าไหร่ “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าคิดอะไรอยู่ พวกเจ้าคงกำลังเยาะเย้ยข้าอยู่สินะ คิดว่าข้าถึงขั้นทะเลาะกับพี่ใหญ่ของพวกเจ้าแล้วยังไม่กล้าไปโวยวายต่อหน้าแม่สามีอีก ข้าก็คือคนโง่ ใช่ไหม? แต่ข้าพูดผิดไปตรงไหน? เขาเป็นพ่อแท้ ๆ แต่กลับไม่รู้จักเป็นห่วงลูกชายตัวเอง ยังจะให้ใครมาเป็นห่วง? ข้าช่างเคราะห์ร้ายอะไรปานนี้ถึงได้มาแต่งให้สามีที่หาความรับผิดชอบไม่ได้เลยสักนิด…”
“เอ๊ะ พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านพูดแบบนี้ไม่ถูกนะเจ้าคะ” หลินซื่อหน้าเปลี่ยนสี รีบพูดแทรกขึ้นมา “ผู้ชายสกุลจูมีคนไหนด้อยด้วยหรือเจ้าคะ? ท่านพูดให้พี่ใหญ่แบบนี้ ข้าก็คงได้แต่น้อยใจแทนพี่ใหญ่แล้ว พี่ใหญ่ไร้ความรับผิดชอบที่ไหนกันเจ้าคะ? งานเพาะปลูกในบ้านพี่ใหญ่ก็เป็นคนรับผิดชอบมาตลอดไม่ใช่หรือ? กระทั่งสามีข้ายังมักจะชมเชยพี่ใหญ่ บอกให้ข้าที่เป็นน้องสะใภ้คิดถึงพี่ใหญ่ให้มาก ในเมื่อสามีข้าพูดแบบนี้เแล้วจะต้องเป็นเรื่องจริงแน่นอนเจ้าค่ะ”
หลี่ซื่อรีบพูดสมทบ “ใช่แล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ จะพูดแบบนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ โดยเฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าพี่ใหญ่หรือต่อหน้าคนนอก ทุกคนล้วนรู้กันว่าที่นาของบ้านเรามีพี่ใหญ่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ท่านมาว่าให้พี่ใหญ่แบบนี้ นี่ไม่เท่ากับตบหน้าพี่ใหญ่หรือเจ้าคะ?”
พวกนางสองคนคิดไม่ถึงเลยว่าพี่สะใภ้ใหญ่ที่ปกติไม่ค่อยพูดค่อยจา พอพูดถึงพี่ใหญ่ขึ้นมากลับเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์เช่นนี้
แบบนี้จะได้อย่างไร พี่สะใภ้ใหญ่ขัดแย้งกับพี่ใหญ่ พวกเขาสามารถเอาไปตัดพ้อต่อว่ากันเป็นการส่วนตัวได้ แต่ไม่อาจยกขึ้นมาพูดต่อหน้าสาธารณะเป็นอันขาด
ถ้าสตรีคนใดกล้าตำหนิสามีตัวเองนอกบ้านว่า ‘ไร้ความรับผิดชอบ’ ‘ไม่เอาไหน’ นอกจากจะทำให้ชื่อเสียงของสามีเสื่อมเสียแล้ว ชื่อเสียงของสตรีผู้นั้นก็เสื่อมเสียด้วยเช่นกัน
หลิ่วซื่อตระหนักได้ว่าตนเองพูดจาผิดไป แต่นางรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจ จึงกล่าวว่า “ข้าไม่ได้บอกว่าเขาไม่ทำนาเสียหน่อย ข้าพูดเรื่องที่เขาไม่รับผิดชอบลูกชายต่างหาก เรื่องสำคัญอย่างการเรียนหนังสือของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า เขาได้สนใจบ้างไหม?”
“แล้วพี่สะใภ้ใหญ่ต้องการให้พี่ใหญ่ทำอย่างไรเจ้าคะ?” เห็นพี่สะใภ้ใหญ่ปัดความผิดให้พ้นตัวไปอย่างนั้น หลี่ซื่อก็ถอนหายใจออกมา
“อย่างน้อยเขาก็ควรไปบอกท่านแม่ว่า อย่างน้อยต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าต้องได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกับจูชี” หลิ่วซื่อกล่าว
คราวนี้หลี่ซื่อกับหลินซื่อยิ่งไม่เข้าใจมากกว่าเดิม
ตอนที่พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ทะเลาะกันเมื่อครู่ พวกนางที่อยู่ห้องข้าง ๆ ได้ยินไม่ชัดนัก เพียงได้ยินคลับคล้ายคลับคลาว่าทะเลาะกันเรื่องที่หลานชายสองคนไปเรียนหนังสือ
แต่พวกนางไม่เข้าใจเลย แม่สามีแก้ไขได้แล้วไม่ใช่หรือ พวกเขายังมีอะไรให้ทะเลาะกันอีก?
“ไม่เหมือนกันอย่างไรเจ้าคะ?” หลี่ซื่อกล่าวอย่างสงสัย “ตอนเจ้าเจ็ดไปเรียนกับอาจารย์เสิน ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ไปเรียนเหมือนกันไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
“เหมือนกันตรงไหน?” หลิ่วซื่อแย้ง “ตอนที่เจ้าเจ็ดไปเรียนก็มีเจ้าสามไปคอยดูแล ทั้งยังได้อยู่หอพัก จะลืมตาหรือหลับตาก็อยู่ในสำนักศึกษา สะดวกสบายจะตายไป ไฉนเลยจะเหมือนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่จะต้องรีบไปเรียนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พวกเขาสองคนยังเด็กปานนั้น นานวันเข้า พวกเขาจะทนต่อไปได้หรือ? ถ้าพวกเขาทนไม่ไหวก็เท่ากับว่าเรียนไปเสียเปล่าแล้วน่ะสิ? ถึงตอนนั้นยังจะส่งพวกเขาไปเรียนอยู่ไหม?”
“เอ้อ…” หลี่ซื่อกับหลินซื่อคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าพี่สะใภ้ใหญ่จะตีความเรื่องราวออกมาอย่างนั้น
แต่ว่ากันตามตรง ถ้าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเรียนหนังสือไม่เก่ง แม่สามีก็คงไม่ส่งพวกเขาเรียนไปเรื่อย ๆ จริง ๆ นั่นแหละ
“พี่สะใภ้ใหญ่ แล้วท่านคิดว่าถ้าให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่ยังเด็กแบบนั้นไปพักที่หอพัก ท่านจะไม่เป็นห่วงหรือเจ้าคะ?” สมองของหลี่ซื่อทำงานอย่างว่องไว คิดถึงปัญหาเรื่องนี้ขึ้นมาได้ทันที “เมื่อก่อนช่วงที่พวกเขาไปเรียนในตำบล ท่านก็คอยพะวงหาอยู่ทุกวัน กลัวว่าพวกเขาอยู่ข้างนอกจะได้กินไม่ดี นอนไม่อิ่ม เฝ้ารอให้พวกเขากลับบ้านอยู่เลยไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ตอนนี้พวกเขามีโอกาสกลับมาแล้ว ทำไมท่านไม่พอใจเสียอย่างนั้น?”
หลินซื่อคอยพูดเสริมจากข้าง ๆ “นั่นน่ะสิ ได้เห็นพวกเขาทุกวันเป็นเรื่องดีปานไหน อีกอย่าง ยังมีรถม้ากับเกวียนเทียมวัวให้นั่ง มีเด็กคนไหนได้รับอภิสิทธิ์เช่นนี้บ้าง? ถ้าไม่ใช่เพื่อไปรับไปส่งพวกเขา ท่านแม่ก็คงไม่คิดจะซื้อวัวหรอกนะเจ้าคะ”
ประเด็นสำคัญคือสกุลจูมีแรงงานมาก คนในหมู่บ้านก็เคยชินกับการไปยืมวัวของเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสมาใช้งาน เย่อวี๋หรานจึงไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้
เมื่อลองนึกไตร่ตรองดู หลินซื่อก็ไม่ได้พูดผิดไปเลย เรื่องซื้อวัวเป็นเพราะได้รับอานิสงส์จากต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าล้วน ๆ
“จะเหมือนกันได้อย่างไร?” หลิ่วซื่อไม่เข้าใจว่าทำไมพวกนางไม่เข้าใจความคิดของนางเลยเล่า?
หลี่ซื่อและหลินซื่อไม่เข้าใจอย่างแท้จริง “ไม่เหมือนกันตรงไหนเจ้าคะ? พี่สามต้องตามเจ้าเจ็ดไปที่โจวเสวีย ท่านคงไม่ได้จะให้พี่สามทิ้งเจ้าเจ็ดเพื่อกลับมาดูแลต้าเป่าเอ้อร์เป่าหรอกนะเจ้าคะ? แล้วใครจะดูแลเจ้าเจ็ดตอนอยู่ที่โจวเสวียล่ะเจ้าคะ?”
“เจ้าสามไปดูแลเจ้าเจ็ด ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ให้คนอื่นไปดูแลสิ” หลิ่วซื่อกัดฟันพูดว่า “ถ้าหาคนไม่ได้ ข้าไปเองก็ได้นี่”
หลี่ซื่อกับหลินซื่อ “…”
ในเมื่อท่านอยากไป แล้วตอนนั้นทำไมไม่บอกท่านแม่ล่ะเจ้าคะ?
จนท่านแม่วางแผนเสร็จแล้ว ท่านกลับมาโวยวายกับพี่ใหญ่ตอนกลางดึกกลางดื่นไม่ยอมหลับไม่ยอมนอนเนี่ยนะ?
พี่สะใภ้ใหญ่เป็นบ้าไปแล้วหรือ!