ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 686 อย่าเข้ามาใกล้ขนาดนั้น มีเรื่องอะไรก็ว่ามา
บทที่ 686 อย่าเข้ามาใกล้ขนาดนั้น มีเรื่องอะไรก็ว่ามา
“ข้า…ข้ากำลังคิดอยู่ว่าแบบไหนถึงจะไม่เสียเปรียบนี่นา” หลิวซื่อกล่าว
“ถ้าอย่างนั้นข้าว่าเจ้าไม่ต้องไปคิดแล้ว เจ้าเคยสู้แม่ข้าได้เสียเมื่อไหร่?”
หลิวซื่อ “…”
สามีของนางพูดแบบนี้ก็ดูเหมือนจะถูกต้อง
ในเมื่อสู้แม่สามีไม่ได้ตั้งแต่แรก คิดมากแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์อยู่ดีนั่นแหละ
ทางด้านหลินซื่อนั้นตักน้ำล้างเท้ามาให้จูอู่เสร็จแล้วก็ประชิดเข้ามาหา
จูอู่เห็นท่าทางเช่นนั้นของนางก็รู้แล้วว่านางคิดอะไรอยู่ “อย่าเข้ามาใกล้ขนาดนั้น มีเรื่องอะไรก็ว่ามา”
“ข้ากลัวว่าห้องข้าง ๆ จะได้ยินน่ะสิ…” หลินซื่อชี้ไปทางห้องข้าง ๆ กล่าวด้วยเสียงเบายิ่ง
จูอู่ไร้คำจะกล่าว ถ้านางคิดได้แบบนี้แต่เนิ่น ๆ ที่ผ่านมาก็คงไม่ก่อเรื่องมากขนาดนั้นแล้ว
“ว่ามาเถอะ เรื่องอะไร?”
“ตอนนั้นข้าเห็นเจ้ากับพวกพี่สามพี่สี่คุยกันอยู่ พวกเจ้าคุยอะไรกันหรือ?” หลินซื่อถามหยั่งเชิงอย่างระมัดระวังพลางสังเกตสีหน้าของเขา
“เจ้าจะอยากรู้ไปทำไม? เรื่องของผู้ชาย ผู้หญิงอย่างเจ้าไม่ต้องอยากรู้หรอก”
“เจ้าเป็นสามีของข้านี่นา ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็พูดมาสิว่าวันนี้ข้าแสดงออกได้ดีไหม?” หลินซื่อเอ่ยย้ำ “วันนี้ข้าเชื่อฟังเจ้าตลอดเลยนะ ไม่ได้ก่อเรื่องเลยสักนิด”
“ไม่ก่อเรื่องก็ถูกแล้ว เรื่องนี้ท่านแม่เป็นคนตัดสินใจ ท่านแม่พูดอย่างไรเจ้าก็ทำตามนั้น อย่าเรื่องมาก”
“แต่…เจ้าไม่คิดว่าเรื่องนี้พวกเราเสียเปรียบบ้างหรือ?”
“เสียเปรียบอะไร?”
“สมมติ ข้าสมมติเฉย ๆ นะ” หลินซื่อเกริ่น “สมมติว่าต้าเป่าสอบได้ดีมาก ทำได้ดียิ่งกว่าอาเล็กของเขาเสียอีก แบบนั้นพวกเราก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยน่ะสิ? ข้อตกลงนั่นอยู่ในมือท่านแม่นะ ด้วยนิสัยของท่านแม่ วันหน้าจะต้องยกข้อตกลงขึ้นมาพูดแน่ ๆ”
สู้รบปรบมือกับแม่สามีมามากเข้า หลินซื่อย่อมจะตระหนักได้ถึงน้ำหนักของ ‘ข้อตกลง’ อยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ไม่เห็นรึว่าแม่สามีจะทำอะไรล้วนต้องทำข้อตกลงกับคนอื่นทุกคราไป?
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสก็ใช้เจ้าสิ่งนี้กำกับดูแลทั้งหมู่บ้านเชียวนะ
“ข้าขอถามเจ้า เจ้าเจ็ดแซ่อะไร?” จูอู่ไม่ได้ให้คำตอบนางไปโดยตรง แต่กลับถามขึ้นมาแทน
“แซ่จูน่ะสิ”
“คนในหมู่บ้านไม่ได้อยู่ในลำดับวงศ์ตระกูลเดียวกันกับพวกข้างั้นรึ?”
“ก็อยู่น่ะซิ”
“เจ้าเจ็ดสอบได้ซิ่วไฉ ทำไมพวกเขาต้องดีใจปานนั้น?”
“เพราะได้ผลประโยชน์ไปด้วยอย่างไรเล่า” จากนั้นหลินซื่อก็ไล่เรียงผลประโยชน์เหล่านั้นออกมา
กล่าวถึงตอนท้ายยังอดอิจฉาไม่ได้ นั่นเป็นผลลัพธ์จากความพากเพียรของน้องเจ็ดแท้ ๆ แต่พวกตนยังไม่ทันได้ประโยชน์อันใด คนอื่นกลับได้ไปเสียก่อนแล้ว
ยกตัวอย่างเช่นครอบครัวจูซานเสิ่นกับจูซื่อเสิ่น รายนั้นก็เจรจาเรื่องมงคลได้อย่างราบรื่นเพราะตำแหน่งซิ่วไฉของน้องเจ็ดไม่ใช่รึ?
“แล้วต้าเป่าแซ่อะไร?” จูอู่ถามต่อไป
“แซ่จู”
“อยู่ในลำดับวงศ์ตระกูลเดียวกับพวกเราไหม?”
“อยู่”
“เจ้าคิดว่า ในอนาคตถ้าเขาสอบได้ดีไปแล้ว พวกเรายังจะไม่ได้ประโยชน์อีกอย่างนั้นรึ?”
หลินซื่อ “…”
กล่าวเช่นนี้ก็ดูเหมือนจะถูกต้อง
แต่ว่า…
แต่การได้ประโยชน์แบบนี้กับแบบนั้นก็มีข้อแตกต่างกันอยู่นี่นา?
หลินซื่อกล่าวความแคลงใจของตนออกมา
จูอู่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “แล้วเจ้ายังอยากจะได้ประโยชน์แบบไหนอีก? เจ้ายังจะให้ต้าเป่ามองข้ามครอบครัวพี่ใหญ่ แล้วมาแสดงความกตัญญูอา ๆ อย่างพวกเราด้วยอย่างนั้นรึ? เจ้าอยากให้ต้าเป่าแสดงความกตัญญูต่อพวกเรา อย่างนั้นมิสู้คิดว่าเมื่อไหร่จะคลอดออกมาเองสักคน อาศัยช่วงที่ท่านแม่ยังอยู่ ช่วยพวกเราสั่งสอนลูกชายที่เป็นซิ่วไฉสักคน แบบนั้นยังจะมีหวังมากกว่า”
แววตาของหลินซื่อพลันเป็นประกาย
จริงด้วย ต้าเป่าจะสอบได้ดีอย่างไร เขาก็ยังเป็นลูกชายของพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่
แต่ถ้าคนที่ได้ดีเป็นลูกชายของนางเล่า?
ในไม่ช้า ประกายในแววตาของนางก็พลันดับวูบลง นางถอนหายใจออกมาเบา ๆ “เฮ้อ…”
นางก็อยากมีลูกสักคนอยู่หรอก แต่น้องสาวสองคนยังไม่ออกเรือน ทั้งยังต้องเลี้ยงหลานสาวอีกสามคน ถ้ามีเด็กมาเพิ่มอีกคน นางจะเอาแรงกายแรงใจจากที่ไหนมาเลี้ยง?
“ถอนหายใจอะไรกัน? หรือเจ้าไม่มั่นใจว่าตัวเองจะคลอดลูกชายออกมาได้?” จูอู่โอบไหล่นางแล้วพูดว่า “ไม่ได้ลูกชายก็ไม่เป็นไร ลูกสาวก็ดีเหมือนกัน ท่านแม่ก็เลี้ยงปาเม่ยมาเป็นอย่างดีเลยนี่นา? ในหมู่บ้านละแวกนี้มีใครไม่อยากมาสู่ขอปาเม่ยของพวกเราบ้าง? หัวกระไดไม่แห้งเชียวล่ะ”
“ไม่ใช่ ข้า…” หลินซื่อร้อนตัวอยู่บ้าง
นางไม่เคยใคร่ครวญเรื่องมีลูกชายลูกสาวมาก่อนเลย คิดว่าถ้าตอนนี้คลอดออกมาสักคน เลี้ยงคนมากมายขนาดนั้นมีแรงกดดันมากเกินไป นางจึงไม่กล้าคิด
แต่นางก็ไม่กล้าพูดออกมากับจูอู่ตรง ๆ กลัวว่าเขาจะโกรธ
“ไม่ต้องกดดันหรอกน่า พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ก็รอตั้งหลายปีกว่าจะมีลูกเหมือนกัน พวกเราสองคนอายุยังน้อย ไม่ต้องรีบร้อน…” จูอู่ปลอบโยนต่อไป
ยากนักกว่าหลินซื่อจะได้สัมผัสกับความอ่อนโยนเอาใจใส่ของจูอู่สักครั้ง นางยิ่งทุกข์ใจกว่าเดิม
รอจนหลี่ซื่อจัดแจงซานเป่ากับซื่อเป่าจนเรียบร้อย พาพวกเขาไปส่งที่ห้องของจูซาน คู่อื่น ๆ ก็เข้าสู่นิทรากันไปแล้ว
สำหรับเด็กน้อยทั้งสอง การได้มานอนกับลุงสามที่เอ็นดูพวกตนอย่างยิ่งเป็นครั้งคราว เป็นเรื่องน่ายินดีที่พวกเขาตั้งตารอคอยเรื่องหนึ่งเชียวล่ะ
เพราะบิดามารดาของพวกเขามักจะกล่อมพวกเขาเข้านอนอย่างใจร้อน แต่ลุงสามมักจะเล่าเรื่องราวที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมากมายหลายเรื่องให้พวกเขาฟังก่อนนอน
ถ้าจะถามว่า นอกจากบิดามารดาแล้ว ในบ้านหลังนี้ใครดีต่อพวกเขาที่สุด
พวกเขาจะตอบว่า “คือลุงสาม!” อย่างแน่นอน
จูซื่อกับหลี่ซื่อก็เต็มใจให้เด็กทั้งสองได้ใกล้ชิดกับจูซาน ถึงอย่างไรคนหนึ่งก็เป็นลูกชายแท้ ๆ ของจูซาน ตอนนี้พวกตนเพียงเลี้ยงแทนเขาไปก่อนเท่านั้น
พวกเขาดีต่อซื่อเป่า จูซานก็จะดีต่อซานเป่า นี่เป็นเรื่องที่ต่างตอบแทนกัน
“พาไปส่งแล้ว?”
“อื้ม พาไปส่งแล้ว ตอนข้าพาไปส่ง พวกเขายังรบเร้าให้ข้าเดินไว ๆ อยู่เลย” จูซื่อมีสีหน้าหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก กล่าวต่อไปว่า “เจ้าเด็กสองคนนี้ก็จริง ๆ เล้ย ทำตัวราวกับหมาป่าตาขาว ปกติดีต่อพวกเขาเสียเปล่าแท้ ๆ”
หลี่ซื่อพลันอารมณ์ดีขึ้นมา “เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า? สำหรับเด็ก ๆ ใครให้น้ำนมก็คือแม่ไม่ใช่รึ? พวกเขาไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน ใครดีต่อพวกเขา พวกเขาก็ไปกับคนนั้น นานครั้งพี่สามถึงจะได้กลับมา ทุกครั้งที่กลับมายังมักเอาของกินมาฝาก มีนิทานมาเล่าให้พวกเขาฟัง พวกเขาไม่ชอบก็แปลกแล้ว มีแต่พวกเราปรนนิบัติพวกเขาดีปานนั้น แต่แค่สั่งสอนนิดหน่อยก็ไม่พอใจเสียแล้ว คิดว่าพวกเราไม่ดีเท่าลุงสามของพวกเขา”
กล่าวถึงตอนท้ายยังแฝงไว้ด้วยความน้อยใจอยู่บ้าง
แน่นอน หลี่ซื่อตระหนักถึงตำแหน่งของตนเองในจิตใจของลูก ๆ ดี ไม่อย่างนั้นก็คงต้องทุกข์ใจจริง ๆ เสียแล้ว
“พวกเราทั้งเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอน ส่วนพี่สามมีแต่จะเอาใจพวกเขา ก็ปกตินี่นา” จูซื่อซุกตัวเข้าไปในผ้าห่ม สวมกอดเอวเล็ก ๆ ของนางเอาไว้แล้วกล่าวว่า “รอให้พวกเขาโตกว่านี้ ได้เข้าเรียนเหมือนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า พี่สามก็จะเข้มงวดกับพวกเขาเอง ถึงตอนนั้นเจ้าคอยดูเถอะ จะต้องเป็นพวกเราที่ดีกว่าแน่ ๆ ฮ่า ๆๆๆ…”
“พี่สามพูด?” หลี่ซื่อได้ยินอย่างนั้นก็สะกิดแขนเขาเบา ๆ
“ใช่น่ะสิ พี่สามความรู้สึกไวจะตาย เจ้าคิดว่าเขาดูไม่ออกรึว่าแต่ละครั้งที่พาลูก ๆ ไปส่ง เจ้าไม่ค่อยสุขใจสักเท่าไหร่?”
หลี่ซื่อแก้ตัวว่า “เปล่าเสียหน่อย ข้าไม่ได้ไม่พอใจ ถ้าไม่พอใจก็คงไม่พาไปส่งแล้ว ข้าก็แค่รู้สึกแย่นิดเดียวเอง พอบอกว่าจะพาไปนอนกับลุงสามของพวกเขา พวกเขาก็ลิงโลดอย่างกับอะไรดี ข้าก็ต้องรู้สึกอะไรบ้างสิ…เจ้ากล้าพูดหรือว่าเจ้าไม่รู้สึกอะไรเลย?”
“ถึงได้บอกว่าพี่สามดูออกอย่างไรเล่า เขากำชับข้ามาเป็นพิเศษเลยว่า ต่อไปเรื่องการเรียนของพวกลูก ๆ ถ้าพวกเราทำใจเข้มงวดกวดขันไม่ได้ เขาจะรับหน้าที่นั้นให้เอง” จูซื่อกล่าว “พวกเรารับบทคนดี ให้เขาเป็นคนร้าย ไม่ปล่อยให้พวกลูก ๆ ห่างเหินกับพวกเราแน่นอน”
ครั้นได้ยินว่าจูซานคิดเผื่อพวกตน หลี่ซื่อก็เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่อยากทำเกินไปนัก
นางรีบกล่าวกับจูซื่อทันทีว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าบอกพี่สามไปหรือยังว่าพวกเราไม่ได้มีเจตนาอื่น ไม่อาจปล่อยให้เด็กสองคนนั้นห่างเหินกับเขาเพราะเรื่องนี้ รอจนซื่อเป่าโตขึ้น พี่สามก็บอกความจริงต่อเขา รับเขากลับไปได้”