ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 671 พี่สะใภ้ใหญ่ไม่พอใจ
บทที่ 671 พี่สะใภ้ใหญ่ไม่พอใจ
หลิ่วซื่อบอกว่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเป็นลูกในไส้ของนาง คนอื่นไม่รัก แต่นางรักพวกเขา
ไปอยู่ที่ตำบลแล้ว นางจะต้องดูแลพวกเขาสองคนเป็นอย่างดี ไม่ให้มีปัญหาใด ๆ แม้แต่น้อย
นางยังคว้ามือหลี่ซื่อมากุมไว้ พูดว่าผ่านไปอีกสองปีซานเป่ากับซื่อเป่าก็โตแล้ว และคงต้องได้เรียนหนังสือ ถ้าไม่กำหนดธรรมเนียมปฏิบัติเอาไว้แต่เนิ่น ๆ ถึงตอนนั้นลูกชายของนางก็อาจต้องลำบากเช่นนี้ด้วย
ดังนั้นนางจึงหวังว่าหลี่ซื่อจะเข้าข้างนาง
“น้องสะใภ้ห้า ข้ารู้ว่าเจ้าเพิ่งแต่งเข้ามาได้ไม่นาน ยังไม่มีลูก แต่ต่อไปเจ้าก็ต้องมีลูกเหมือนกันนี่นา เดี๋ยวก็คงได้เจอปัญหาแบบนี้เหมือนกัน…ถึงตอนนั้นเจ้าทำใจให้ลูกของเจ้าตื่นเช้าเดินทางไปเรียนหนังสือตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นได้หรือ?”
พูดกับหลี่ซื่อเสร็จ นางยังไม่ลืมกระตุ้นเตือนหลินซื่อ
พวกนางเป็นแม่คนเหมือนกัน ตามหลักแล้วก็ควร ‘สามัคคี’ กันเข้าไว้
หลี่ซื่อกับหลินซื่อ “…”
พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านคิดไปไกลเชียวนะ!
แต่กล่าวตามความจริง จะให้พวกนางในตอนนี้ทอดทิ้งสามีเอาไว้แล้วหอบลูกไปอยู่ด้วยกันในตำบล พวกนางไม่กล้าคิดเลยจริง ๆ
“เอ่อ…พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านวางใจให้พี่ใหญ่อยู่ทางนี้คนเดียว แล้วพาลูกไปอยู่ในตำบลได้จริง ๆ หรือเจ้าคะ?” เทียบกับพี่สะใภ้ทั้งสองที่มีลูกน้อยแล้ว เห็นได้ชัดว่าหลินซื่อยังอาลัยอาวรณ์จูอู่ นางจึงหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง
ทำอย่างไรได้ ตั้งแต่จูชีสอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉกลับมา คนสกุลจูก็พลอยได้ดีไปด้วย สายตาที่คนทั้งหลายมองคนสกุลจูก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
โดยเฉพาะหลินซื่อ มารดาของนางเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนบิดาก็ติดคุก มิหนำซ้ำยังเป็นแม่สาวเรือพ่วงที่ต้องดูแลน้องสาวกับหลานสาวอีกหลายคน แต่กลับยังได้อยู่ในเรือนสกุลจูโดยไร้เรื่องราว แล้วจะไม่ทำให้คนอื่นอิจฉาตาร้อนได้อย่างไร?
ดังนั้นหลินซื่อจึงเป็นเป้าเหน็บแนมอันดับหนึ่งในบรรดาลูกสะใภ้สกุลจู
“นางเป็นแบบนั้นแล้วยังคู่ควรกับจูอู่ด้วยหรือ ถ้าข้าเป็นจูต้าเหนียงคงปลดนางไปนานแล้ว”
“นั่นน่ะสิ มีลูกสะใภ้บ้านไหนกระเตงคนจากบ้านแม่ตัวเองมาอยู่บ้านแม่สามีกันบ้าง ถ้าเป็นคนอื่นคงถูกปลดไปนานแล้ว ถึงอย่างไรนางก็ยังไม่มีลูก จูอู่ก็ยังหนุ่ม ยังหาคนที่ดีกว่านี้ได้อยู่”
“อะไรกัน เจ้าต้องตาจูอู่งั้นหรือ?”
“จูซานอายุมากกว่าหลายปีนี่นา ลูกสาวข้าอายุยังน้อย ถ้าจับคู่กับจูซานก็เด็กไปหน่อย แต่จับคู่กับจูอู่ไม่มีปัญหา ไม่มีอะไรไม่เหมาะสม”
“นั่นก็จริง”
……
ดูเอาเถอะ ภรรยาเอกอย่างนางยังอยู่ทั้งคน แต่ก็มีคนหมายตาสามีของนางเสียแล้ว ถ้านางไม่อยู่ที่นี่จะมิแย่กว่านี้อีกหรือ?
“มีอะไรให้ต้องไม่วางใจด้วยรึ?” เห็นได้ชัดว่าหลิ่วซื่อไม่ได้คิดมากขนาดนั้น ตอนนี้นางหายใจเข้าหายใจออกก็มีแต่ลูก ตอบกลับไปว่า “พี่ใหญ่ของพวกเจ้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว ยังจะดูแลตัวเองไม่ได้? เสื้อผ้ามีคนซักให้ ข้าวก็มีคนหาให้ เขาแค่ดูแลงานในนาให้ดีก็พอแล้ว”
หลินซื่อสบตากับหลี่ซื่ออย่างอดไม่ได้ นางเอ่ยเตือนว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านลืมเรื่องพ่อสามีกับแม่ม่ายคนนั้นไปแล้วหรือเจ้าคะ?”
กล่าวกันว่าบิดาเป็นคนอย่างไร ลูกชายก็อาจเป็นคนเช่นนั้น พ่อสามีเกือบจะทำเรื่องแบบนั้นออกมาแล้ว ผู้ใดจะกล้ารับประกันว่าลูกชายของเขาจะไม่ทำเรื่องเหลวไหล?
แม่สามีตั้งกฎไว้แล้วก็จริงว่า ผู้ชายสกุลจูอายุสี่สิบแล้วยังไม่มีลูกชายถึงจะสามารถรับอนุภรรยาได้ แต่รับอนุก็เป็นเรื่องหนึ่ง การควบคุมเนื้อสองตำลึงตรงท่อนล่างนั้นกลับเป็นอีกเรื่อง
หัวใจหลิ่วซื่อคล้ายกับถูกรัดแน่น แต่นางก็คิดได้อย่างรวดเร็วว่าลูกชายสองคนของนางโตแล้ว หากพึ่งพาสามีไม่ได้ แล้วจะพึ่งพาลูกชายไม่ได้อย่างนั้นรึ?
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ข้าอยู่แล้วจะทำอะไรได้? ถึงอย่างไรตอนนี้ข้าก็มีลูกชายแล้ว คนที่จะเลี้ยงข้าในวันหน้าก็คือลูกชาย ข้าแค่ดูแลต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าให้ดีก็พอแล้ว”
หลินซื่อพูดอะไรไม่ออกอีกครั้ง ไม่รู้ว่าควรตอบรับอย่างไร
ถึงอย่างไรนางก็ยังไม่มีลูกชาย เรื่องนี้นางไม่อาจมีความรู้สึกแบบ ‘คนหัวอกเดียวกัน’ ได้ นางจึงสะกิดหลี่ซื่อ บอกให้อีกฝ่ายช่วยพูด
หลี่ซื่อกลับไม่อยากจะโน้มน้าวอีกต่อไปแล้ว พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว อีกฝ่ายไม่ยอมฟัง เจ้ายังจะทำอะไรได้?
นางเอ่ยว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านหมายความว่า ให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเรียนหนังสืออยู่ในตำบล ท่านจะไปดูแลพวกเขาใช่ไหมเจ้าคะ?”
“ไม่ได้หรือ?” หลิ่วซื่อถาม
“ได้ ย่อมได้อยู่แล้ว แต่ว่า…” หลี่ซื่อกล่าว “ในเมื่อท่านคิดแบบนี้ แล้วตอนที่ท่านแม่ถามความคิดเห็นของทุกคน ทำไมท่านไม่เสนอขึ้นมาล่ะเจ้าคะ?”
“…” หลิ่วซื่อ
ก็ตอนนั้นแม่สามีอยู่นี่ นางจะกล้าพูดขึ้นมาได้อย่างไร?
แม่สามีเป็นคนอย่างนั้น ถ้านางพูดขึ้นมา จะมิถูกฆ่าตายคาที่เลยหรือ?
หลี่ซื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบ ในใจก็พอจะเดาอะไรได้ แต่นางไม่พูดออกมา ทั้งยังไม่คิดจะตัดสินใจแทนหลิ่วซื่อ แต่ถามออกมาว่า “ถ้าอย่างนั้น ท่านจะทำอย่างไรต่อไปเจ้าคะ? ท่านคิดจะพูดเรื่องนี้กับท่านแม่ตอนไหน?”
ความหมายของคำพูดนางก็คือ ท่านคงไม่เอาแต่รอให้คนอื่นไปพูดกับแม่สามีแทนท่านหรอกนะ?
นี่เป็นเรื่องของท่านชัด ๆ ใครติดค้างท่านอย่างนั้นหรือ จะได้ช่วยเหลือท่านไปตลอด
หลิ่วซื่อพูดจาตะกุกตะกัก แต่สื่อความหมายได้ว่า นางหวังว่าพวกนางจะช่วยถ่ายทอดคำพูดให้แม่สามี เรื่องหลังจากนั้นก็จะสำเร็จไปเอง
ได้ยินอย่างนั้น หลี่ซื่อก็ต้องกลอกตาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้: พี่สะใภ้ใหญ่จะดูเบาแม่สามีเกินไปแล้วกระมัง?
แต่นางก็คร้านจะเตือนหลิ่วซื่อแล้ว จึงพูดไปว่า “ได้ ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปพูดกับท่านแม่ บอกว่าเย็นวันนี้ท่านทะเลาะกับพี่ใหญ่นะเจ้าคะ…”
ตอนออกมาจากห้องของหลิ่วซื่อ หลินซื่อยังสับสนอยู่บ้าง
นางไม่เข้าใจเลย ยังไม่ทันพูดคุยกันให้รู้เรื่อง ไฉนพี่สะใภ้สี่ก็ตกปากรับคำพี่สะใภ้ใหญ่แล้วเล่า?
“พี่สะใภ้สี่ ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ? ทำไมท่านยังคิดจะเข้าไปยุ่งอีก?” หลินซื่อถามอย่างระมัดระวังยิ่ง กลัวว่าหลิ่วซื่อที่อยู่ในห้องจะได้ยิน
หลี่ซื่อรู้ว่าอีกฝ่ายกังวลเรื่องอะไร จึงลดเสียงลงอย่างใส่ใจแล้วกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าถ้าข้าไม่พูด เรื่องนี้ก็จะจบอย่างนั้นรึ? โวยวายครั้งเดียวไม่สำเร็จ ไม่แน่ว่าอาจมีครั้งที่สองตามมา…เจ้าอยากอยู่ดีไม่ว่าดีก็ต้องลุกขึ้นมาฟังพวกพี่สะใภ้ใหญ่ทะเลาะกันกลางดึกกลางดื่นอย่างนั้นรึ?”
“อึก ไม่อยากเจ้าค่ะ” หลินซื่อส่ายหัว
ตอนนี้เป็นช่วงฤดูกาลทำนา มีงานล้นมือ ใครจะไปอยากไปฟังพวกพี่สะใภ้ใหญ่ทะเลาะกัน?
พี่สะใภ้ใหญ่ไม่อยากพักผ่อน แต่นางยังอยากพักผ่อนอยู่นะ
“นั่นก็ใช่แล้ว เรื่องที่จะช้าหรือเร็วก็ต้องพูด ยังคงพูดเร็วหน่อยจะดีกว่า”
“แล้วคราวก่อน ทำไมท่านไม่เห็นจะยุ่งเลยเจ้าคะ?”
“นั่นไม่เหมือนกัน” เรื่องคราวก่อนแค่ทะเลาะกันก็จบแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่เองก็ไม่อยากให้เรื่องบานปลายไปถึงแม่สามี แต่คราวนี้ไม่เหมือนกัน คราวนี้พี่สะใภ้ใหญ่ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องให้เรื่องไปถึงแม่สามี
ต่อให้ครั้งนี้พวกนางไม่เข้ามายุ่ง ครั้งหน้าก็ต้องลุกลามไปถึงแม่สามีอยู่ดี แล้วทำไมจะต้องทรมานตัวเองด้วย?
ช่วยผลักดันให้พี่สะใภ้ใหญ่ได้สมหวังโดยไว ส่งเรื่องไปถึงแม่สามี พวกนางก็จะได้สบายเร็วขึ้นหน่อย
พวกนางกลับเข้าห้องตัวเองได้ไม่นาน จูซื่อกับจูอู่ก็กลับมา
หลินซื่อรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้จูอู่ฟังเสียงเบา จูอู่ชมเชยว่านางทำได้ดี บอกให้นางทำแบบนี้ต่อไป
หลินซื่อได้ยินเช่นนั้นก็ปลื้มใจจนมุมปากหยักโค้ง: ซานเม่ยกับซื่อเม่ยพูดถูกจริง ๆ ด้วย เรื่องที่รับมือไม่ถูกก็ให้ทำตามพี่สะใภ้สี่ก็พอแล้ว
อีกด้านหนึ่ง หลี่ซื่อก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้จูซื่อฟังเช่นกัน
จูซื่อขมวดคิ้วน้อย ๆ “พี่สะใภ้ใหญ่ก็จริง ๆ เล้ย เรื่องแค่นี้ก็ต้องทำให้วุ่นวายด้วย? นางประสาทหรือเปล่า?”
“ประสาทหรือเปล่าข้าไม่รู้ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เจ้าก็ไปถามพี่ใหญ่สักหน่อย ดูว่าพี่ใหญ่คิดอย่างไร” นางยังผลักแขนจูซื่อแล้วถามว่า “พวกเจ้าคุยกับพี่ใหญ่ได้ความว่าอย่างไรบ้าง?”
“จะมีอะไรล่ะ พี่ใหญ่ไม่ได้ไม่พอใจอะไร คิดว่าท่านแม่จัดการได้ดีมาก กลับเป็นพี่สะใภ้ใหญ่…พี่สะใภ้ใหญ่ไม่พอใจนี่นา”
พวกเขาคุยกับพี่ใหญ่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไรเลยสักนิด
ถ้าไม่ใช่เพราะรอให้พวกนางกลับเข้าห้องไปก่อน พวกเขาคงกลับมานานแล้ว ยังจะหลบอยู่ในมุมมืดพยายามหาเรื่องคุยกันอย่างกระอักกระอ่วนแบบนั้นอยู่งั้นรึ?
ยังนึกว่าพวกนางคุยกันนานขนาดนั้นแล้วน่าจะได้เรื่องแล้วเสียอีก คิดไม่ถึงว่าไร้ประโยชน์ พี่สะใภ้ใหญ่มีเป้าหมายของตัวเองอยู่แล้ว
ดูไม่ออกเลยสักนิดว่าคนที่ปกติไม่พูดไม่จาแบบนั้น พอได้โวยวายขึ้นมาแล้วกลับหัวแข็งยิ่งนัก