ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 673 กอดลูกชายร้องห่มร้องไห้
บทที่ 673 กอดลูกชายร้องห่มร้องไห้
“ข้าไม่เชื่อ! เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ท่านแม่จะไม่สนใจได้อย่างไร?”
หลี่ซื่อแบมือ “ข้าจะไปรู้หรือเจ้าคะ? ข้าบอกไปแล้วจริง ๆ”
“เจ้าไปพูดแบบไหน?”
เห็นสีหน้าแคลงใจของพี่สะใภ้ใหญ่ หลี่ซื่อถึงกับพูดอะไรไม่ออก
อะไรกัน นางช่วยไปพูดให้แล้ว นอกจากจะเสียแรงเปล่า ยังกลายเป็นผู้ร้ายไปด้วยหรือเนี่ย?
แต่ถึงจะไม่พอใจอย่างไร หลี่ซื่อก็ยังคงเล่าสถานการณ์ตอนนั้นออกมา
ไม่รู้ว่าพี่สะใภ้ใหญ่ตาบอด หรือไม่ได้สนใจนางเลยสักนิด ทั้ง ๆ ที่เห็นว่าหลี่ซื่อพยายามข่มกลั้นความไม่พอใจ แต่ก็ยังตำหนินางว่าพูดจาไม่เป็น
“ทำไมเจ้าไม่รู้จักพูดจาแบบนี้? ท่านแม่ถามเจ้าว่าได้ตีไหม เจ้าก็บอกว่าตีสิ แถมยังลงไม้ลงมือหนักมากอีกด้วย”
“บอกว่าวันนี้ข้าแทบจะลุกขึ้นมาไม่ไหว”
“แทนที่จะพูดแบบนั้น เจ้าพูดอย่างอื่นไม่เป็นแล้วงั้นรึ?”
……
หลี่ซื่อหมดคำจะพูด “ข้ายังต้องพูดอะไรอีกเจ้าคะ?”
หลิ่วซื่อประหลาดใจ “เจ้าไปถ่ายทอดคำพูดก็ทำเสียออกมาเละเทะแบบนี้ ยังจะมาถามข้าอีก? ปกติเจ้าก็ฉลาดนักไม่ใช่หรือ? เจ้าคงไม่ได้จงใจหรอกใช่ไหม?”
ส่วนว่าจงใจอะไรนั้น ไม่ต้องบอกออกมาก็ทราบได้
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขออภัยจริง ๆ เจ้าค่ะ ข้ามีความสามารถอยู่แค่นี้ ถ้าท่านรังเกียจนักก็ไปพูดกับท่านแม่เองเถอะเจ้าค่ะ” พูดจบ หลี่ซื่อก็สะบัดหน้าจากไปด้วยความโมโห
มารดามันเถอะ!
นางรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรไปยุ่งกับเรื่องของผู้หญิงคนนี้!
“นี่ เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลยนะ เจ้าจะไปไหน?” หลิ่วซื่อเห็นอีกฝ่ายเดินหนีไปก็ยิ่งสงสัยกว่าเดิม
ถ้านางไม่มีพิรุธในใจ แล้วจะหนีไปอย่างนั้นรึ?
นางร้องเรียกหลี่ซื่อ น่าเสียดายที่คนเขาไม่สนใจ แม้แต่หน้าก็ยังไม่หันกลับมา
หลิ่วซื่อโมโหหนัก “นางจะเอาอย่างไรกันแน่?”
“เอ่อ…” หลินซื่อมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี จึงรีบออกตัวว่า “ข้าเพิ่งนึกออกว่าข้ายังมีเรื่องต้องทำ พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าไปทำงานก่อนนะเจ้าคะ”
อธิบายเสร็จก็จากไปเร็วปร๋อ
“นี่…เจ้าจะไปไหน? เจ้าไปแล้ว ใครจะไปพูดให้ข้ากันล่ะ?” หลิ่วซื่อร่ำร้องมาจากข้างหลัง
หลินซื่อวิ่งเร็วจี๋กว่าเดิม
หลิ่วซื่อยิ่งมีน้ำโห “หมายความว่าอะไรกันแน่?”
“ดูถูกข้ากันนักใช่ไหม?”
“น่าโมโหนัก! ถึงวันที่ลูกข้าสอบเป็นซิ่วไฉได้ ข้าจะรอดูว่าพวกเจ้า…”
……
หลินซื่อไม่ได้ตามไปหาหลี่ซื่อ แต่วิ่งมาถึงท้ายเรือนก็เห็นหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยกำลังนั่งจัดแจงดอกไม้อยู่บนก้อนหิน
แม้สกุลจูจะค้าขายอาหารเป็นหลัก แต่บางครั้งก็ทำชาดไปขายที่ตลาดนัด พวกเด็กสาวจะได้หาเงินใช้จ่ายส่วนตัวบ้าง
“พี่รอง ทำไมทำท่าเหมือนถูกสุนัขไล่มาอย่างนั้นล่ะเจ้าคะ?” หลินซานเม่ยสงสัย
“ไอ้หยา อย่าพูดถึงเลย” หลินซื่อเดินไปนั่งลง ช่วยพวกน้องสาวทำงานพลางเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้อีกฝ่ายฟัง
หลินซื่อเม่ยได้ยินแล้วก็มุ่นคิ้ว “พี่รอง พวกเราตกลงกันแล้วนี่เจ้าคะว่าท่านจะไม่ยุ่งกับเรื่องนี้”
“ข้าไม่ได้ยุ่งสักหน่อย” หลินซื่อรีบอธิบายว่า นางไม่ได้ตั้งใจเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ แต่เป็นเพราะหลี่ซื่อเข้าไปยุ่งแล้ว นางที่เป็นน้องสะใภ้คนหนึ่งจะไม่สนใจเสียเลยก็คงไม่ดี
นางก็ไม่ได้ทำอะไร แค่ตามหลังหลี่ซื่อไปเท่านั้น อีกฝ่ายทำอะไร นางก็ทำอย่างนั้น
“พวกเจ้าสบายใจได้ พี่เขยของพวกเจ้ารู้เรื่อง ข้าบอกเขาไปแล้ว” หลินซื่อว่า
หลินซื่อเม่ยค่อยโล่งอก แต่ก็ยังไม่วายกำชับ กลัวว่าคนบางคนจะทำเรื่องเลอะเลือนลงไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
ถึงตอนรับประทานมื้อเที่ยง เย่อวี๋หรานรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า สายตาที่หลิ่วซื่อมองมาทางนางไม่ค่อยถูกต้องนัก…ทั้ง ๆ ที่โมโหนาง แต่กลับไม่กล้าแสดงออกมา
เย่อวี๋หรานรักษาความเยือกเย็น ทำเหมือนมองไม่เห็น ควรทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น
กินข้าวเสร็จ อารมณ์ดีก็ไปดูพวกจูชี ต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่า และซื่อเป่าอ่านตำรา เล่านิทาน
ตกกลางคืน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหลิ่วซื่อทะเลาะกับจูต้าอีกแล้ว
นางอยากลงไม้ลงมือ แต่จูต้าไม่สนใจนาง ผลักนางออกแล้วสวมรองเท้าเดินออกไปข้างนอก
“เจ้าจะไปไหน?”
หลิ่วซื่อล้มลงบนที่นอน ไม่เจ็บอะไร แต่ท่าทางทุลักทุเลอยู่บ้าง
“ไปคุยธุระกับเจ้าสาม”
ความจริงจูต้าตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าคืนนี้จะไม่กลับมานอนที่ห้อง แต่ไปนอนกับจูซาน
จูซานที่เห็นพี่ใหญ่มาหากะทันหัน “…”
ส่วนหลิ่วซื่อ ถึงจะพูดออกมาขนาดนี้แล้ว แต่นางก็ยังไม่ถึงขั้นบากหน้าไปเคาะประตูห้องจูซาน
คราวนี้ดียิ่ง จูต้าไปนอนเบียดบนเตียงของน้องสาม ไม่ทันไรก็มีเสียงกรนดังขึ้น หลิ่วซื่อที่อยู่ห้องข้าง ๆ กันไม่ได้หลับเลยทั้งคืน
ทำอย่างไรได้ จูต้าไม่ได้กลับมาอีกเลยนี่นา
เช้าวันต่อมา สายตาที่หลิ่วซื่อมองไปทางจูต้าแฝงไว้ด้วยคมดาบ
จูต้ามองข้ามไปทั้งอย่างนั้น ล้างหน้าเสร็จ พูดอะไรเล็กน้อยก็ออกไปทำงานกับจูเอ้อร์
ออกไปข้างนอกกลับมา รับประทานมื้อเช้าเสร็จแล้วก็กลับไปทำงานต่อ
เย่อวี๋หรานไปดูความคืบหน้าของพวกลูกชายที่ทุ่งนา
กลายเป็นว่าคนทั้งครอบครัวล้วนกำลังทำงานกันอยู่ มีหลิ่วซื่อคนเดียวที่ทำสงครามเย็น เก็บกดความโกรธเอาไว้ไม่มีที่ให้ระบายออกมา
เย่อวี๋หรานเห็นท่าทางเก็บกดของอีกฝ่ายแล้วก็อดจะเห็นใจไม่ได้ แต่นางรู้ว่าถ้าไม่กดดันหลิ่วซื่อตั้งแต่ตอนนี้ นางก็คงเป็นแบบนี้ไปทั้งชีวิต
ต้าเป่าเป็นเด็กฉลาด ทั้งยังโตกว่าเด็กคนอื่น แม้ตอนแรกจะยังไม่สัมผัสถึงความผิดปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็พอจะสัมผัสได้แล้วว่ามีบางอย่างแปลก ๆ
แต่เขายังไม่ทันได้ไปสอบถามให้รู้เรื่องรู้ราว ยามบ่ายวันหนึ่ง เขาเพิ่งออกมาจากห้องสุขาก็ถูกคนเป็นแม่กอดเอาไว้ “ฮือ ๆๆๆ…ต้าเป่า พวกเขาทุกคนล้วนรังแกแม่ แม่เหลือแค่เจ้าคนเดียว!”
“ท่านแม่ เป็นอะไรไปขอรับ?” โตมาจนป่านนี้ ต้าเป่าเพิ่งจะเคยเห็นมารดาของตนร้องไห้เป็นครั้งแรกจึงตกอกตกใจ รีบร้อนถามว่า “ท่านแม่ ไม่เป็นไร ๆ ลูกอยู่ตรงนี้”
“ฮือ ๆๆ…พวกเขารังแกแม่ พวกเขาไม่สนใจแม่ ไม่เห็นแม่เป็นคน…” หลิ่วซื่อร้องห่มร้องไห้
ทำอย่างไรได้ ไม่กล้าไปโวยวายต่อหน้าแม่สามี จูต้าก็ไม่สนใจนาง น้องสะใภ้คนอื่นก็หลีกเลี่ยงนางไปเสียไกล หลิ่วซื่อไม่มีใครให้ฟ้อง จึงคิดออกแค่ลูกชายสองคนของนาง
นางในตอนนี้ลืมไปหมดแล้วว่า ปีนี้ต้าเป่าอายุยังไม่ถึงสิบขวบ เด็กวัยนี้ในครอบครัวอื่นยังเป็นแค่เด็กน้อยที่เล่นดินโคลนอยู่เลย
“ท่านแม่ พวกเขาหมายถึงใครขอรับ?” ต้าเป่าถาม
“ยังจะเป็นใครไปได้ ก็คือพ่อเจ้า ย่าเจ้า อาสะใภ้ทั้งหลายของเจ้าน่ะสิ” หลิ่วซื่อฟ้องทั้งน้ำตา “พวกเขาไม่ใช่คน เป็นคนเลว ข้าบอกแล้วว่าเรียนหนังสือลำบาก เจ้ากับเอ้อร์เป่ายังเล็กขนาดนี้ ให้ตื่นแต่ฟ้าสางไปเรียนแบบนั้นเหนื่อยจะตาย จะปล่อยให้พวกเจ้าลำบากอย่างนั้นได้อย่างไร? ตอนแรกเจ้าเจ็ดยังได้อยู่หอพัก ทำไมพอเป็นเจ้ากับเอ้อร์เป่าก็ไม่ให้พักแล้วเล่า? ฮือ ๆๆ…แบบนี้รังแกพวกเราแม่ลูกชัด ๆ เลยนี่นา”
ต้าเป่ารู้สึกอึ้งอยู่บ้าง เพราะเขาฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด เขากับน้องรองแค่ไม่ได้พักอยู่ในสำนักศึกษา ไฉนจึงกลายเป็นการ ‘รังแก’ ไปได้เล่า?
มิหนำซ้ำ มารดาของเขายังกล่าวโทษบิดากับย่าของเขาอีกด้วย
“ท่านแม่ ท่านพูดช้าหน่อย ข้าไม่เข้าใจขอรับ”
หลิ่วซื่ออธิบายทั้งน้ำตาอีกคำรบ
ยิ่งอธิบายก็ยิ่งเลอะเทอะ ยิ่งอธิบายต้าเป่าก็ยิ่งไม่เข้าใจ เพราะในสายตาเขา จะเรียนหนังสือได้หรือไม่ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะพักหรือไม่พักอยู่ในสำนักศึกษา
อีกอย่าง เขากับน้องรองยังเล็ก พวกท่านย่าไม่วางใจ อยากให้พวกเขาพักอยู่ที่บ้านก็ไม่แปลกนี่นา
สาเหตุที่ก่อนหน้านี้เขากับเอ้อร์เป่าได้พักอยู่ในตำบล ประเด็นหลักคือเพราะอาเล็กก็เรียนอยู่ที่นั่นด้วย ทั้งยังมีอาสามดูแลพวกเขา ท่านย่าก็สามารถวางใจได้
ตอนนี้อาเจ็ดกับอาสามล้วนไม่อยู่ทั้งคู่ มีแค่พวกเขาสองคน นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้
“ท่านแม่ ไม่ลำบากขอรับ ข้ากับน้องรองไปเรียนหนังสือในตำบล มีเกวียนเทียมวัวไปรับไปส่งนะขอรับ” ต้าเป่าอธิบาย “ท่านย่าก็บอกแล้วนี่นา พอถึงตลาดนัดรอบหน้า ให้ท่านพ่อสั่งทำเกวียนเทียมวัวให้เรียบร้อย ถึงตอนนั้นข้ากับน้องรองก็สบายแล้ว…”