ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 684 ขอบตาของต้าเป่าพลันชุ่มชื้น
บทที่ 684 ขอบตาของต้าเป่าพลันชุ่มชื้น
“ยัง…ยังต้องใช้อีกหลายกระปุก?!” หัวใจของจูเหล่าโถวเต้นแรงขึ้นมา
หนึ่งร้อยตำลึงก็หนึ่งร้อยตำลึง เพื่อครอบครัวเจ้าใหญ่ เขายอมกัดฟันได้ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าไม่ใช่แค่หนึ่งร้อยตำลึงก็จบงั้นรึ?!
เขาตื่นตระหนกเสียแล้ว
อยู่มาจนอายุปูนนี้ เขายังไม่เคยถือเงินมากขนาดนั้นมาก่อน
เขาหันหน้ามามองเย่อวี๋หราน “เมียเฒ่า ตกลงต้องใช้เงินเท่าไหร่กันแน่?”
“ไม่รู้” เย่อวี๋หรานพูด “ท่านหมอบอกว่ารอดูอาการไปก่อน แต่ยาทากระปุกละหนึ่งร้อยตำลึง”
“อะไรนะ! แพงเกินไปแล้วกระมัง?! ถ้าต้องใช้สิบกระปุกแปดกระปุก พวกเรายังจะได้ใช้ชีวิตกันอยู่ไหม?” จูเหล่าโถวเข้าใจเสียทีว่าเหตุใดภรรยาของเจ้ารองจึงไม่พอใจขนาดนั้น
เรื่องนี้อย่าว่าแต่นางไม่พอใจเลย ต่อให้เป็นเขามาได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกว่าท่าไม่ดีเสียแล้ว
ถึงเขาจะลำเอียงไปทางครอบครัวเจ้าใหญ่ แต่จะทำให้ทุกคนเดือดร้อนเพียงเพื่อจะรักษาแผลบนหน้าผากแผลเดียวได้อย่างไร?
“ถ้าบนหน้ามีแผลเป็นก็ไม่อาจสอบเคอจวี่” เย่อวี๋หรานจ้องตาจูเหล่าโถวนิ่ง นางกล่าวว่า “หรือเจ้าคิดจะปล่อยให้ชีวิตต้าเป่าเป็นไปตามยถากรรม?”
“แค่…ก็แค่สอบเคอจวี่ไม่ได้ไม่ใช่เรอะ? ใช่ว่าจะทำเรื่องอื่นไม่ได้เสียหน่อย” จูเหล่าโถวใคร่ครวญความเสียหายที่น้อยที่สุดจากเรื่องนี้ เขากล่าวว่า “พ่อของเขาก็ทำนาไม่ใช่รึ ถ้าเขาไม่ได้เกิดมามีชะตาเช่นนั้นก็อย่าไปดึงดันเลย กลับมาทำนาก็ได้เหมือนกัน ถึงอย่างไรในพวกเขาสองคนก็ต้องมีคนหนึ่งกลับมาอยู่แล้ว ตอนนี้ถือเป็นโอกาสดี พวกเขาไม่จำเป็นต้องเลือก สวรรค์ตัดสินใจแทนพวกเขาแล้ว…”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารด้วยตกใจสุดขีด
ตอนแรก พวกเขาไม่รู้ว่าในพวกเขาสองคนมีคนหนึ่งต้องกลับมาทำนาที่บ้าน พวกเขาเข้าใจมาตลอดว่า ขอแค่พวกเขาสามารถเรียนหนังสือก็จะเป็นเหมือนอาเล็ก
อีกอย่าง พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่า นอกจากบิดามารดาของตนเอง แม้แต่ท่านปู่ก็ยังไม่ยินดีจ่ายค่ารักษาให้ต้าเป่าด้วยเหมือนกัน
พวกเขาเคร่งเครียดขึ้นมา หันไปมองเย่อวี๋หรานอย่างร้อนใจ
เพราะพวกเขาทราบดีว่า ในบ้านนี้ผู้ที่มีอำนาจตัดสินชีวิตของต้าเป่าก็มีแต่ท่านย่าแล้ว
พวกเขาหวาดกลัวเหลือเกินว่าท่านย่าจะรับปาก…
ของบางอย่าง หากไม่เคยได้รับมาก็จะไม่มีการสูญเสีย
แต่หลังจากได้ออกไปเห็นความน่าตื่นตาตื่นใจของโลกข้างนอกนั่นแล้ว จะมีสักกี่คนที่ยินยอมพร้อมใจกลับไปเป็นเหมือนในอดีต? โดยเฉพาะเขามีโอกาสได้ออกไปเริ่มต้นชีวิตที่ต่างออกไปแล้วด้วย
“ทำนา?” เย่อวี๋หรานมุ่นคิ้ว “ใครบอกว่าระหว่างต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าต้องมีคนหนึ่งกลับมาทำนา ทำไมข้าไม่เห็นจะรู้เรื่อง?”
“เอ่อ…” จูเหล่าโถวกระอักกระอ่วน
เรื่องนี้เขาไม่เคยพูดกับใครมาก่อน แต่พูดไปพูดมาก็นึกขึ้นมาได้
คนที่จะสืบทอดต่อจากเขาคือจูต้า รอจนถึงคราวจูต้าแล้ว ต้าเป่าก็จะเป็นคนสืบทอดไม่ใช่หรือ?
“หืม?” เย่อวี๋หรานจ้องเขาเขม็ง
“มีอะไรให้คาดไม่ถึงกันล่ะ แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นแบบนี้…” จูเหล่าโถวยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหน จึงกล่าวออกมาตามตรง “ทุกครอบครัวก็ให้ลูกชายคนโตหลานชายคนโตสืบทอดกันทั้งนั้นไม่ใช่รึ? วันหน้าพอข้าแก่แล้ว ที่นาของครอบครัวก็ต้องยกให้เจ้าใหญ่ พอเจ้าใหญ่แก่ตัวไป ก็ถึงรอบต้าเป่าแล้วไม่ใช่รึ?”
“ที่นาไม่กี่หมู่ของเจ้าเลี้ยงใครได้ด้วยเรอะ?” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างเย็นชา “ถ้าหลายปีนั้นข้าไม่เอาของใช้ส่วนตัวไปจำนำ เจ้าคิดว่าที่นาแค่นั้นเลี้ยงลูกชายหลายคนของเจ้าไหวอย่างนั้นเรอะ? นอกจากคิดถึงที่นาพวกนั้นของเจ้า เจ้าคิดถึงเรื่องอื่นบ้างไม่เป็นเลยหรือไร? เป็นต้นว่าคิดหาวิธีเพิ่มที่นาให้ที่บ้าน ให้หลานชายเจ้าได้เป็นถู่ตี้กง*[1]?”
กานอี้เซียนที่ถูกกล่าวถึงอย่างอ้อม ๆ “…”
เป็นเทพเซียนไม่ได้จะเป็นกันได้ง่าย ๆ หรอกนะ!
จูเหล่าโถวยิ่งกระอักกระอ่วนใจกว่าเดิม ถ้าเขามีความสามารถเช่นนั้นแล้วจะมีชีวิตแบบในวันนี้งั้นหรือ?
ความสามารถและโชคของเขาในชีวิตนี้ล้วนใช้ไปกับเจ้าของร่างเดิมหมดแล้ว…นั่นก็คือการตบแต่งสตรีที่มากมีลูกชายกับหลานชายเข้าเรือนมาอย่างไรเล่า!
“อย่าว่าข้าดูถูกที่นาแค่นั้นของเจ้าเลยนะ จูเหล่าโถว ข้าพูดความจริงกับเจ้าก็ได้ว่า ข้าไม่เคยคิดจะให้พวกต้าเป่ากลับมาแบ่งมรดกที่ดินผืนน้อยของเจ้าเลยสักนิด” ขณะที่เย่อวี๋หรานกล่าววาจา ยังไม่ลืมกวาดสายตามองคนอื่น ๆ
“พวกเจ้าก็อย่าเอาแต่จับจ้องต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า คิดว่าข้าเอาเงินมาใช้กับพวกเขาไปมากมาย เมื่อก่อนที่บ้านจน ข้าก็อายุยังน้อย ไม่ได้เลี้ยงลูกชายให้ดี ชีวิตนี้เป็นได้เท่านี้ แต่หลานชายของข้าเย่อวี๋หราน จะต้องไม่กลับมาเป็นชาวนาตาดำ ๆ โดยไม่ได้ไปลองต่อสู้ดูสักตั้งก่อนเป็นอันขาด”
ท่าทีน่าเกรงขาม น้ำเสียงทรงพลัง
คนทั้งหมดในห้องพลันอึ้งไป
“พวกเจ้าอาจคิดว่าตอนนี้ต้าเป่ายังเล็ก ยังไม่ได้เข้าไปเรียนในสำนักศึกษาด้วยซ้ำ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินกับเขาไปมากขนาดนั้น แต่ข้าถามพวกเจ้าหน่อยเถอะ ถ้ามีความหวังหนึ่งในหมื่นว่าเขาจะสามารถสอบเป็นถงเซิงหรือซิ่วไฉได้เล่า?”
“หรือพวกเจ้าจะเด็ดปีกของเขาทิ้งเพียงเพราะเสียดายเงินไม่กี่ร้อยตำลึงในตอนนี้ ให้เขาอุดอู้อยู่ในหมู่บ้านสกุลจู ได้แต่เป็นชาวนาไปตลอดทั้งชาติ?”
“สิ่งที่คนเป็นพ่อแม่ควรทำก็คือการพยายามทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อลูก ๆ ช่วยให้พวกเขาได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ไปได้ไกลขึ้น ไขว่คว้าได้สูงกว่าเดิมไม่ใช่หรือ?”
“ต่อให้มีวันหนึ่ง เขามาพูดกับข้าว่า ท่านย่า ที่ตรงนั้นสูงและหนาวเกินไป ข้าอยากกลับมา นั่นก็ยังไม่สาย เพราะอย่างน้อยเขาก็ได้ไปทำมาแล้ว เขาไม่มีทางเสียดายอีก อยากกลับมาก็ไม่เห็นจะเป็นไร นั่นคือการตัดสินใจของเขา ข้าก็จะเคารพ”
……
ขอบตาของต้าเป่าพลันชุ่มชื้น
ท่านย่าทำให้เขาซาบซึ้งอีกครั้งแล้ว
เพราะอะไร?
เพราะเหตุใดในบ้านนี้ คนที่สนับสนุนเขามากที่สุดและอยากให้เขาไปได้ไกลมากที่สุดจึงไม่ใช่ท่านพ่อท่านแม่ แต่กลับเป็นท่านย่าที่ตอนพวกเขายังเล็กไม่เคยจะเอ็นดูเขากับน้องรองเลยสักนิด?
วันเวลาในอดีตคล้ายจะฉายชัดอยู่ตรงหน้า ทว่าความเป็นจริงเบื้องหน้านี้กลับสั่นคลอนจิตใจของเขาอย่างรุนแรง เนิ่นนานก็ยังไม่อาจสงบลงได้
เย่อวี๋หรานย้ำอีกครั้งว่า “แผลบนหน้าผากของต้าเป่า ข้าจะรักษาแน่นอน จะหลายร้อยตำลึงก็ดี หรือเป็นพันตำลึงก็ช่าง ถ้าพวกเจ้าคิดว่าเอาเงินกองกลางมาใช้แบบนี้ไม่ยุติธรรม เช่นนั้นก็ได้ ใช้เงินส่วนตัวของข้าออกก็แล้วกัน แต่พวกเจ้าต้องคิดให้ดี ถ้าจะทำกันเช่นนี้ ต่อไปไม่ว่าต้าเป่าจะประสบความสำเร็จเช่นไรกลับมา พวกเจ้าก็ไม่อาจหน้าหนามาหาผลประโยชน์จากเขา”
สุดท้าย นางจับจ้องบรรดาลูกชายกับลูกสะใภ้เขม็ง ถามออกมาว่า “พวกเจ้ากล้าไหม?”
ในชั่วขณะนั้น ทั้งห้องเงียบสงัดเป็นอย่างยิ่ง
ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ คล้ายว่าจะมีเสียงสะอื้นเพราะความซาบซึ้งใจ แต่กลับไม่มีใครกล้าปริปาก
“เป็นใบ้กันหมดแล้วเรอะ? พูดออกมาสิ!” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้าถามว่าพวกเจ้ากล้าไหม? ถ้าพวกเจ้ากล้า พวกเราก็เขียนข้อตกลงกันเสียเดี๋ยวนี้ พวกเจ้าต้องประทับนิ้วมือให้ข้ากันทุกคน เผื่อวันหน้ามีใครคิดพลิกลิ้นไม่ยอมรับเรื่องนี้อีก”
เดิมทีนั้นจูชียังอยากพูดอะไร ทว่าจูซานกับจูอู่ปิดปากเอาไว้
ต่างจากคนอื่นในสกุลจู จูซาน จูซื่อ และจูอู่คุยกันเรียบร้อยแล้ว
ตั้งแต่หลี่ซื่อนำความมาบอก กระทั่งทุกคนในบ้านรู้เรื่องค่ารักษา จนมาเกิดเรื่องทุ่มเถียงกันบนโต๊ะอาหาร พวกเขาก็พอจะสัมผัสได้แล้ว เรื่องนี้จำเป็นต้องดับไฟแต่ต้นลม ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาตามมาไม่จบสิ้น!
ถ้าแม้แต่พี่สะใภ้ใหญ่ยังเคยคิดว่าจะไม่รักษาแผลบนหน้าผากของต้าเป่าโดยไม่สนใจอนาคตของลูกชาย เช่นนั้น…
จูซานไม่กล้าพูดว่าวันหน้าต้าเป่าจะสามารถประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่กลับมา แต่เขาทราบว่า ระหว่างที่เจ้าเจ็ดไปเรียนหนังสือ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าว่าง่ายรู้ความมาโดยตลอด
พวกเขาอาจซุกซนตามประสาเด็กผู้ชายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เกเรเหมือนเด็กคนอื่น ๆ สิ่งที่ควรร่ำเรียนก็ตั้งอกตั้งใจศึกษา มีความรับผิดชอบอย่างยิ่ง ไม่จำเป็นต้องให้เขาสิ้นเปลืองแรงใจแต่อย่างใด
ดูจากการแสดงออกของพวกเขาในช่วงเวลานั้น จูซานไม่คิดว่าในวันข้างหน้าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะไม่ประสบความสำเร็จ
[1] ถู่ตี้กง หมายถึง เทพเจ้าที่ และยังหมายถึงเจ้าของที่ดิน (Landlord)