ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 683 เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอะไรกันแน่?
บทที่ 683 เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอะไรกันแน่?
“แต่คนอื่นไม่รู้นี่นา” ต้าเป่าอธิบาย “คนอื่นแค่ได้ยินว่าท่านแม่ไม่อยากรักษาบาดแผลให้ข้า ก็คิดไปว่าท่านพ่อท่านแม่ไม่ต้องการข้าอีกแล้ว พวกเขาไม่รู้ว่าท่านแม่แค่เสียดายเงิน ไม่ได้ไม่ต้องการข้าอีก ถึงตอนที่พวกเราไปเรียนหนังสือในตำบลก็คงจะไปอธิบายให้พวกเขาฟังทีละคนไม่ได้หรอกใช่ไหม?”
เอ้อร์เป่าถูกโน้มน้าวใจจนได้ รู้สึกว่าที่พี่ใหญ่พูดมานั้นมีเหตุผล “ข้าเข้าใจแล้ว”
ต้าเป่าเลียนแบบท่าทางของท่านย่า เอื้อมมือมาลูบศีรษะของน้องชาย “เอ้อร์เป่าเก่งจริง ๆ! ข้ารู้อยู่แล้วว่าเอ้อร์เป่าเป็นน้องชายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเอ้อร์เป่าสดใสกว่าเดิม เอ่ยชมกลับไปว่า “ท่านก็เป็นพี่ชายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกเหมือนกัน!”
เหตุการณ์เล็ก ๆ นี้จึงผ่านไปโดยไร้สุ้มเสียงเช่นนี้เอง
นอกจากพี่น้องทั้งสองก็ไม่มีใครอื่นทราบอีก
ไม่สิ ไม่ถูกต้อง ใช่ว่าจะไม่มีใครรู้เลยเสียทีเดียว
ยกตัวอย่างเช่นกานอี้เซียนที่เก็บตัวอยู่ในศาลถู่ตี้เฉินทั้งวี่ทั้งวัน ตราบใดที่เป็นเรื่องภายในดินแดนที่เขาดูแลอยู่ ไม่มีอะไรจะรอดพ้นจากเนตรทิพย์ของเขาไปได้
ความเคลื่อนไหวระหว่างต้าเป่าและเอ้อร์เป่าสองพี่น้องย่อมจะอยู่ในสายตาของเขาด้วยเช่นกัน
เขาสะท้อนใจขึ้นมา “สมกับที่เป็นเด็กน้อยที่จูต้าเหนียงอบรมบ่มเพาะมา ช่างรู้ความยิ่งนัก! น่าเสียดาย…”
ครั้นมองไปยังจูต้ากับหลิ่วซื่อสองสามีภรรยาที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
เด็กดีปานนี้ ทำไมพวกเขาสองคนไม่รู้จักทะนุถนอมกันนะ?
ความจริงเขาไม่เข้าใจเลย ล้วนเป็นเด็กที่จูต้าเหนียงเลี้ยงมาจนโตเหมือนกัน ไฉนหลานชายโตมาเป็นเด็กดีขนาดนี้ แต่ลูกชายคนนี้กลับด้อยปานนั้น?
หรือเป็นเพราะตอนนั้นนางเยาว์วัยเกินไป?
น่าจะเป็นเช่นนั้น ตอนจูต้าเหนียงคลอดจูต้า อายุยังน้อย ยังคงไร้ประสบการณ์ จะละเลยลูกชายคนนี้ไปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา
นอกจากจูต้ากับจูเอ้อร์ที่ไม่ค่อยฉลาดนัก ลูกชายคนอื่น ๆ ของจูต้าเหนียงก็มีสมองปกติดี นี่ต่างหากจึงจะเป็นระดับความสามารถของจูต้าเหนียง
เย่อวี๋หราน “…”
นางพูดได้หรือว่าลูกชายหลายคนนั้นของ ‘จูต้าเหนียง’ ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับนาง?
ช่วยไม่ได้นี่นา ใครให้นางย้อนเวลามาช้าเกินไป ลูกชายโตกันหมด ทำได้เพียงบ่มเพาะพวกเด็ก ๆ แทนแล้ว
นอกจากหลิ่วซื่อที่กล่าวถึงเรื่องค่ารักษากับจูต้า เมื่อหลี่ซื่อกลับมาแล้วก็เอาเรื่องนี้ไปบอกกล่าวจูซื่อเช่นกัน
จูซื่อรับทราบแล้ว ย่อมหมายความว่าจูซานและจูอู่ก็รู้เรื่องด้วยเช่นกัน
ดังนั้น นอกจากจูเหล่าโถว เมื่อถึงเวลารับประทานอาหาร คนที่ควรรู้เรื่องก็รู้เรื่องกันหมดแล้ว
มื้อเย็นวันนั้น คนทั้งครอบครัวรับประทานอาหารกันอย่างไม่เป็นสุขนัก
หลินซื่อไม่พอใจ แต่กลับไม่กล้าพูดออกมา ได้แต่เก็บกดเอาไว้ พุ้ยข้าวใส่ปากอย่างเอาเป็นเอาตาย
หลิวซื่อไม่ได้มีความอดทนมากขนาดนั้น นางวางตะเกียบลงแล้วเอ่ยปากขึ้นมาเป็นคนแรก “ท่านแม่ ต้าเป่าเข้าตำบลไปคราวนี้ใช้เงินไปเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานเหลือบมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง เตรียมใจไว้แต่แรก “มากกว่าร้อยตำลึง ทำไมรึ เจ้าอยากช่วยแบ่งเบาภาระ?”
“ไม่จริงน่า ท่านแม่ ข้าลำบากลำบนทำงานมาทั้งปีก็ยังเก็บเงินได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยตำลึงเลยนะเจ้าคะ ต้าเป่าเข้าตำบลไปรอบเดียวก็ใช้เงินมากขนาดนั้น…” หลิวซื่ออุทาน แสร้งกล่าวเกินจริงว่า “นี่จะมากเกินไปไหมเจ้าคะ? ในบ้านไม่ได้มีเด็กแค่ต้าเป่าคนเดียวนะเจ้าคะ ยังมีเอ้อร์เป่า ซานเป่า ซื่อเป่า ในท้องข้าก็ยังมีอีกคนหนึ่ง ถ้าใช้เงินกันแบบนี้จะเลี้ยงพวกเด็ก ๆ ไหวได้อย่างไรเจ้าคะ?”
“เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอะไรกันแน่?” เย่อวี๋หรานจ้องมองด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
“ข้าจะหมายความว่าอะไรได้ล่ะเจ้าคะ ข้าแค่อยากถามให้ชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาต้าเป่าคราวนี้จะคิดกันอย่างไร เงินค่าเล่าเรียนใช้เงินกองกลางก็ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ แต่ค่ารักษาคงไม่ได้จะเอาจากกองกลางอีกหรอกนะเจ้าคะ?” หลิวซื่อถูกแม่สามีจ้องเช่นนี้ย่อมรู้สึกร้อนตัวอยู่บ้าง
แต่เมื่อนึกถึงลูกในท้อง นางก็ฝืนพูดออกไป
ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ลูกในท้องของนางก็คงได้ออกมาลืมตาดูโลกแล้ว
ในบ้านเพิ่งมีความเป็นอยู่ดีขึ้นหน่อย คงไม่ได้จะทำให้นางกับลูกน้อยต้องพลอยอด ๆ อยาก ๆ เพื่อครอบครัวพี่ใหญ่หรอกนะ?
นางไปยุ่งกับครอบครัวคนอื่นเช่นนี้ ก็เพราะหวังว่าลูกน้อยของนางจะไม่ต้องประสบชะตากรรมเช่นนั้น
จูเหล่าโถวเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าต้าเป่าเข้าตำบลไปคราวนี้ใช้เงินไปเท่าไหร่ เขาตกตะลึงพรึงเพริด “เมียเฒ่า เจ้าบ้าไปแล้วรึ เข้าตำบลไปรอบเดียวก็ใช้เงินไปร้อยตำลึง ครอบครัวเรามีเงินมากปานนั้นเสียที่ไหน?!”
ในมือเย่อวี๋หรานกุมเงินเอาไว้เท่าไหร่ เขาไม่รู้เรื่องเลยสักนิด
โดยเฉพาะหลังจากตกเตียงบาดเจ็บไปคราวนั้น มีคำกล่าวว่าบาดเจ็บถึงเส้นเอ็นและกระดูก ต้องพักรักษาตัวหนึ่งร้อยวัน ตอนนี้เขาไม่ได้ลงไปทำนาแล้วด้วยซ้ำ
พอได้ยินว่าเป็นเงินมากปานนั้น จิตใจก็ว้าวุ่นขึ้นมา
“ที่แท้ท่านพ่อก็ไม่รู้เรื่องนี้หรือเจ้าคะ ข้านึกว่าท่านพ่อรู้เรื่องเสียอีก” หลิวซื่อได้ยินคำจูเหล่าโถวก็แสร้งเอ่ยขึ้นมาเช่นนั้น
“เฮอะ!” เย่อวี๋หรานวางตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดัง
คนทั้งห้องพลันตัวสั่น ทันใดนั้นไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาสักคำ
จูต้านึกดีใจอยู่บ้างที่ตนเองไม่ได้เป็นคนยกเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ว่ากันตามความจริงแล้ว ถ้าเขากับภรรยาต้องรับผิดชอบเงินจำนวนมากขนาดนั้น ก็ถือว่าเป็นภาระใหญ่หลวงเลยทีเดียว
ภรรยาของเขาพูดไม่ผิด ด้วยการค้าของสกุลจูในตอนนี้ ถ้าใช้เงินกองกลางจ่าย อย่างไรก็ต้องจ่ายไหวแน่นอน
คราวก่อนมารดาของเขาก็สร้างเรือนหลังใหม่โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเลยไม่ใช่หรือ?
ผู้ใดจะรู้ว่ามารดาของเขาแอบซุกเงินส่วนตัวเอาไว้เท่าไหร่ เพียงแต่ทุกคนไม่รู้ก็เท่านั้น
ถ้าพวกเขาไม่ใช้โอกาสนี้ ‘ล้วง’ ออกมาสักหน่อย รอจนน้องชายของเขามีลูกของตัวเองกันหมดแล้ว ถึงตอนนั้นก็พูดยากแล้ว
สายตาของเย่อวี๋หรานกวาดผ่านทุกคนในห้องไปอย่างช้า ๆ “พูดออกมาสิ พวกเจ้ามีความคิดเห็นอะไรอีก?”
ไม่มีใครกล้าปริปาก
“เป็นไรไป เป็นใบ้กันหมดแล้ว? พูดออกมาสิ เมียเจ้ารองเปิดประเด็นให้พวกเจ้าแล้วนี่ พวกเจ้าก็มาต่อเสียสิ พูดความในใจของพวกเจ้าออกมาให้หมด” สายตาของเย่อวี๋หรานจับจ้องมาราวกับคมมีด
บรรดาสะใภ้สกุลจูรู้สึกว่าหนังศีรษะของตนเองชาวาบ
ในกลุ่มคนเหล่านั้น หลิ่วซื่อที่ก้มหน้าอยู่อยากให้เย่อวี๋หรานบันดาลโทสะใจจะขาด
เพราะเมื่อแม่สามีบันดาลโทสะ แม่สามีก็คงจะตอกกลับคำพูดของหลิวซื่อ ถึงตอนนั้นผลประโยชน์ก็ตกอยู่ที่ครอบครัวของนางแล้วน่ะสิ?
หลี่ซื่อกับหลินซื่อใจเต้นระทึก
ท่านแม่คงไม่ได้โมโหเพราะพี่สะใภ้รองจริง ๆ แล้วหรอกนะ?
พี่สะใภ้รองก็จริง ๆ เล้ย พูดจาเป็นบ้างไหมเนี่ย?
ถ้าท่านแม่ตกปากรับคำไปด้วยความโมโห อย่างนั้น…
กล่าวตามตรงแล้ว จูเหล่าโถวก็มีความเห็นแก่ตัวเหมือนกัน
ในสายตาของเขา แม้ภรรยาจะคลอดลูกชายออกมาหลายคน แต่คนที่จะเลี้ยงดูเขาในวันหน้าก็คือครอบครัวเจ้าใหญ่
ดังนั้น ค่ารักษากว่าร้อยตำลึงนี้ เขาย่อมหวังให้ภรรยารับปากไปด้วยความโมโห ใช้เงินกองกลางออกให้
“อะแฮ่ม…” เขากระแอมเบา ๆ กล่าวอย่างไม่เป็นธรรมชาตินัก “คือว่า เมียเอ๋ย เจ้าอย่าโกรธไปเลยน่า เด็กเล่นซนจนหัวแตก แต่เขาก็ไม่ได้ตั้งใจนี่นา พวกเราผู้ใหญ่ก็อย่าไปถือสาหาความ ที่ควรจ่ายก็จ่ายไป เงินนี้ก็ใช่ว่าจะไม่ได้คืนมาเสียหน่อย ต่อไปก็ให้ต้าเป่าระวังตัวเอาไว้ อย่าก่อเรื่องอีกก็พอแล้ว”
ท่าทางทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ทำเรื่องเล็กให้เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้น
“ท่านแม่ ที่พูดถึงไม่ได้หมายถึงเงินที่จ่ายไปแล้วหรอกนะเจ้าคะ แต่เป็นเรื่องที่ว่าเงินนั้นใครเป็นคนจ่ายต่างหาก” หลิวซื่อจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ ได้อย่างไร นางโพล่งขึ้นมาทันที “ข้าได้ยินมาแล้วนะเจ้าคะ แผลบนหัวต้าเป่าต้องใช้ยาทากี่กระปุกก็ไม่มีใครบอกได้ กระปุกเดียวยังพอทำเนา แต่ถ้าต้องใช้หลายกระปุก ก็เท่ากับว่าเงินที่หามาทั้งปีต้องเสียเปล่าไปทั้งอย่างนี้น่ะสิเจ้าคะ ต่อไปทุกคนยังจะได้ใช้ชีวิตกันอยู่ไหม?”