ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 680 เด็กดีถึงเพียงนี้ เหตุใดต้องประสบเคราะห์ร้ายเช่นนี้ด้วย?
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 680 เด็กดีถึงเพียงนี้ เหตุใดต้องประสบเคราะห์ร้ายเช่นนี้ด้วย?
บทที่ 680 เด็กดีถึงเพียงนี้ เหตุใดต้องประสบเคราะห์ร้ายเช่นนี้ด้วย?
ได้ยินคำพูดนี้ของท่านย่า ต้าเป่าก็ซาบซึ้งใจยิ่ง
เขาคิดมาตลอดว่าคนที่รักและทะนุถนอมเขามากที่สุดคือแม่ของเขา แต่คาดไม่ถึงว่าเมื่อวันหนึ่งเกิดเรื่องขึ้น คนที่คิดเพื่อเขามากที่สุดกลับเป็นท่านย่าที่ถือไม้กวาดไล่ตีเขาไปทั่วทั้งลานบ้าน
เมื่อก่อนเคยตามอาเจ็ดไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษา หลังจากต้องไปเรียนที่สำนักศึกษา ยามนี้ยังต้องจ่ายหลายร้อยตำลึงเพียงเพื่อป้องกันไม่ให้เขามีรอยแผลเป็นบนหน้าผาก…
ทั้งหมดล้วนเป็นท่านย่าที่ตัดสินใจ
ต้าเป่าตาแดงก่ำ ซ่อนน้ำตาอันเลือนรางเอาไว้
“ท่านย่า…”
เขาเรียกหนึ่งเสียง ก่อนจะพุ่งเข้าหาอ้อมกอดของผู้เป็นย่า กอดรอบเอวและร้องไห้ออกมา
บางทีอาจเป็นอย่างที่หงจิ่วพูดทั้งหมด ท่านย่าไม่ใช่ว่าไม่รักเขากับน้องรอง เพียงแต่ในยามนั้นครอบครัวยากจนจึงไม่มีทางเลือก
ในตอนนี้เองที่เขา ‘ให้อภัย’ ท่านย่าอย่างแท้จริง
ตั้งแต่นี้ไป เขาจะไม่ ‘นึกขุ่นเคือง’ เรื่องที่ท่านย่าเคยตีเขากับน้องรองแล้ว
“อืม…”
เป็นเรื่องธรรมดาที่เย่อวี๋หรานจะไม่รู้ความคิดของเขา จึงลูบหลังหวังให้เขารู้สึกดีขึ้นเสียหน่อย
สุดท้ายแล้วเด็กก็คือเด็ก เมื่อผู้เป็นแม่แทบไม่สนใจบาดแผลบนหน้าผากของเขาเพราะเงินหลายร้อยตำลึง เขาจึงย่อมไม่เข้าใจอยู่พักหนึ่งทั้งยังเสียใจเป็นธรรมดา
ลูบไปก็ระวังบาดแผลบนหน้าผากของเขาไป เกรงว่าจะบาดเจ็บซ้ำสอง
“ไม่เป็นไร แม่เจ้าไม่ใช่ว่าไม่รักเจ้า นางเพียงแค่ตกใจมากนัก เพราะแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยเห็นเงินมากถึงเพียงนั้น เกรงว่าจะจ่ายคืนไม่ไหว”
“อีกทั้งไม่ใช่ว่าเจ้าจะรักษาไม่หาย เพียงแต่หากทิ้งรอยแผลเป็นไว้จะไม่สามารถสอบขุนนางระดับเคอจวี่ได้ แย่ที่สุดคือจะเป็นเช่นเดิมเหมือนในยามนี้ไม่มีอันใดเปลี่ยนแปลง”
“แต่เมื่อในครอบครัวมีหนี้หลายร้อยตำลึงที่ต้องใช้คืน ใจของแม่เจ้าย่อมกดดันยิ่ง เพราะสภาพครอบครัวจะยิ่งแย่กว่าที่เป็นอยู่ในยามนี้ อีกทั้งเจ้ายังมีพี่น้องคนอื่นอีก”
“หากเพราะหนี้ก้อนนี้ทำให้คนอื่นไม่พอใจ เจ้าจะทำอย่างไรเล่า?”
……
ต้าเป่าเงยหน้าถาม “ท่านย่า ท่านไม่กลัวใช้คืนไม่ไหวหรือขอรับ?”
เย่อวี๋หรานหัวเราะลูบผมของเขาพลางกล่าวว่า “จะใช้คืนไม่ไหวได้อย่างไร? พวกข้ากับพี่เป้าและนายท่านผู้เฒ่าซุนยังทำร้านอาหารร่วมกันอยู่ไม่ใช่หรือ? หากไม่ไหวจริง ๆ ก็ยังเอาเรือนใหม่ไปขายได้ เงินไม่กี่ร้อยตำลึงถึงอย่างไรก็รวบรวมได้ เพียงแต่เมื่อถึงยามนั้น ชีวิตย่อมลำบากเจ้าก็ต้องเตรียมตัวถูกคนกลั่นแกล้งให้ดี”
ต้าเป่านึกตามครู่หนึ่ง นึกย้อนกลับไปถึงยามที่ไม่มีอาหารให้กินอิ่มท้อง ไม่มีเสื้อผ้าอุ่น ๆ ให้สวมใส่ ทั้งยังไม่มีที่ให้นอน เขาพลันตัวสั่นเทา “น่ากลัวนักขอรับ!”
“ดังนั้นพวกเราต้องร่วมแรงกันไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นมา เข้าใจหรือไม่?”
ต้าเป่าตัดสินใจสิ่งหนึ่งในใจเงียบ ๆ ว่า ในอนาคตเขาต้องตั้งใจเรียนเพื่อสอบเป็นซิ่วไฉให้ได้ในเร็ววัน
เหมือนกับท่านอาของเขาที่ได้รับเงิน จึงไม่ต้องเกรงว่าจะไม่มีเงินใช้คืนแล้ว
หากไม่ได้จริง ๆ ก็ยังสามารถใช้ชื่อเสียงของซิ่วไฉไปเปิดสำนักศึกษาได้ หากเขาร่วมมือกับอาเล็ก ซิ่วไฉ่สองคนจะไม่สามารถรับลูกศิษย์เพื่อหาเงินได้เลยหรือ?
หากเย่อวี๋หรานรู้ความคิดของต้าเป่า เกรงว่าคงขำแทบตายแล้ว
นางตั้งเป้าให้จูชีเป็นบัณฑิตเพื่อเปิดสำนักศึกษา เพราะนางรู้ว่าจูชีไม่อาจคาดหวังให้เป็นขุนนางได้ แต่ต้าเป่าเพิ่งจะอายุเท่าใด มาตั้งเป้าหมายเช่นนี้ไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ?
ทักษะแพทย์ของท่านหมอไป๋หลี่น้อยยังคงดี ยิ่งด้วยแซ่ ‘ไป๋หลี่’ เรื่องทักษะนั้นไม่มีข้อกังขา
หมาเฟ่ยส่านกับเข็มเงิน หากใช้ทั้งสองวิธีพร้อมกัน อาการชาจะครอบคลุมบาดแผล
แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ต้าเป่าเคลื่อนไหวขณะที่ใช้เข็มเย็บแผล ก็ยังหาเชือกมาให้หงจิ่วใช้ทักษะพิเศษในการมัดต้าเป่าไว้บนโต๊ะ
“จูต้าเหนียงจับไว้แน่น ๆ อย่าปล่อยเล่า หากเข็มนี้พลาดต้องทำใหม่แล้วจะทำให้เขาเจ็บได้”
เหตุผลที่ท่านหมอไป๋หลี่น้อยเลือกเย่อวี๋หรานให้มาเป็นผู้ช่วย ไม่ใช่หลิ่วซื่อหรือหลี่ซื่อ นั่นเพราะพวกนางสองคนทนไม่ปล่อยมือไม่ได้
แม้จะไม่ปล่อยมือ แต่หากบังคับให้ทั้งสองคนมาทำหน้าที่จะยิ่งเป็นการเพิ่ม ‘ความวุ่นวาย’
“ได้!”
เย่อวี๋หรานตอบรับ มองไปยังต้าเป่าที่นอนอย่างว่าง่ายก็ทั้งปวดใจและไม่สบายใจ
โธ่…
เด็กดีถึงเพียงนี้ เหตุใดต้องประสบเคราะห์ร้ายเช่นนี้ด้วย?
หากให้พูดตามความจริง บาดแผลบนหน้าผากก็รักษาไม่ง่ายจริง ๆ โดยเฉพาะกับเด็กที่การใช้ยามากเกินไปสามารถส่งผลต่อการพัฒนาสมองได้ หากใช้เล็กน้อยก็ยังไม่มีผล จึงทำเพียง ‘ใช้การเย็บด้วยเข็ม’
เหมือนท่านหมอไป๋หลี่น้อยที่ใช้เข็มเงินช่วย แน่นอนว่าบริเวณโดยรอบประสาทสัมผัสด้านชา ส่วนทักษะก็อยู่ในระดับสูงด้วย
“ท่านแม่ เช่นนั้นข้ากับพี่สะใภ้ใหญ่ออกไปก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ?”
หลี่ซื่อไม่กล้ามอง เมื่อเห็นท่านหมอไป๋หลี่น้อยหยิบเครื่องมือออกมาก็อยากหนีออกไปข้างนอก
“อื้ม พาพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าออกไป คอยดูไว้อย่าให้นางเข้ามา”
เย่อวี๋หรานตอบรับทั้งยังมอบหน้าที่ให้หลี่ซื่อด้วย
“เจ้าค่ะ!”
หลี่ซื่อตอบรับแล้วรีบดึงหลิ่วซื่อออกไป
หลิ่วซื่อไม่อยากไป แต่ก็ไม่กล้าช่วยทั้งยังไม่กล้ามองด้วย จึงทำได้เพียงถูกหลี่ซื่อบังคับดึงออกไปอย่างลังเล
ยามที่ออกไปก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง
“อย่ามองเลยพี่สะใภ้ใหญ่ พวกเราออกไปเถอะ อยู่ที่นี่ไปก็มีแต่จะตื่นตระหนก” หลี่ซื่อคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าการเย็บแผลที่หมอพูดจะเป็นการใช้เข็มเย็บจริง ๆ
แม้เข็มจะไม่เหมือนกัน แต่เข็มและด้ายนั้น แค่ดูก็รู้สึกว่าคล้ายกับการเย็บเสื้อผ้าเลยไม่ใช่หรือ?
สวรรค์ จะเย็บผิวหนังของมนุษย์เหมือนกับเย็บเสื้อผ้าหรือ?!
แค่คิดก็รู้สึกน่าหวาดหวั่นแล้ว
“ไม่ไป!” ดวงตาของหลิ่วซื่อแดงก่ำ นางกล่าวว่า “ข้าจะไม่ไปไหน ต้าเป่าอยู่ที่นี่ข้าก็จะอยู่เป็นเพื่อนเขาด้วย จะไม่ไปไหนทั้งนั้น”
พูดไปก็น้ำตาไหลไป
นางไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าหัวใจของแม่สามีทำด้วยอะไร เหตุใดจึงกล้าให้หมอเย็บหน้าผากของเด็กราวกับเย็บเสื้อผ้า?!
ยามปกติที่นางเย็บผ้า เมื่อถูกเข็มทิ่มเพียงเล็กน้อยยังเจ็บจนทนไม่ไหว หากเข็มนั้นต้องทิ่มลงไปบนร่างของเด็ก…
ไม่กล้าคิดจริง ๆ
“พี่สะใภ้ใหญ่…” หลี่ซื่อไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร “ท่านไม่ต้องกังวล มีท่านแม่อยู่ ต้าเป่าต้องไม่เป็นไรแน่นอน”
“ข้ารู้ว่าเขาจะไม่เป็นไร แต่มันย่อมเจ็บ…เจ้าลองใช้เข็มทิ่มร่างตัวเองดู เจ้าว่าจะเจ็บหรือไม่?” หลิ่วซื่อทนไม่ไหวจนระบายความโกรธใส่หลี่ซื่อ
หลี่ซื่อรู้ว่าในยามนี้จิตใจอีกฝ่ายรับไม่ไหวจึงไม่ได้ถือสา “แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหนทางไม่ใช่หรือ? บาดแผลนั้นของต้าเป่า ท่านหมอก็ล้วนบอกแล้วว่าเห็นกระดูก…หากไม่อยากให้เหลือแผลเป็นก็มีแต่ต้องเย็บแผล หลังจากนั้นค่อยใช้ยาที่ดีที่สุด…”
“เหลือแผลเป็นก็ยังดีกว่าต้องเย็บแผล”
“เหลือแผลเป็นก็ไม่อาจสอบขุนนางระดับเคอจวี่ได้ไม่ใช่หรือ? ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ท่านบอกว่าตั้งตารอให้ต้าเป่าสอบขุนนางระดับเคอจวี่ เพื่อให้เอาตำแหน่งซิ่วไฉกลับมาหรือ?”
หลิ่วซื่อตัวแข็งทื่อ เช็ดน้ำตาที่กำลังไหล “เหตุใดข้าจึงน่าเวทนาถึงเพียงนี้? อยู่ดี ๆ เหตุใดจึงต้องประสบความทุกข์เช่นนี้?”
“โธ่…ครั้งนี้ต้าเป่าต้องเจอกับความทุกข์แล้วจริง ๆ ก่อนหน้านี้หวังเพียงแค่ให้เขามีอนาคตที่ดี ไม่เช่นนั้นความทุกข์ยากในวันนี้คงสูญเปล่าแล้ว” หลี่ซื่อถอนหายใจพลางกล่าวว่า “เฮ้อ จริงด้วย พี่สะใภ้ใหญ่ ตกลงว่าเหตุใดต้าเป่าจึงได้รับบาดเจ็บที่หน้าผากได้เล่า?”
หลิ่วซื่อตัวแข็งทื่ออีกครา
นางไม่อาจบอกว่าตัวเองเป็นคนผลักได้มิใช่หรือ?
“ยามที่พวกเราไปถึง ท่านก็อยู่ที่นั่นแล้ว ท่านไม่เห็นหรือ?” หลี่ซื่อไม่ได้คิดอันใดมากจึงไล่ถามต่อ
ส่วนหลิ่วซื่อรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ร้องไห้หนักขึ้นมา คิดอยากให้เสียงร้องปกปิดเสียงของหลี่ซื่อ