ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 679 หยั่งเชิงหลายครา
บทที่ 679 หยั่งเชิงหลายครา
หลิ่วซื่อสูดลมหายใจเย็นยะเยือก “มูลค่าหนึ่งพันตำลึง?!”
นางพึมพำกับตัวเอง เมื่อตั้งสติได้ก็รีบกอดต้าเป่าร้องไห้พลางพูดว่า “พวกเราไม่รักษาแล้ว พวกเราไม่รักษาแล้ว มากกว่าหนึ่งพันตำลึงพวกเราจะไปหามาจากไหน?”
“เอาชีวิตข้าไปก็ยังรักษาไม่ได้”
“ฮือฮือฮือ…ต้าเป่า แม่รักษาเจ้าไม่ได้แล้ว”
……
ใบหน้าต้าเป่าซีดเผือด ใจร่วงหล่นเงียบงัน
ราวกับว่าเขาพอจะรู้ชะตาของตัวเองล่วงหน้าแล้ว แต่เขาจะโทษใครได้เล่า?
จะโทษท่านย่าที่ไม่ยอมออกเงินจำนวนนี้ หรือจะโทษท่านแม่ที่ทำร้ายเขา?
เงินจำนวนนี้อย่าว่าแต่ท่านย่าจะไม่อาจตัดใจจ่ายเลย แต่หากเป็นเขาเอง เกรงว่าก็คง…
หลี่ซื่อไม่กล้าส่งเสียง นางมองไปยังหลิ่วซื่อและต้าเป่า ทั้งยังมองไปยังเย่อวี๋หราน
เด็กอย่างต้าเป่านั้นนางย่อมเอ็นดู เมื่อเห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกเจ็บปวด แต่เงินมากกว่าพันตำลึง ครอบครัวของพวกเขามีจ่ายเสียที่ไหน?
ร้อยตำลึงนางยังลังเล นี่พันตำลึงย่อมไม่ต้องคิดเลย
ก่อนจะพูดว่าต้าเป่าสามารถเรียนหนังสือจนมีหน้ามีตาได้หรือไม่ แต่หากจะเรียนจนมีหน้ามีตายังต้องใช้เวลาอีกกี่ปีเล่า? ในบ้านไม่ได้มีเขาเป็นเด็กคนเดียว ไม่อาจทำเพื่อเขาจนไม่อาจทำเพื่อคนอื่นด้วยได้กระมัง?
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยไม่ได้พูดอันใด เพียงแค่จ้องมองเย่อวี๋หราน
เขาอยากรู้ว่าหญิงเฒ่าที่มาจากชนบทผู้นี้จะทำเพื่อหลานชายได้มากแค่ไหน
เย่อวี๋หรานไม่ได้ถูกจำนวนเงินมากมายนี้ทำให้ตกใจ นางยังจับประเด็นได้ “เช่นนั้นหากต้องการรักษาบาดแผลบนหน้าผากของต้าเป่า ก็จำเป็นต้องใช้ยาทาบัวหิมะใช่หรือไม่?”
“ใช่”
“ยาทาบัวหิมะหนึ่งขวดร้อยตำลึงหรือ?”
“ใช่ แต่…” ท่านหมอไป๋หลี่น้อยคาดเดาไว้แล้วว่าหญิงเฒ่าจากชนบทผู้นี้ย่อมไม่ถูกทำให้ตกใจกลัวง่าย ๆ ไม่เช่นนั้นยามที่เกิดเรื่อง ‘พิษทองคำดำ’ นางคงแตกตื่นไปแล้ว
นางสามารถสงบสติได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ หรือพูดได้ว่าแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยตื่นตระหนกเลย นางไม่แปลกใจแม้แต่น้อยทั้งยังหนักแน่น เขาจึงขว้างระเบิดอีกลูกหนึ่งมาใส่ “ร่างกายทุกคนล้วนต่างกัน สุดท้ายแล้วต้องใช้ยาทาบัวหิมะกี่ขวดจึงจะรักษาได้ ก็ย่อมต้องดูตามสภาพของแต่ละคน”
หนึ่งขวดใช้ล้างแผลได้สองครั้ง กล่าวได้ว่าของสิ่งนี้เพียงพอที่จะรักษาบาดแผลบนหน้าผากของต้าเป่าได้ แต่จะรักษากลับไปเป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่ เขาก็ไม่กล้ารับรองว่าจะหายสนิท
ถึงอย่างไรก็ย่อมต้องมีข้อยกเว้นอยู่บ้างไม่ใช่หรือ?
ในใจเย่อวี๋หรานอยากจะหัวเราะ ‘เหอะเหอะ’ สักสองครั้ง นางกล่าวว่า “เมื่อครู่ท่านบอกว่ามีความมั่นใจแปดในสิบส่วนใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง” เรื่องนี้ท่านหมอไป๋หลี่น้อยไม่ได้ปฏิเสธ
“ค้างชำระไว้ก่อนได้หรือไม่?”
ยามที่เย่อวี๋หรานพูดคำนี้ออกมา สายตาของท่านหมอไป๋หลี่น้อยก็ฉายแววแปลกใจ
หญิงเฒ่าผู้นี้สมองไม่ใช่ว่าคิดเร็วไปหน่อยหรือ?
สมองหมุนไปมาตั้งนานครึ่งค่อนวันเช่นนี้ ไม่ใช่ว่ามึนงงไปแล้วหรือ?
เย่อวี๋หรานไม่เพียงแต่ไม่มึนงง แต่ยังมีสติแจ่มชัดเป็นอย่างยิ่ง “คงค้างชำระได้กระมัง? หากท่านกังวลว่าครอบครัวข้าจะไม่จ่ายคืน เช่นนั้นก็ขอเอาชื่อเสียงของซิ่วไฉของเจ้าเจ็ดบ้านข้ามารับรอง ข้าคิดว่าเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วกระมัง”
ไม่ต้องยกร้านอาหารที่ร่วมธุรกิจกันอยู่ขึ้นมา ทั้งยังไม่ต้องยกสูตรอาหารของครอบครัวขึ้นมา แต่เพียงยกคำว่าชื่อเสียง ‘ซิ่วไฉ’ ของเจ้าเจ็ดขึ้นมาคำเดียว
หากมีหนังสือลงนามของข้าราชการ เจ้ายังจะกลัวข้าหลอกเจ้าอีกหรือ?
แน่นอนว่าท่านหมอไป๋หลี่น้อยไม่ได้กลัวถูกหลอก ยาทาบัวหิมะขวดเล็ก ๆ ขวดหนึ่งก็แล้วไปเถอะ คนธรรมดาเรียกได้ว่าแพงเกินไปสักหน่อย แต่สำหรับเขาคงพูดได้ว่าการส่งไปให้สักขวดจะนับว่าเป็นอันใดได้
เขารู้สึกขันอยู่บ้าง คาดไม่ถึงว่าเย่อวี๋หรานจะมีความคิดจ่ายแบบค้างชำระไว้ก่อน
เขากล่าวว่า “ค้างชำระก็ได้อยู่ แต่ท่านจะต้องชัดเจน ยาทาบัวหิมะนี้หนึ่งขวดราคาหนึ่งร้อยตำลึง อีกทั้งข้ายังไม่แน่ใจว่าต้าเป่าของท่านตกลงแล้วต้องใช้กี่ขวด กล่าวได้ว่าหากใช้หลายขวด ก็เป็นไปได้ที่จะมากกว่าหนึ่งพันตำลึง…”
เย่อวี๋หรานแทบอยากจะกลอกตา “จะมากกว่าหนึ่งพันตำลึงก็มากไปเถอะ หากสามารถค้างชำระได้และทยอยจ่ายปีละหนึ่งร้อยตำลึง ข้าคิดว่าครอบครัวของพวกเรายังจ่ายไหว”
เมื่อนางพูดขึ้นมา หลี่ซื่อกลับร้อนรน แต่เมื่อคิดจะเอ่ยปากก็ได้ยินเสียงร้องของพี่สะใภ้ใหญ่ “ท่านแม่…”
หันกลับไปมองก็เห็นหลิ่วซื่อจ้องมองเย่อวี๋หรานด้วยสีหน้าร้อนรน ราวกับอยากจะพูดอันใด แต่ก็ทำเพียงกัดริมฝีปากพูดไม่ออก
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยอ่านสีหน้าคนออกจึงมองออก เขาเผยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “จูต้าเหนียง ท่านอยากหารือกับลูกสะใภ้ของท่านก่อนหรือไม่? ยามนี้ข้าเชื่อว่าพวกท่านจ่ายได้แน่นอน แต่อีกไม่กี่ปีเมื่อถึงตอนนั้นจะยังมีเงินหรือไม่…”
เย่อวี๋หรานก็เป็นย่าคนแล้ว หนึ่งปีหนึ่งร้อยตำลึงนางยังพูดออกมาได้อย่างไม่ทุกข์ร้อน แต่หากผ่านไปหลายปี สกุลจูนั้นเมื่อไม่มีนางเป็นผู้นำแล้วจะยังจ่ายคืนได้หรือไม่?
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยหยั่งเชิงอีกครั้งเรื่องการควบคุมสกุลจูของเย่อวี๋หราน
เย่อวี๋หรานมีสีหน้าเย็นชา กวาดตามองหลิ่วซื่อคราหนึ่งอย่างไม่ใคร่จะพอใจ “เรื่องนี้ท่านวางใจไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี สกุลจูก็เป็นข้าที่ตัดสินใจ”
เพราะแต่ไหนแต่ไรนางก็ไม่คิดจะวางมือเรื่อง ‘อำนาจทางการเงิน’ ของสกุลจู
อย่างคำที่ว่า อำนาจทางการเงินเป็นตัวกำหนดโครงสร้างเบื้องบน ขอเพียงมีอำนาจทางการเงินอยู่ในมือของนาง ทั้งลูกชายและลูกสะใภ้จะมีผู้ใดกล้าไม่ฟังนางเล่า?
ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้การสั่งสอนของนาง นางไม่เชื่อว่าลูกชายและหลานชายเหล่านั้นจะสั่งสอนออกมาเป็นคน ‘ไม่มีความสามารถ’ ได้กระมัง?
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยประเมินนางต่ำเกินไปเสียจริง!
ในการประมือกันหลายครั้ง ท่านหมอไป๋หลี่น้อยแทบไม่ชนะสักครา
แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถอธิบายเรื่องหนึ่งได้อย่างชัดเจน นั่นคือ…จูต้าเหนียงผู้นี้ไม่ใช่หญิงจากชนบทธรรมดา
ยิ่งเป็นเช่นนี้ ท่านหมอไป๋หลี่น้อยก็ยิ่งสงสัยในตัวตนของเย่อวี๋หราน
เพียงแต่เขาไม่เข้าใจว่าด้วยอำนาจของสกุลไป๋หลี่ ตรวจสอบไปหลายครั้งหลายครา เหตุใดจึงไม่พบเบาะแสอะไรของนางเลย?
ค้นไปค้นมาก็พบเพียงความจริงที่ทุกคนล้วนรู้กันอยู่แล้วอย่างผิวเผิน ยิ่งค้นลึกลงไปก็ยิ่งไม่พบอะไร
ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวที่จริงแท้แน่นอนคือนางเป็น ‘ผู้มีพรสวรรค์’ ทำให้วิถีชีวิตของตัวนางเองแตกต่างออกไป อีกอย่างหนึ่งคือนางปกปิดตัวตนไว้อย่างล้ำลึกจนในยามนี้ไม่อาจสืบหาเบาะแสของนางได้
สืบหาไม่เจอก็คือสืบหาไม่เจอ ท่านหมอไป๋หลี่น้อยก็ไม่ได้รีบร้อน เขาเชื่อว่าไม่ว่าจูต้าเหนียงจะคิดทำอันใด ไม่ช้าก็เร็วย่อมเผยพิรุธออกมา
หลังจากลงนามในสัญญาแล้ว การรักษาของต้าเป่าก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
เห็นต้าเป่ากังวลใจเรื่องค่าใช้จ่าย เย่อวี๋หรานก็หาเรื่องคุยกับเขาสักพัก ปลอบโยนไม่ให้เขาคิดมาก
“แค่เงินไม่กี่ร้อยตำลึง หลานชายของข้าจะมีค่าไม่เท่าเงินไม่กี่ร้อยตำลึงเชียวหรือ?”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องกดดัน เรียนหนังสือให้มีความฉลาดเฉลียว เปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ ย่าไม่ได้ต้องการขอให้เจ้าสอบเป็นข้าราชการขั้นสูงอันใด เรียนได้เท่าใดก็เท่านั้น”
“อาเจ้าโชคดี หากเจ้าโชคดีด้วยก็นับเป็นวาสนาของเจ้า แต่หากไม่ใช่ หลังจากเรียนหนังสือแล้วก็ยังมาเป็นนักบัญชี เปิดสำนักศึกษา หรือสอนหนังสือให้ลูกตัวเองได้ เช่นนั้นก็นับเป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น”
……
นางไม่เพียงแต่ไม่กดดันต้าเป่า แต่ยังบอกเขาว่าเงินนี้ใช้ไปแล้ว แม้จะสอบไม่ผ่านจริง ๆ ก็ไม่เป็นไร
ในราชสำนักเซินถูไม่รู้ว่ามีบัณฑิตเท่าใด ทุกปีล้วนมีคนสอบขุนนางระดับเคอจวี่ แล้วผู้ที่สอบผ่านมีตั้งเท่าใด?
แทนที่จะข้ามสะพานไม้เพียงแผ่นเดียว หากยามนั้นพบว่าไม่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ เช่นนั้นก็ปลีกตัวออกมาหาเส้นทางชีวิตที่เหมาะกับตัวเอง แล้วเริ่มต้นชีวิตตัวเองจะดีกว่า
ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง ไม่มีผู้ใดรู้ว่าตัวเองจะเหมาะกับเส้นทางใด