ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 678 แหย่ครั้งหนึ่งกลับเสียเงินมากมายถึงเพียงนี้
บทที่ 678 แหย่ครั้งหนึ่งกลับเสียเงินมากมายถึงเพียงนี้
หมอฝึกหัดเผยรอยยิ้มอบอุ่นที่ช่วยเยียวยาจิตใจเป็นพิเศษ “หงจิ่ว หงจากสีแดง จิ่วจากอันดับเก้า”
“ข้าชื่อต้าเป่า ต้าจากคนโตสุด เป่าจากสมบัติขอรับ” ต้าเป่ากล่าว
“เจ้าเป็นสมบัติใหญ่ของครอบครัว ดังนั้นทุกคนจึงเรียกเจ้าว่าต้าเป่านี่เอง” หงจิ่วทำหน้าที่อย่างระมัดระวังไปสนทนากับอีกฝ่ายไป
ต้าเป่าโต้แย้ง “ไม่ใช่ขอรับ ยามที่ข้ายังเด็ก ท่านย่าไม่ชอบข้าแม้แต่น้อย ชอบถือไม้กวาดมาตีข้า…ผู้ที่นางชอบที่สุดน่าจะเป็นซานเป่าและซื่อเป่า เพราะแต่ไหนแต่ไรนางไม่เคยตีพวกเขาเลยขอรับ”
อย่าเห็นว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ในบรรดาพวกเด็กด้วยกัน แต่จะกี่มากน้อยเขาก็ยังเป็นเด็ก ย่อมคิดมากกับ ‘ความไม่เป็นธรรม’ ที่เคยประสบพบเจอ
“เพราะเหตุใดเล่า? เป็นเพราะเจ้าดื้อหรือ?” หงจิ่วถาม
“ใช่ที่ไหนเล่าขอรับ ข้าไม่ดื้อเลยแม้แต่น้อย แต่ท่านย่าเมื่อก่อนไม่ชอบข้า ไม่เพียงแต่ตีข้าเท่านั้น ยังตีน้องชายข้าอีกด้วย…” ครั้นหวนนึกถึงเรื่องที่ไม่มีความสุขขึ้นมา ต้าเป่าก็รู้สึกน้อยใจ
“ข้าไม่เชื่อ! หากท่านย่าของเจ้าไม่ชอบเจ้า แล้วจะส่งเจ้าไปเรียนหนังสือหรือ? หน้าผากเจ้ามีแผลเล็กถึงเพียงนี้ นางจะส่งเจ้ามาโรงหมอไป่เย่าถังหรือ? เจ้ารู้หรือไม่ว่ามาโรงหมอไป่เย่าถังครั้งหนึ่งต้องใช้เงินไม่น้อย…” หงจิ่วรู้ว่าพวกเขามาจากชนบทละแวกนี้ เป็นธรรมดาที่จะคิดว่าแม้แต่คนในตำบลก็ยังไม่เห็นส่งเด็กบ้านตัวเองไปเรียนหนังสือหรือไปหาหมอ แต่ย่าของเด็กคนนี้กลับทำทั้งสองเรื่อง หากไม่ใช่เพราะ ‘ชอบ’ จะเรียกว่าอะไรได้อีก?
เขาบอกอีกฝ่ายว่าเห็นเด็กมากมายที่ป่วย แต่หากไม่ป่วยหนักพ่อแม่ก็ย่อมไม่ส่งมาโรงหมอ
แต่หากป่วยหนักก็เป็นไปได้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงมาก พ่อแม่ของพวกเขาก็ย่อมไม่อาจตัดใจจ่ายเงินมากเพียงนั้นได้แน่
“เฮ้อ…ไม่ใช่ไม่อาจตัดใจ แต่เป็นเพราะความยากจน” หงจิ่วที่โตอยู่บ้างถอนหายใจ “อาจารย์ของข้าบอกว่าไม่อาจคิดว่าเพราะคนอื่นไม่ให้ลูกมาหาหมอแล้วจะบอกว่าคนอื่นเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดีได้ บางครั้งอาจเป็นเพราะความยากจน ในครอบครัวที่ยากจนล้วนไม่กล้าเปิดหม้อ*[1] จนปัญญาจึงทำได้เพียงยอมแพ้”
ครั้นทายาพอกเรียบร้อยแล้วเขาก็ยังลูบศีรษะของต้าเป่า “เจ้าว่าย่าของเจ้าที่ล้วนไม่ยอมแพ้ต่อเจ้า ทั้งยังกลัวว่าเจ้าจะมีแผลเป็นดีต่อเจ้าเพียงใดเล่า”
ต้าเป่าเงียบงันไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอย่างไร “นั่นเป็นเพราะสภาพครอบครัวข้าดีขึ้นแล้ว แต่เมื่อก่อนยามที่สภาพครอบครัวข้ายังไม่ดี ท่านย่าดุร้ายมากจนทุกคนในหมู่บ้านของข้าล้วนกลัวท่านย่าขอรับ”
“เจ้าก็พูดเองนี่ว่านั่นเป็นเพราะครอบครัวยากจน เช่นนั้นในยามนี้เล่า ครอบครัวของเจ้ารวยจนมีข้าวกินทุกวันมีเนื้อกินทุกมื้อแล้วหรือ?”
ต้าเป่าส่ายหัว
เพราะแม้แต่ยามนี้สกุลจูก็ยังไม่ได้เห็นข้าวและเนื้อทุกมื้อ บางครั้งมีเป็นข้าวต้มหรือแป้งมันเทศ
พูดได้ว่าปฏิบัติต่อเด็กอย่างพวกเขาดีกว่าอยู่บ้าง ถึงอย่างไรทุกวันก็ล้วนได้ไข่ไก่แบ่งมาฟองหนึ่ง แต่ไม่ถึงขั้นคนละฟอง บางครั้งก็มีน้ำแกงไข่คนละถ้วยด้วย
ไม่มีทางเลือกเพราะแม้จะมีไก่หลายตัว แต่แม่ไก่ก็ไม่ได้วางไข่สามร้อยหกสิบห้าวันต่อปี พวกเขามีเด็กสี่คน หากบอกว่าให้คนละฟองก็ไม่รู้ว่าต้องมีแม่ไก่กี่ตัวจึงจะพอ
ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากพวกเขาในบ้านก็ยังมีผู้ใหญ่ด้วย ช่วงฤดูเพาะปลูกผู้ใหญ่ล้วนต้องการการบำรุง
ส่วนสภาพในครอบครัว ต้าป่าที่ฉลาดก็เข้าใจอยู่บ้างว่าต่างกับครอบครัวอื่นที่รู้เพียงตะโกนว่า ‘ท่านแม่ เหตุใดวันนี้จึงไม่มีไข่ต้มเล่าขอรับ?’
ต้าเป่าเล่าออกมาตามความคิดของตน
“ถูกต้องแล้ว” หงจิ่วกล่าว “ย่าของเจ้ารักและทะนุถนอมเจ้าอย่างแน่นอน วิ่งมารักษาที่นี่รอบหนึ่งแค่ยารักษาก็ล้วนต้องใช้เงินหลายตำลึงแล้ว”
“หลายตำลึงหรือขอรับ?!” หัวใจต้าเป่าเต้นผิดจังหวะ “ตกลงแล้วกี่ตำลึงหรือขอรับ? ปีหนึ่งค่าการศึกษายังแค่ไม่กี่ตำลึงเท่านั้นเองขอรับ”
“ถูกต้อง เช่นนั้นเจ้ายังจะกล้าพูดว่าย่าของเจ้าไม่รักเจ้าอีกหรือ?”
ต้าเป่าตะลึงงัน
แต่หากรักษาแผลเป็นให้ก็ต้องใช้เงินหลายตำลึง…
เขาเจ็บปวดขึ้นมา ถึงขั้นรู้สึกเสียใจภายหลังว่าหากในตอนนั้นตนยืนอย่างมั่นคงก็คงดี
เขาไม่โทษแม่ที่แหย่เขา โทษเพียงตัวเองที่ยืนไม่มั่นคง ไม่เช่นนั้นคงสามารถเก็บเงินส่วนนี้ไว้ได้
ความคิดในใจปะทะกันอย่างรุนแรง ตีกันอยู่ในหัว
เขาไม่รู้ว่าตัวเองต้องการบอกกับย่าหรือไม่ว่า ไม่ต้องรักษาก็ได้ การรักษาครั้งหนึ่งต้องใช้เงินเยอะมากพอที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนปีหนึ่งของเขา แต่หากไม่รักษาแล้วเกิดทิ้งรอยแผลเป็นไว้จริง ๆ แม้เขาจะเรียกหนังสือ แต่หลังจากนี้ไม่กี่ปีย่อมถูกปฏิเสธในการสอบขุนนางระดับเคอจวี่เพราะแผลเป็นบนหน้าผาก
ตกลงแล้วจะรักษาหรือไม่รักษาดี?
ในยามนั้นเอง ท่านหมอไป๋หลี่น้อยและพวกเย่อวี๋หรานก็เดินเข้ามา
“ท่านอาจารย์ขอรับ บาดแผลจัดการเรียบร้อยแล้ว เชิญดูได้เลยขอรับ” หงจิ่วทำความเคารพพวกท่านหมอไป๋หลี่น้อย ก่อนจะให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยมาตรวจสอบก่อนจะกล่าวว่า “ครั้งนี้ไม่เลว ยาพอกอย่างสม่ำเสมอ ความหนากำลังดี เลือดก็หยุดไหลแล้ว”
ครั้นได้ยินคำชื่นชมของอาจารย์ หงจิ่วก็มีความสุขอยู่บ้าง
“ไปเอากล่องยาล้ำค่าของอาจารย์มา เขาต้องเย็บแผล”
“ขอรับท่านอาจารย์”
หงจิ่วไม่แปลกใจ คิดว่าหากต้องการรักษาโดยไม่ให้เหลือแผลเป็นไว้ก็ย่อมต้องใช้กล่องยาพิเศษนั้น
ในฐานะหมอของตระกูลไป๋หลี่ ท่านหมอไป๋หลี่น้อยมีกล่องยาที่ต่างกันอยู่สองกล่อง หนึ่งคือกล่องยาที่ใช้ประจำวันทั่วไป อีกหนึ่งคือกล่องยาพิเศษที่ใช้สำหรับสถานการณ์ที่พิเศษ ซึ่งในนั้นมีอุปกรณ์และยาพอกที่มาค่ามากกว่าอยู่ด้วย
“ท่านย่าต้องใช้เงินตั้งหลายตำลึง มันไม่แพงเกินไปหรือขอรับ?” ต้าเป่ารู้สึกเสียดายเงินจนอดไม่ได้ที่จะเตือนเย่อวี๋หรานสักประโยค
“ไม่ใช่กระมัง ต้องใช้หลายตำลึงเลยหรือ?” หลิ่วซื่อรีบถามท่านหมอไป๋หลี่น้อย “จริงหรือเจ้าคะท่านหมอ เหตุใดต้องใช้เงินมากถึงเพียงนั้นเจ้าคะ?”
ปกติแล้วหากให้หมอเท้าเปล่า*[2]มาช่วยดูอาการสักหน่อย ก็ยังใช้เงินสิบยี่สิบเหรียญเท่านั้น เหตุใดเมื่อมาที่ตำบลแล้วจึงกลายเป็นหลายตำลึงเล่า?!
ฉับพลันนั้นก็รู้สึกนึกเสียใจขึ้นมา รู้อย่างนี้นางคงไม่แหย่ต้าเป่า แหย่ครั้งหนึ่งกลับเสียเงินมากมายถึงเพียงนี้
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยเหลือบมองนางก็รู้ว่าคนที่รับผิดชอบไม่ใช่นาง จึงเบนสายตาไปหาเย่อวี๋หราน “จูต้าเหนียง เรื่องนี้ต้องพูดให้ชัดเจนเสียก่อน บาดแผลที่เย็บด้วยใยเปลือกหม่อนจะเติบโตไปพร้อมกับร่างกาย ยาทาบัวหิมะที่ใช้ก็รักษาบาดแผลก็มีคุณภาพสูงซึ่งราคาไม่ถูก ท่านต้องคิดให้ดี การรักษาครั้งนี้อาจใช้เงินมากกว่าร้อยตำลึง”
“อะไรนะเจ้าคะ?! ใช้เงินมากกว่าร้อยตำลึงหรือ?!” หลี่ซื่ออดไม่ได้ที่จะร้องขึ้นมา
เพียงแต่ไม่รอให้นางพูดอันใดก็ได้ยินหลิ่วซื่อตะโกนว่า “นี่มันแพงเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ของอันใดราคาตั้งเกินร้อยตำลึง ท่านจะปล้นกันหรืออย่างไร?! ไม่ใช่บอกว่าหมอล้วนมีจิตใจเมตตาหรือเจ้าคะ เหตุใดจึงใจดำต้องการเงินมากมายเช่นนี้?”
เกิดความวุ่นวายขึ้นมาในทันใด
ช่วยไม่ได้ สิบตำลึงก็ทำให้เจ็บปวดมากแล้ว แต่เกินร้อยตำลึงเช่นนั้นจะไม่นับว่าหนึ่งปีมานี้ของนางสูญเปล่าหรือ?!
ใบหน้าของต้าเป่าก็ซีดลง หงจิ่วบอกว่าหลายตำลึง แต่นึกไม่ถึงว่าจะมากกว่าร้อยตำลึง?!
ข้าโตถึงเพียงนี้ยังไม่เคยเห็นเงินมากถึงเพียงนี้!
เงินมากถึงเพียงนี้พอที่จะให้ข้าได้ใช้เล่าเรียนได้หลายปีเลยนะ!
สีหน้าของท่านหมอไป๋หลี่น้อยเย็นชาขึ้นมาทันที แต่เขาไม่ได้มองไปยังหลิ่วซื่อ กลับมองไปยังเย่อวี๋หรานพลางกล่าวว่า “ยาทาบัวหิมะนี้ ที่ถูกเรียกว่ายาทาบัวหิมะเป็นเพราะมีวัตถุดิบที่เรียกว่าบัวหิมะ ของสิ่งนี้ไม่ใช่ของธรรมดา แต่โรงหมอไป่เย่าถังไปเชิญสำนักคุ้มกันมาเป็นพิเศษ ใช้เวลาสองสามปีในการรวบรวมสมุนไพรล้ำค่าจากยอดเขาหิมะ หนึ่งดอกมีมูลค่าหนึ่งพันตำลึง”
[1] ไม่กล้าเปิดหม้อ หมายถึง ยากจนมากจนไม่มีอันจะกิน
[2] หมอเท้าเปล่า หมายถึง เกษตรกรที่ได้รับการฝึกด้านการแพทย์ขั้นพื้นฐาน โดยจะทำงานอยู่ในหมู่บ้าน