ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 682 ‘เกี่ยวก้อยสัญญา’ ร้อยปีผ่านไปไม่แปรผัน
บทที่ 682 ‘เกี่ยวก้อยสัญญา’ ร้อยปีผ่านไปไม่แปรผัน
“อะไรนะ?! เงินมากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?!”
ได้ยินว่ายาทาขวดหนึ่งมีราคาสูงถึงหนึ่งร้อยตำลึง ทั้งยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และค่าใช้จ่ายอื่นที่ตามมา จูต้าก็สูดหายใจเข้าอย่างแรง
เทียบกับหลิ่วซื่อแล้ว เขาคือ ‘ผู้ที่ทั้งชีวิตไม่เคยเห็นเงินมากถึงเพียงนั้น’ จริง ๆ
คนอื่นมองเพียงว่าคนสกุลจูหาเงินได้ แต่กลับไม่รู้ว่าที่หาเงินได้คือผู้หญิงในสกุลจู และแสร้งว่าเงินทั้งหมดอยู่ในมือของผู้ชายสกุลจู
ยามที่จูต้าได้เห็นเงินคือยามที่เขากับพวกจูเหล่าโถวสอนทักษะการทำ ‘ปุ๋ยหมัก’ คนที่ให้เงินตรง ๆ นั้นมีไม่มาก คนส่วนใหญ่ล้วนให้เป็นอาหาร
หลิ่วซื่อถูกเสียงของสามีตัวเองทำให้ตกใจจึงค่อย ๆ หดคอ “ท่านช่วยลดเสียงลงหน่อย อย่าให้ผู้อื่นได้ยิน”
“ได้ยินก็ได้ยินไปสิ ใครใช้ให้ต้าเป่าทำตัวไม่ระวัง กระแทกครั้งเดียวเสียเงินไปตั้งกว่าร้อยตำลึง…สวรรค์ นี่ไม่ใช่การเลี้ยงเด็กแล้ว เป็นอสูรกลืนทอง*[1]ชัด ๆ”
จูต้าสับสนอยู่ไม่น้อย หากต้องจ่ายเงินคืนปีละร้อยตำลึง บ้านใหญ่ของพวกเขาจะหามาจากไหนเล่า?
แม้ว่าจะเป็นแม่ของเขาที่ลงชื่อในสัญญา ทว่าแต่ไหนแต่ไรจูต้าก็ไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นความรับผิดชอบของแม่เขา
เนื่องจากเป็นลูกชาย ดังนั้นเขาเองที่ได้รับบาดเจ็บ
“แต่…แต่เป็นท่านแม่พูด ไม่ใช่ข้าพูดนะ”
หลิ่วซื่อกลัวอยู่บ้าง นางเกรงว่าจูต้าจะโกรธนาง
นางพยายามแสดงออกอย่างถึงที่สุดว่าในยามนั้นนางไม่เห็นด้วยที่จะจ่ายเงินจำนวนมากถึงเพียงนั้นเพื่อรักษาบาดแผล แต่แม่สามีล้วนไม่ปรึกษานางและไปพยักหน้าตอบรับตรง ๆ นางจะทำอันใดได้เล่า?
นางเป็นเพียงลูกสะใภ้คนหนึ่ง จะสามารถโต้แย้งแม่สามีได้อย่างไร?
ไม่มีใครทันสังเกตว่าขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน มีร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งหยุดอยู่ที่หัวมุม
ร่างเล็ก ๆ ร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเอ้อร์เป่า
เดิมทีเขารับหน้าที่จากอาสะใภ้สี่มามาบอกพ่อแม่ของเขาว่าอาหารเย็นพร้อมแล้ว แต่กลับคาดไม่ถึงว่า…
“เฮ้อ…”
จูต้าถอนหายใจเพราะเขารู้ว่าด้วยนิสัยของแม่เขา เรื่องนี้แม่ของเขาอาจเป็นคนพูดจริง ๆ
“นี่ยังเป็นเพียงแค่ขวดแรกก็ราคากว่าร้อยตำลึงแล้ว หลังจากนี้อีกหลายขวดก็ยังต้องเสียอีกหลายร้อยตำลึง…” ใบหน้าของหลิ่วซื่อเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม “แค่จะจ่ายคืนเพียงปีละร้อยตำลึงพวกเรายังจ่ายคืนไม่ไหว ท่านว่าเงินจำนวนนี้ตกลงแล้วพวกเราต้องจ่ายหรือท่านแม่ต้องจ่าย?”
“แน่นอนว่าต้องเป็นพวกเรา จะเป็นท่านแม่จ่ายได้อย่างไร? ต้าเป่าคือคนที่ได้รับบาดเจ็บนะ” จูต้าพูดอย่างมีเหตุมีผล
“แต่…แต่เป็นท่านแม่ที่ต้องการให้ต้าเป่าไปหาหมอ” หลิ่วซื่อพูดอย่างขี้ขลาด “ข้าไม่มีความเห็นอื่น ท่านไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วยดังนั้นท่านจึงไม่รู้ ในยามนั้นท่านแม่พูดกับท่านหมอว่านางจะจ่ายค่ายาจำนวนนี้”
คำพูดนี้กล่าวตามตรงคือหลิ่วซื่อไม่อยากจ่ายเงินจำนวนนี้เอง
จากที่นางเห็น เป็นแม่สามีที่ตอบรับเช่นนั้นก็ควรเป็นแม่สามีที่จ่ายเงิน
ยิ่งไปกว่านั้น สภาพครอบครัวในยามนี้แม่สามีไม่ต้องไปทำงานในไร่อีกแล้ว นั่งเก็บเงินอยู่ที่บ้านทั้งวัน คนที่มีเงินมากที่สุดก็คือนาง
หากนางไม่จ่ายเงิน ในอนาคตเงินจำนวนนี้ก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ให้ผู้ใด
แทนที่จะรอจนบ้านใหญ่ของพวกเขาไม่ได้ส่วนแบ่งอันใด ไม่สู้หาโอกาสให้แม่สามีเอาเงินมาใช้จ่ายที่บ้านใหญ่ของพวกเขาจะดีกว่ากระมัง
แม้นางจะยังรู้สึกปวดใจกับเงินหลายร้อยตำลึง แต่คิดดูแล้วหากแม่สามีไม่ได้เอาเงินมาใช้กับบ้านใหญ่ของพวกเขา แต่เอาไปใช้กับบ้านของพี่น้องคนอื่น นางก็ยังเต็มใจที่จะให้เอาเงินมาให้กับบ้านใหญ่ของพวกเขาก่อนอยู่ดี
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร?” จูต้าขมวดคิ้ว “เงินของท่านแม่เป็นของส่วนรวม ควรใช้อย่างไรก็พูดกันไปนานแล้ว หากเอาทั้งหมดมาใช้กับบ้านใหญ่ของพวกเรา คนอื่นย่อมไม่พอใจแน่ แม้ว่าพวกน้องชายของข้าจะเต็มใจ แต่ภรรยาที่พวกเขาตบแต่งด้วยย่อมไม่เห็นด้วย”
“ทำไมจะไม่เห็นด้วยเล่า เรื่องนี้เป็นท่านแม่ที่เต็มใจ พวกเขาจะยังโต้แย้งท่านแม่ได้หรือ? อีกอย่างในอนาคตผู้ที่ดูแลท่านแม่ก็เป็นพวกเราไม่ใช่หรือ?” หลิ่วซื่อพูดย้ำ “พวกเราเป็นบ้านใหญ่นะ”
จูต้านิ่งงัน
หลิ่วซื่อเห็นเขาสะเทือนใจก็รีบโน้มน้าว “ถึงแม้พวกเราจะเป็นบ้านใหญ่ แต่เงินของครอบครัวนี้ล้วนไปอยู่ที่บ้านไหนเล่า? เป็นบ้านที่สี่ จะการค้าอาหารก็ดี จะสูตรอาหารก็ดีล้วนไปอยู่ในมือของน้องสี่กับน้องสะใภ้สี่ของท่าน…”
“ในบ้านปกติแล้วงานที่สกปรกและเหนื่อยที่สุดก็เป็นข้าที่ทำ งานที่ได้เงินก็เป็นนางที่ฉกฉวยเอาไปหมด ทุกครั้งที่คิดเงิน มีครั้งไหนที่ไม่ใช่พวกนางที่ได้เงินเยอะหรือ? เดิมทีพวกเราก็ขาดทุนอยู่แล้ว จะขาดทุนให้พวกนางอีกครั้งได้อย่างไร?”
“ยิ่งไปกว่านั้น ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็โตแล้ว ในอนาคตพวกเขาทั้งสองคนก็ยังต้องให้ความรู้พวกน้องชาย จะไม่เท่ากับบ้านอื่นได้ประหยัดเงินไปอีกหรือ?”
……
พูดไปพูดมาก็กล่าวว่าตกลงแล้วบ้านอื่นได้ผลประโยชน์จากบ้านใหญ่ของพวกเขามากแค่ไหน
ยากนักที่จะมีโอกาสได้ ‘หนี้’ คืนกลับมา คงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินอีกกระมัง? แม้จะเป็นพี่น้องกัน แต่หากให้พวกเขาเอาเปรียบเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่แน่ว่าจะจำความดีของเขาไว้ได้ และคงลอบหัวเราะเยาะว่าเขาเป็น ‘คนโง่’
ครั้นได้ยินคำพูดนี้ของแม่ตัวเอง เอ้อร์เป่าที่อายุสิบกว่าปีก็ไม่สบายใจยิ่ง
เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าแม่ของเขาที่รักพวกเขามาก เหตุใดจึงยังไม่คิดอยากรักษาอาการบาดเจ็บของพี่ใหญ่เล่า?
ตกลงท่านแม่ไม่รู้หรือว่า หากหน้าผากของพี่ใหญ่มีแผลเป็น เช่นนั้นจะไม่สามารถไปสอบขุนนางระดับเคอจวี่ได้!
ไม่ แม่ของเขาย่อมรู้
เขาได้ยินนางพูดกับหูตัวเอง นางรู้เพียงนางไม่อาจตัดใจจ่ายเงินจำนวนนั้น นางอยากให้ท่านย่าเป็นคนจ่าย…
เอ้อร์เป่าอยากพุ่งออกไปถามพวกเขา แต่กลับถูกมือข้างหนึ่งหยุดเอาไว้
เขาหันกลับไปมองก็เห็นร่างของพี่ใหญ่ ดวงตาเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำในทันที ก่อนจะอ้าปากคิดจะเรียกคน
ต้าเป่าที่ตาไวรีบเอามือปิดปากของเขาไว้ ส่ายหัวเป็นสัญญาณให้เขาเดินตามไป
เมื่อมาถึงมุมที่ไม่มีคน เอ้อร์เป่าก็อดไม่ได้ที่จะน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาแดงก่ำ “พี่ใหญ่…”
“ไม่เป็นไร ๆ อย่าร้อง เอ้อร์เป่าเด็กดีของพวกเราอย่าร้อง…” ต้าเป่าปลอบ
อย่างไรก็ตาม คนที่เคยร้องไห้ย่อมรู้ว่าหากไม่มีคนปลอบก็ยังไม่เป็นไร แต่ยามที่มีกลับยิ่งทำให้คนอยากร้องไห้
ด้วยเหตุนี้เอ้อร์เป่าจึงปล่อยโฮออกมา
เขารู้สึกน้อยใจแทนพี่ใหญ่ของเขา
น้อยใจมากจริง ๆ!
“พี่ใหญ่ ท่านแม่…เมื่อครู่ท่านแม่บอกว่านางไม่อยากให้ท่านไปหาหมอ เป็นท่านย่าที่อยากให้ไป…” เขาร้องไห้ไปพูดไป
“ไม่เป็นไร ยามนี้ไม่ใช่ว่าข้าไปหาหมอมาแล้วหรือ?” ต้าเป่าชี้ที่หน้าผากพลางกล่าว “เจ้าดูสิ ด้ายก็อยู่ทั้งยังทายาแล้ว ท่านหมอบอกว่าอีกไม่กี่วันก็ไม่เป็นไรแล้ว ขอเพียงทายาให้ดี ในอนาคตจะไม่เหลือรอยแผลเป็นแน่นอน”
“ฮือฮือฮือ…หากไม่ใช่เพราะท่านย่าให้ไปหาหมอ ท่านคงไม่ได้ไปแล้ว พี่ใหญ่ ข้าอยากเรียนหนังสือกับท่าน สอบขุนนางระดับเคอจวี่ด้วยกัน ข้าไม่อยากไปคนเดียว”
ตั้งแต่เล็กจนโต เอ้อร์เป่าล้วนอยู่กับต้าเป่าราวกับเงาที่ไม่แยกออกจากกัน
แม้แต่เรียนหนังสือก็ยังเรียนด้วยกัน
ดังนั้นแต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยคิดว่าอาจมีสักวันที่เขาต้องแยกจากพี่ใหญ่
“อย่าร้องไห้เป็นเด็กเลย ไม่ใช่ข้าบอกแล้วหรือว่าข้าจะไม่มีรอยแผลเป็น ข้าจะไปเรียนหนังสือกับเจ้า หากเจ้าไม่เชื่อ ข้าจะเกี่ยวก้อยสัญญากับเจ้า” พูดไปต้าเป่าก็ยื่นนิ้วก้อยออกมา
เอ้อร์เป่ามองอีกฝ่ายพลางน้ำตาคลอ
“หืม?”
เอ้อร์เป่ายื่นนิ้วก้อยของตัวเองออกไป
“เกี่ยวก้อยสัญญา”
“ร้อยปีผ่านไปไม่แปรผัน”
“ผู้ใดแปรผัน ผู้นั้นเป็นลูกสุนัข”
……
สองพี่น้องสบตากันให้สัญญาอย่างจริงจัง
เอ้อร์เป่ามองต้าเป่าด้วยสายตาจริงจัง ในที่สุดก็หยุดร้องไห้และยิ้มออกมา
ต้าเป่ายิ้มแล้วยื่นมือไปลูบน้ำตาออกจากหางตาของน้องชาย พลางกล่าวว่า “คำพูดที่ได้ยินเมื่อครู่อย่าเอาไปพูด เข้าใจหรือไม่?”
“ทำไมหรือ?” เอ้อร์เป่าไม่เข้าใจ
“นั่นคือพ่อแม่ของพวกเรา ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอันใด พวกเขาก็ล้วนเป็นพ่อแม่ของพวกเรา แพร่งพรายออกไปย่อมไม่เป็นการดี” ต้าเป่าถามต่อ “เจ้าก็ไม่อยากให้ข้ากลายเป็นเด็กที่ไม่มีใครต้องการใช่หรือไม่?”
เอ้อร์เป่าส่ายหัว “ไม่อยากขอรับ ท่านไม่ใช่เด็กที่ไม่มีใครต้องการ ท่านเป็นพี่ใหญ่ของข้า แม้ว่าท่านพ่อท่านแม่จะไม่ต้องการท่าน แต่ก็ยังมีข้าที่ต้องการท่าน และท่านย่าก็ต้องการท่านเช่นกัน…”
เพื่อพิสูจน์คำพูดของตัวเอง เขายังไม่ลืมย้ำเรื่องหนึ่ง “ท่านดูสิขอรับ แม้ท่านแม่ไม่อยากให้ท่านไม่หาหมอ แต่ท่านย่าล้วนอยากให้ท่านไป ท่านย่าย่อมต้องการท่านแน่นอน”
[1] อสูรกลืนทอง หมายถึง การเลี้ยงเด็กในวัยที่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการเลี้ยงดู