ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 672 เหตุใดท่านแม่จึงไม่สนใจเล่า?
บทที่ 672 เหตุใดท่านแม่จึงไม่สนใจเล่า?
ครั้นตื่นขึ้นมายามเช้า มาถึงเรือนข้าง ๆ แล้ว เย่อวี๋หรานก็รู้สึกเหมือนบรรยากาศไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร่
ถึงแม้จะไม่มีใครพูดอะไร แต่สะใภ้ใหญ่ที่ยามปกติมักจะปิดปากเงียบกลับแอบมองนางจนสัมผัสได้
เจ้าแอบมองก็แล้วไปเถอะ มีเรื่องอันใดก็พูดออกมา แต่เจ้าแอบมองเสร็จแล้วกลับไม่กล้าสบตาคนแบบนั้นเนี่ยนะ
เย่อวี๋หราน “…”
มีปัญหา จะต้องมีปัญหาแน่นอน!
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร
เย่อวี๋หรานยึดหลักการว่า ‘ศัตรูไม่ลงมือ ข้าก็ไม่เคลื่อนไหว’ ทำเป็นไม่รู้เรื่องต่อไป รับประทานมื้อเช้าเสร็จก็ส่งพวกลูกชายออกไปทำงานเหมือนที่ผ่านมา
ทว่าก่อนจะออกจากประตูไป ในที่สุดนางก็ได้รับเบาะแส…เพราะจูต้าเป็นฝ่ายเดินเข้ามาบอกนางว่า “ท่านแม่ ท่านอย่าไปสนใจเมียข้าเลยขอรับ สมองนางมีปัญหา”
เย่อวี๋หราน “…”
เมียเจ้าเป็นอะไรไป ทำไมสมองถึงมีปัญหาไปได้?
การเท้าความนี้ค่อนข้างยืดยาว เพราะต่อจากนั้น หลี่ซื่อก็อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครอยู่ในเรือนมาพูดกับนาง
หลี่ซื่อทำท่าทีลึกลับ ถามว่านางรู้หรือไม่ว่าเมื่อเย็นวานนี้พี่สะใภ้ใหญ่ทะเลาะกันกับพี่ใหญ่?
“อยู่ดี ๆ ก็ทะเลาะกันขึ้นมากลางดึกกลางดื่น พวกข้าที่อยู่ห้องข้าง ๆ ได้ยินกันหมดเลยเจ้าค่ะ”
“สุดท้ายพวกเหล่าซื่อก็ต้องออกไปเกลี้ยกล่อมอย่างเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาเกลี้ยกล่อมพี่ใหญ่ ข้ากับน้องสะใภ้ห้าเกลี้ยกล่อมพี่สะใภ้ใหญ่”
“ท่านแม่ ท่านลองเดาดูสิเจ้าคะว่าพวกเขาทะเลาะกันเรื่องอะไร?”
……
เย่อวี๋หรานมองท่าทางซุบซิบเรื่องชาวบ้านของหลี่ซื่อแล้วก็ไร้คำจะพูด
แต่นางยังคงถามอย่างให้ความร่วมมือว่า “ทะเลาะกันเรื่องอะไรรึ?”
หลี่ซื่อแอบมองไปรอบ ๆ ยืนยันว่าไม่มีคนแล้วก็ขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม นางกระซิบว่า “พี่สะใภ้ใหญ่อยากไปอยู่ดูแลต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าในสำนักศึกษาเจ้าค่ะ นางคิดว่าแบบนั้นดีต่อต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามากกว่า”
“แค่นี้?” เย่อวี๋หรานขมวดคิ้วน้อย ๆ “ตอนมื้อเย็นเมื่อวานนี้ ทำไมนางไม่พูด? พวกเราเจรจากันเรียบร้อยแล้วนี่ว่าถึงตอนนั้นจะให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอยู่ที่บ้าน แล้วให้เกวียนเทียมวัวไปรับไปส่ง?”
“อันนี้ข้าก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ แต่พี่สะใภ้ใหญ่ทะเลาะกับพี่ใหญ่ก็เพราะเรื่องนี้”
“หลังจากนั้นเล่า?” เย่อวี๋หรานถาม
“หลังจากนั้นอะไรเจ้าคะ?”
“ทะเลาะกันจบก็ไม่มีอะไรแล้ว? หลังจากนั้นเล่า?”
“หลังจากนั้นพวกข้าเกลี้ยกล่อมพี่ใหญ่ได้แล้ว ให้พี่ใหญ่กลับไปนอนที่ห้อง ส่วนพี่สะใภ้ใหญ่…นางยังไม่พอใจเจ้าค่ะ” หลี่ซื่อลอบสังเกตสีหน้าของเย่อวี๋หรานพลางเอ่ยว่า “ท่านแม่ พวกข้าเกลี้ยกล่อมไปแล้ว แต่ท่านก็รู้จักพี่สะใภ้ใหญ่ นางค่อนข้างหัวแข็ง ไม่รับฟังง่าย ๆ จึงเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จเจ้าค่ะ”
เย่อวี๋หราน: ประโยคสุดท้ายถึงจะเป็นประเด็นสำคัญสินะ?
“ได้ตีกันไหม?” เย่อวี๋หรานถาม
หลี่ซื่อส่ายหน้า “ไม่เจ้าค่ะ ตอนพวกข้าเข้าไป เสื้อผ้าหน้าผมของพี่สะใภ้ใหญ่ยังเรียบร้อยดี พี่ใหญ่น่าจะไม่ได้ลงไม้ลงมือ พี่สะใภ้ใหญ่ก็ไม่ได้พูดถึง”
“หลังจากนั้นพอเจ้าใหญ่กลับเข้าห้องไปแล้วยังทะเลาะกันอยู่ไหม?”
“ไม่แล้วเจ้าค่ะ หลังจากนั้นก็พักผ่อนกันแล้ว”
ถามจนถึงตอนท้าย หลี่ซื่อก็นึกสงสัยขึ้นมา ไฉนแม่สามีไม่ถามถึงประเด็นสำคัญ เอาแต่ถามถึงเรื่องไม่สำคัญพวกนี้ทำไม?
นางย่อมไม่ทราบว่า เย่อวี๋หรานมีความคิดอย่างอื่น
แม้นางจะรู้สึกเหนือความคาดหมายที่หลิ่วซื่อโวยวายเพราะเรื่องนี้ แต่ผู้หญิงคนนี้กล้ามีปากมีเสียงเฉพาะกับเจ้าใหญ่ แต่กลับไม่กล้ามาพูดต่อหน้านาง
เรื่องนี้ทำให้นางนึกถึงเรื่องตอนช่วงปีใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ตอนนั้นเพราะธรรมเนียมกลับบ้านเดิมของลูกสะใภ้ นางออกหน้าให้ครั้งหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าหลิ่วซื่อจะไม่รับน้ำใจ มิหนำซ้ำยังทำเหมือนแม่สามีอย่างนางยุ่งไม่เข้าเรื่องอีกต่างหาก
จนถึงตอนนี้ เย่อวี๋หรานนึกขึ้นมาคราใดก็ยังเคืองใจไม่หาย
ดี เจ้าไม่อยากให้ข้ายุ่งนัก ข้าไม่ยุ่งก็ได้!
คิดว่าข้าว่างเสียเต็มประดา ชอบไปยุ่งเรื่องคนอื่นมากนักหรือ?
“เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว เจ้าไปทำธุระของเจ้าต่อเถอะ” เย่อวี๋หรานตัดสินใจได้แล้ว จึงบอกให้หลี่ซื่อจากไป
หลี่ซื่องงงัน “หา ท่านแม่ ท่านจะไม่จัดการเรื่องนี้หรือเจ้าคะ?”
“จัดการอะไร?” เย่อวี๋หรานกล่าวโดยที่เปลือกตาไม่ขยับ “พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าไม่ชอบให้ข้าไปยุ่งเรื่องของนาง ข้าก็ไม่อยากยุ่ง ปล่อยไปอย่างนี้แหละ นางอยากทำอะไรก็ทำ ขอแค่ไม่ตบตีกับเจ้าใหญ่จนมีใครตายก็พอ”
มุมปากของหลี่ซื่อกระตุกวูบ: ไม่จริงน่า แม่สามีมีท่าทีอย่างนี้เนี่ยนะ?
ต่างจากที่นางคิดไว้ แล้วจะเก็บกวาดที่เหลืออย่างไรล่ะทีนี้?
แต่ไม่รอให้นางคิดอะไรออก เย่อวี๋หรานก็เดินออกไปจากเรือนเสียแล้ว
หลี่ซื่อยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่รู้จะพูดอะไรอยู่เป็นนาน
ทว่ากลับเป็นหลินซื่อที่ออกไปทำงานข้างนอกกลับมาเห็นหลี่ซื่อยืนนิ่งอยู่ในเรือน จึงถามขึ้นมาว่า “ท่านทำอะไรน่ะ? ซานเป่ากับซื่อเป่าล่ะเจ้าคะ?”
“พวกเขาอยู่กับต้าเป่าและเอ้อร์เป่าในเรือนข้าง ๆ เจ้าเจ็ดเล่นกับพวกเขาอยู่” เพราะมีจูชีช่วยดูแลพวกเด็ก ๆ หลี่ซื่อรู้สึกว่านางมีเวลาขึ้นมากโข นอกจากทำงานแล้วยังมีเวลาว่างเหลืออีกมาก
กล่าวจากใจจริง บางครั้งนางก็หวังให้พวกจูชีอยู่ที่บ้านนาน ๆ สักหน่อย
“เอ๊ะ ท่านพูดกับท่านแม่หรือยังเจ้าคะ?” หลินซื่อยังคงไม่ลืมเรื่องเมื่อคืนวาน
“พูดแล้ว”
“ท่านแม่มีท่าทีอย่างไรเจ้าคะ?”
“ไม่มีท่าทีอะไรเลย”
“ไม่มีท่าทีหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?” หลินซื่อถามอย่างไม่เข้าใจ
หลี่ซื่อมองนางด้วยสีหน้าจนปัญญา “ท่านแม่บอกว่า ตกลง นางรับรู้แล้ว ให้ข้าไปทำธุระของตัวเอง ดูจากท่าทางแล้ว ท่านแม่เหมือนจะไม่อยากยุ่ง”
“หา?!” หลินซื่อประหลาดใจ “ไม่จริงน่า ท่านแม่ไม่อยากยุ่ง? หมายความว่าอย่างไรกัน? เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ท่านแม่ไม่อยากยุ่งอย่างนั้นหรือ? แล้ว…แล้วเรื่องของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะทำอย่างไร? จะไปเรียนที่นั่นหรือไปกลับเอาล่ะเจ้าคะ?”
“ยังจะทำอย่างไรได้? ก็ทำตามที่ท่านแม่เคยพูดไว้นั่นแหละ” หลี่ซื่อกลับคาดเดาเจตนาของเย่อวี๋หรานได้แม่นยำทีเดียว นางกล่าวว่า “ท่านแม่ไม่ได้บอกว่าไม่ต้องไปซื้อวัวแล้ว ทั้งยังไม่ได้รับปากให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าพักอยู่ในตำบล เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ดำเนินการไปตามแผนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง”
“แล้ว…พี่สะใภ้ใหญ่จะเห็นด้วยหรือ?” หลินซื่อไม่คิดว่าพี่สะใภ้สี่จะลืมคำพูดเมื่อคืนวานของพี่สะใภ้ใหญ่ไปหมดแล้ว
“ไม่เห็นด้วยแล้วอย่างไร? นางมีความกล้าไปโวยวายต่อหน้าท่านแม่ด้วยหรือ?” หลี่ซื่อพูด “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังไม่เข้าใจอีก? พี่สะใภ้ใหญ่ไม่กล้าไปโวยวายต่อหน้าท่านแม่ ท่านแม่ก็จะทำเป็นไม่รู้ ไม่อยากยุ่ง พี่สะใภ้ใหญ่ทะเลาะกับพี่ใหญ่ไปก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องนี้ท่านแม่เป็นคนตัดสินใจ”
หลินซื่อ “…”
หมายความว่า ที่พี่สะใภ้ใหญ่สร้างเรื่องไปเมื่อวานนี้ก็เหนื่อยเปล่าน่ะซิ?
“เรื่องนี้พวกเราอย่าเข้าไปยุ่งเลย เอาเป็นว่าพวกเราถ่ายทอดคำพูดให้แล้ว ท่านแม่ไม่อยากยุ่ง พวกเราก็จนปัญญา” หลี่ซื่อจัดแจงชายแขนเสื้อพลางเอ่ยว่า “พวกเราน่ะ สนใจเรื่องตัวเองก็พอแล้ว”
ส่วนว่าพี่สะใภ้ใหญ่ได้ยินแล้วจะคิดอย่างไร นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของพวกนางแล้ว
พวกนางทำได้แค่ฝากสามีตนเองไปเตือนพี่ใหญ่ บอกให้เขาเตรียมใจเอาไว้
“ท่านแม่ไม่สนใจ?!” เมื่อหลิ่วซื่อได้ยินคำพูดของหลี่ซื่อก็ไม่อยากเชื่อสักเท่าไหร่
จะเป็นไปได้อย่างไร?
นางถึงขั้นทะเลาะกับจูต้าแล้วนะ น้องชายน้องสะใภ้ก็ออกมาเกลี้ยกล่อมกันแล้ว เหตุใดท่านแม่จึงไม่สนใจเล่า?!
ท่านแม่เป็นคนแบบนั้น แล้วจะไม่สนใจงั้นหรือ?
ในสายตาของหลิ่วซื่อ แม่สามีของตนออกจะชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านไปทั่ว เรื่องนี้เย่อวี๋หรานไม่ได้คิดผิดไปเลย
ดังนั้น นางจึงคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่น้องสะใภ้สี่ไม่ได้ไปพูดกับท่านแม่ แต่มาโกหกนาง?
นางมองหลี่ซื่อด้วยสีหน้าแคลงใจ “ตกลงแล้วเจ้าได้พูดกับท่านแม่หรือเปล่า?”
“พูดแล้วเจ้าค่ะ พวกผู้ชายออกไปทำงานข้างนอก พวกท่านก็ไปทำงานกันแล้ว ในเรือนไม่มีใครอยู่ ข้าจึงไปพูดกับท่านแม่” หลี่ซื่อกล่าว “ท่านแม่พูดกับข้าเองว่า นางไม่อยากยุ่ง”
เพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจอีกฝ่าย หลี่ซื่อจึงไม่ได้บอกคำพูดของเย่อวี๋หรานออกมาทั้งหมด เพียงใช้ถ้อยคำที่อ้อมค้อมบอกกล่าวออกมา