ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 687 อำลาอาจารย์เสิน
บทที่ 687 อำลาอาจารย์เสิน
“เรื่องนี้หรือ…เอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ” จูซื่อถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้พี่สามยังไม่มีความคิดจะแต่งงานใหม่ วันหน้าซื่อเป่าก็คงได้ดูแลเขาตอนแก่เฒ่า แต่ถ้าเขาแต่งงานใหม่ก็ต้องเปลี่ยนแผนกันแล้ว”
ฉับพลันนั้น หลี่ซื่อก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดีเช่นกัน
ถ้าจูซานไม่ได้แต่งงานใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างของพี่สามก็จะเป็นของซื่อเป่า แบบนั้นย่อมไม่มีปัญหา
แต่ถ้าพี่สามแต่งงานใหม่และมีลูกในภายหลัง แล้วซื่อเป่าที่น่าสงสารจะทำอย่างไรเล่า?
ชั่วขณะนั้น หลี่ซื่อก็นึกสงสารซื่อเป่าขึ้นมา
ถึงซื่อเป่าจะไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของนาง แต่ก็เป็นคนที่นางเลี้ยงดูมาจนโต นางย่อมไม่หวังให้เด็กคนนี้ได้รับความไม่เป็นธรรม
“เรื่องนี้เจ้าต้องคุยกับพี่สามให้ดีนะ ถ้าคิดจะแต่งงานใหม่อีกครั้งจริง ๆ ก็ต้องจัดการเรื่องของซื่อเป่าเอาไว้ล่วงหน้า” หลี่ซื่อกล่าวว่า “เฮ้อ…เห็นที ต่อไปข้าต้องเอ็นดูซื่อเป่าให้มากกว่าเดิมเสียแล้ว วันเวลาที่ยากลำบากยังรอเขาอยู่”
แน่นอน นางยังไม่ลืมพูดถึงเรื่อง ‘ข้อตกลง’ ของวันนี้
นางถามจูซื่อว่ามีเรื่องปิดบังนางใช่หรือไม่ เพราะนางเห็นเขากับพี่น้องคนอื่นซุบซิบกัน ทั้งยังรั้งจูชีเอาไว้
“แค่กแค่ก! เจ้ารู้ไว้แค่ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราก็พอแล้ว” จูซื่อไม่เหมือนจูอู่ที่สามารถควบคุมภรรยาของตัวเองได้ เขาจึงร้อนตัวอยู่บ้าง
แต่เรื่องนี้ไม่อาจเอามาพูดกับภรรยาของเขาได้จริง ๆ
หลี่ซื่อเหล่มองเขาด้วยสีหน้าแคลงใจ “ไม่เกี่ยวกับพวกเราได้อย่างไร? ท่านแม่ให้พวกเราประทับนิ้วมือกันทุกคนนะ ตอนนั้นเจ้ายังผลักให้ข้าประทับนิ้วมืออยู่เลย ไม่ยอมให้ข้าก่อความวุ่นวาย ฮ่า มีเรื่องปิดบังข้าจริง ๆ สินะ?”
“ไม่ได้ปิดบังเจ้า ข้าถามเจ้าก็แล้วกัน ต้าเป่าสอบได้หรือไม่ได้ เกี่ยวอะไรกับพวกเรางั้นหรือ?”
“ทำไมจะไม่เกี่ยว? ถ้าเขาสอบได้ พวกเราก็ได้ประโยชน์เหมือนกันนี่? ก็เหมือนกับที่เจ้าเจ็ดสอบได้ พวกเราก็ได้มีหน้ามีตาไปด้วยอย่างไรเล่า?” หลี่ซื่อไม่ได้โง่ ครั้นข่าวคราวที่จูชีสอบเป็นซิ่วไฉได้เผยแพร่ออกไป มารดาของนางเองก็มีหน้ามีตายิ่งนัก
เพราะว่านางเป็นพี่สะใภ้ของซิ่วไฉ
แม้พี่สะใภ้ของจูชีจะมีหลายคน แต่แค่เป็น ‘พี่สะใภ้’ ก็ใช้ได้แล้ว
“ถ้าอย่างนั้น เจ้าลงนามในข้อตกลงไปแล้วก็จะมีหน้ามีตาไม่ได้เช่นนั้นรึ?” จูซื่อถามกลับ
หลี่ซื่อเงียบไป
จริงด้วย แท้จริงแล้วไม่ว่าจะลงนามในข้อตกลงนั้นหรือไม่ พวกนางก็ยังได้มีหน้ามีตาเพราะความสำเร็จของต้าเป่าอยู่ดี
ความแตกต่างประการเดียวคงเป็น…
ในชั่วขณะนั้น หลี่ซื่อพลันเข้าใจเจตนาเบื้องหลังการกระทำเช่นนี้ของแม่สามี…พี่สะใภ้ใหญ่เป็นตัวถ่วงอย่างเห็นได้ชัด แม่สามีกำลังป้องกันไม่ให้พี่สะใภ้ใหญ่ไปถ่วงความก้าวหน้าของต้าเป่าสินะ
แต่ไม่รู้ว่าพี่สะใภ้ใหญ่จะมองออกหรือไม่?
ดูจากนิสัยของพี่สะใภ้ใหญ่ ไม่ว่าจะรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องก็ไม่อาจปฏิเสธแม่สามีได้อยู่ดี
นางพลันนึกเห็นใจหลิ่วซื่อขึ้นมา คิดว่าชีวิตที่ลำบากยังรออีกฝ่ายอยู่ในอนาคต
อีกด้านหนึ่ง เย่อวี๋หรานบอกประโยชน์ของข้อตกลงนั้นให้ต้าเป่าฟังโดยไม่ได้หลีกเลี่ยงเอ้อร์เป่า
แน่นอน พวกเขาสองคนยังเล็ก นางจึงไม่ได้บอกว่าข้อตกลงนี้มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มารดาบังเกิดเกล้ามาเป็นตัวถ่วงของพวกเขา เพียงอธิบายว่า “ในเมื่อพวกเขาไม่อยากออกเงินค่ารักษาให้เจ้า เช่นนั้นพวกเราก็เป็นคนถ่อยก่อนค่อยเป็นวิญญูชน ทำข้อตกลงเช่นนี้เอาไว้ ถ้าวันหน้าเกิดอะไรขึ้นก็จะได้เจรจาได้ง่ายหน่อย”
“พวกเจ้ายังเด็ก บางเรื่องยังคงไม่เข้าใจ แต่รับรู้เอาไว้ว่าย่าไม่มีทางทำร้ายพวกเจ้าก็พอแล้ว”
“ถึงวันที่พวกเจ้าโตแล้ว ย่าก็จะคืนข้อตกลงฉบับนี้ให้พวกเจ้า”
……
ครั้นกล่าวจบก็บอกให้พวกเขาเข้านอน
นอนกับท่านย่า พวกเขาสองคนย่อมไม่กล้าเล่นซุกซนก่อนเข้านอนเหมือนตอนไปนอนกับอาเล็ก
ถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วขึ้นไปนอนบนเตียงอย่างว่าง่าย
หลับตลอดคืนจนรุ่งสาง
บางครั้ง การพักอยู่ในหอพักของสำนักศึกษาก็เป็นวิธีที่ได้ผลวิธีหนึ่งในการฝึกให้เด็ก ๆ หัดพึ่งพาตัวเอง แม้ว่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะมีจูซานคอยดูแล แต่จูซานเป็นผู้ชายที่โตแล้วคนหนึ่ง ย่อมจะมีช่วงเวลาที่ละเลยไปบ้าง
ดังนั้น ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เด็กน้อยทั้งสองทำอะไรหลายสิ่งหลายอย่างด้วยตัวเองเป็นแล้ว
เมื่อเย่อวี๋หรานตื่นขึ้นมาก็พบว่าพวกเขาช่วยแต่งตัวหวีผมให้กันและกัน แม้แต่ผ้าห่มก็พับไว้เรียบร้อย
นางยิ้มแล้วกล่าวว่า “อาสามสอนพวกเจ้าหรือ?”
“ขอรับ!” ต้าเป่าพยักหน้า “ทุกเช้าอาสามต้องทำอาหารให้พวกข้า ไม่มีเวลามาเก็บ จึงให้พวกข้าจัดการด้วยตัวเองขอรับ”
“ไม่เลวเลย ทำได้ดีมาก” เย่อวี๋หรานเอื้อมมือออกมาลูบศีรษะของพวกเขาแล้วกล่าวว่า “แบบนี้พอพวกเจ้าไปเรียนหนังสือ ย่าก็วางใจได้แล้ว”
ยกน้ำมาให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าล้างหน้าเสร็จแล้ว ก็ทายาให้ต้าเป่าอย่างใส่ใจ แล้วกำชับว่าสามารถเล่นสนุกได้ แต่จะต้องระมัดระวัง ไม่อาจทำให้เงินที่จ่ายค่ารักษาไปต้องเสียเปล่า
ต้าเป่าพยักหน้ารับคำ
ในเมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะส่งจูชีไปเรียนที่สำนักศึกษาของทางการ ให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเรียนหนังสือกับอาจารย์เสินที่ตำบลอันจิ่วต่อไป ก็ย่อมจะต้องบอกกล่าวต่ออาจารย์เสินด้วยเช่นกัน
เย่อวี๋หรานจึงอาศัยช่วงที่อากาศดี เหมาเกวียนเทียมวัวพาจูชี ต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูซานเข้าตำบลไปด้วยกัน
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปจัดการเรื่องเข้าเรียน ส่วนจูซานกับจูชีไปกราบลาอาจารย์
อาจารย์เสินเตรียมใจสำหรับการตัดสินใจเช่นนี้ของคนสกุลจูอยู่ก่อนแล้ว จึงตอบรับด้วยความสงบยิ่ง
ไม่เพียงเท่านี้ เขายังเตรียมข้อควรระวังและตำราต่าง ๆ เอาไว้ล่วงหน้า และส่งให้ถึงมือจูชี
“เจ้าไปคราวนี้ อาจารย์ไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่อวยพรให้เส้นทางข้างหน้าของเจ้าราบรื่นสดใส อนาคตยาวไกลไม่สุดสิ้น”
“ขอบคุณขอรับอาจารย์!”
จูชีรับสิ่งของมาแล้วก็แสดงคารวะอย่างอ่อนน้อม
ต่อจากนั้น เย่อวี๋หรานก็พูดเรื่องของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า แล้วชำระค่าเล่าเรียน
ลูกศิษย์หนึ่งคนจากไป แต่ได้รับเด็กน้อยที่ฉลาดเฉลียวรู้ความมาสองคน อาจารย์เสินอารมณ์ดีไม่เลว กวักมือเรียกต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเข้าไปหาแล้วพูดจาอยู่หลายประโยค
เมื่อเห็นบาดแผลบนศีรษะของต้าเป่า ยังสอบถามอย่างห่วงใย
เย่อวี๋หรานจึงบอกเรื่องที่ต้าเป่าหัวแตกออกมาโดยไม่ปิดบัง ทั้งบอกว่าไปหาหมอที่โรงหมอไป่เย่าถังมาแล้ว เพียงแต่ต้องรักษาแผลดี ๆ นอกจากนี้ก็ไม่มีปัญหาใหญ่อะไร
“ไม่มีปัญหาก็ดีแล้ว ถ้าบนหน้ามีแผลเป็น จะไปสอบเคอจวี่ก็คงไม่ง่าย” อาจารย์เสินสะท้อนใจ “แม้กฎเกณฑ์ของราชสำนักจะไม่ได้เข้มงวดถึงเพียงนั้น แต่ก็เป็นธรรมเนียมที่มีมานานแล้ว ผู้มีรูปโฉมอัปลักษณ์ไม่อาจพบพระพักตร์”
เขายังกล่าวถึงที่มาของธรรมเนียมเช่นนั้น
แรกเริ่มเดิมที ราชสำนักไม่ได้มีกฎเช่นนี้ แต่มีคราวหนึ่ง ผู้เข้าร่วมการสอบเตี้ยนซื่อ (รอบหน้าพระที่นั่ง) คนหนึ่งมีรูปโฉมอัปลักษณ์ เป็นเหตุให้ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงตกพระทัย พระองค์ทรงกริ้วมากจึงมีพระราชโองการเอาผิดลงมา ทำให้ขุนนางผู้คุมสอบทั้งหลายต้องพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย
นับแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีการกำหนดกฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรข้อนี้ขึ้นมา
เขากำชับให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอย่าเล่นซุกซนเช่นนี้อีก เดิมทีมีโอกาสเรียนหนังสือและสอบรับราชการได้ แต่ถ้าต้องมาถูกตัดสิทธิ์สอบเพราะมีแผลเป็นบนใบหน้า เช่นนั้นก็น่าเสียดายเกินไปแล้ว!
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ารับคำ
เนื่องจากจูชีจะจากไป อาจารย์เสินจึงบอกให้ทุกคนอยู่รับประทานมื้อเที่ยงด้วยกัน
เวลานั้นเป็นช่วงเดือนสาม กลางฤดูใบไม้ผลิ
นอกจากจูชีที่สอบได้ที่หนึ่งในการสอบเสี้ยนซื่อและได้เป็นซิ่วไฉไปแล้ว ในสำนักศึกษาสกุลเสินยังมีลูกศิษย์ที่รอสอบอีกคน ก็คือหลิวเจี้ยนถง
เนื่องจากเขาต้องเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อในเดือนสี่ ยามนี้จึงไม่ได้อยู่ในสำนักศึกษา แต่กำลังเดินทางไปยังเมืองที่จัดการสอบ มิเช่นนั้นก็คงเดินทางไปถึงแล้ว
ฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงเวลาของการเพาะปลูก ลูกศิษย์ที่โตแล้วบางคนขอลาหยุดกลับไปช่วยงานที่บ้านโดยเฉพาะ จากนั้นค่อยกลับมาเรียนต่อหลังจากทำนาเสร็จแล้ว คนที่กลับสำนักศึกษามาเหมือนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามีไม่มากนัก
ดังนั้นสำนักศึกษาสกุลเสินในยามนี้จึงค่อนข้างเงียบเหงา
อาจารย์เสินจึงเรียกรวมลูกศิษย์ทุกคนมากินข้าวที่เรือนเขาเพื่อเลี้ยงส่งจูชี
ได้ยินว่าจูชีจะจากไป สหายร่วมสำนักทั้งหลายก็ทั้งอิจฉาปนริษยา เป็นคนเรียนหนังสือเหมือนกัน จูชียังเข้าเรียนหลังพวกเขาอีกต่างหาก แต่กลับได้เป็นซิ่วไฉแล้วเนี่ยนะ?
ไม่เพียงแต่ได้เป็นซิ่วไฉ แต่ยังมีสิทธิ์เข้าเรียนในสำนักศึกษาของทางการอีกด้วย เป็นเรื่องน่าอิจฉาอย่างยิ่ง!
น่าเสียดายที่โชคชะตาเช่นนี้ แม้จะอิจฉาไปก็คว้ามาไม่ได้