ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 697 คนเป็นบิดามารดาย่อมต้องมองการณ์ไกลเพื่อลูกหลาน
บทที่ 697 คนเป็นบิดามารดาย่อมต้องมองการณ์ไกลเพื่อลูกหลาน
“แล้วอย่างไร? ตอนนี้เขายังไม่ได้เป็นถงเซิงด้วยซ้ำ” เสินฮูหยินกล่าวอย่างอยู่กับความเป็นจริง นางพูดว่า “เขาสอบได้ที่สุดท้ายของการสอบเสี้ยนซื่อ รอบนี้จะสอบผ่านหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าสอบผ่านก็ยังดี แต่ถ้าสอบไม่ผ่านเล่า?”
“เขาก็เพิ่งได้สอบฝู่ซื่อเป็นครั้งแรกนี่นา…” กล่าวถึงเรื่องนี้ อาจารย์เสินก็ไม่มีความมั่นใจเสียแล้ว
ถึงอย่างไรการสอบได้อันดับสุดท้ายในการสอบเสี้ยนซื่อก็ไม่ใช่อันดับที่น่าพอใจนัก
แม้การสอบรอบเดียวไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าหลิวเจี้ยนถงบกพร่อง แต่ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าโอกาสที่เขาจะสอบผ่านฝู่ซื่อนั้นมีอยู่น้อยนิด
“ท่านก็คงคิดเหมือนกันกระมัง?” เสินฮูหยินมองแวบเดียวก็เห็นทะลุเข้าไปถึงความในใจของสามี นางกล่าวว่า “ครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม… ท่านคิดว่าด้วยฐานะครอบครัวของเขาจะสามารถสนับสนุนเขาสอบไปได้อีกสักกี่ปี?”
อาจารย์เสิน “…”
เขาอยากถามเหลือเกินว่า เจ้าแน่ใจขนาดนั้นเลยหรือว่าหลิวเจี้ยนถงจะไม่ผ่านการสอบฝู่ซื่อรอบนี้?
ถ้าเขาสอบผ่านเล่า?
“ข้ารู้ว่าท่านคิดอะไรอยู่ ท่านคงจะคิดว่าเขามีโอกาสสอบผ่านสินะ แต่ถ้าไม่ผ่านเล่า” เสินฮูหยินย้ำ “ไม่กลัวหนึ่งหมื่น เพียงกลัวหนึ่งในหมื่น*[1] ท่านคิดว่าลูกสาวของท่านจะทนความลำบากเช่นนั้นไหวอย่างนั้นรึ?”
“แล้ว… เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
เสินฮูหยินตอบ “ถ้าเขาสอบเป็นถงเซิงได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าสอบไม่ผ่านก็ให้แล้วไป”
“ไม่ดีกระมัง?” อาจารย์เสินรู้สึกว่าแบบนี้ออกจะเห็นแก่ได้เกินไป
แต่เสินฮูหยินไม่คิดเช่นนั้น นางกล่าวว่า “ไม่ดีตรงไหน? เขาเป็นลูกศิษย์ของท่าน ต่อให้เขาสอบเป็นถงเซิงได้ ลูกสาวพวกเราแต่งให้เขาก็คือการแต่งให้ตระกูลที่ต่ำกว่า ถ้าแค่นี้เขายังทำไม่ได้ ความสามารถสักน้อยก็ไม่มี อย่างนั้นข้าหาครอบครัวที่ร่ำรวยในตำบลสักบ้านแล้วตบแต่งลูกสาวออกไปเสียยังจะดีกว่า พวกเราไม่หวังให้เขาร่ำรวยเป็นเศรษฐี แต่อย่างน้อยขอแค่มั่งมีพอประมาณคงได้กระมัง? ถ้าแม้แต่ถงเซิงยังสอบไม่ได้ แล้วจะมีชีวิตมั่งมีพอประมาณได้อย่างไร?”
อาจารย์เสิน “…”
มุมมองภรรยาของเขาก็ดูเหมือนว่าจะไม่ผิด
“ท่านอย่าเอาแต่วางท่าเป็นอาจารย์ เสียหน้านิดหน่อยมันน่าอายตรงไหน? หน้าตาของท่านสำคัญ หรือลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของท่านสำคัญกว่า?”
ด้วยเหตุนี้ อาจารย์เสินกับเสินฮูหยินที่ถกเถียงกันมาครึ่งค่อนวันจึงได้มติว่า… ถ้าหลิวเจี้ยนถงสอบเป็นถงเซิงได้ เรื่องมงคลนี้ก็สามารถพิจารณา แต่ถ้าสอบไม่ผ่านก็ให้ปัดตกไป
คนเป็นบิดามารดาย่อมต้องมองการณ์ไกลเพื่อลูกหลาน ถ้าทำได้ก็คงจะคิดเผื่อให้ไปทั้งชีวิต
แม้จะทราบว่าเรื่องราวในโลกยากจะคาดเดา แต่ก็ยังพยายามอย่างเต็มที่
เย่อวี๋หรานก็เช่นกัน นับตั้งแต่ให้บรรดาลูกสะใภ้ออกหน้าค้าขาย ส่งจูชีเข้าสำนักศึกษา มาจนถึงส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปเรียนหนังสือ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนทำไปเพื่อ ‘อนาคต’
แม้ความตั้งใจแรกเริ่มจะเป็นการคิดเผื่อตนเองตอนแก่ที่ทำงานไม่ไหวแล้ว อยากสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อให้ตนเองได้ใช้บั้นปลายอย่างสงบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป นางก็หวังจากใจจริงว่าเด็กเหล่านี้จะสามารถมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม
นางไม่รู้ว่าตนเองจะทำได้แค่ไหน แต่ก็หวังว่าตนเองจะพยายามทำอย่างเต็มที่
เนื่องจากฝนเพียงตกพรำ ผู้ชายสกุลจูจึงยังคงไปทำงานในนา
จูต้าไปดูแปลงเพาะกล้าในนาน้ำ ขณะที่จูเอ้อร์พาคนส่วนที่เหลือเอากล้ามันเทศที่เตรียมเอาไว้ไปปลูกลงดิน
ตอนใกล้จะถึงช่วงชิงหมิง คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านได้เตือนทุกคนเอาไว้แล้วว่าที่ผ่านมาในช่วงฤดูกาลชิงหมิงมักจะมีฝนตกโปรยปราย
ฝนเม็ดละเอียดที่พรำลงมาเช่นนี้กลับเป็นสิ่งที่ดีต่อพืชผลที่เพิ่งนำลงดิน เอื้อต่อการเติบโตของกล้ามันเทศ หากปักชำในช่วงเวลานี้นับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว
ดังนั้น เย่อวี๋หรานจึงกำชับให้ลูกสะใภ้เร่งมือตัดเถามันเทศที่จะนำไปปักชำกลับมาพักไว้ในที่ร่มบริเวณลานเรือน
เมื่อพวกนางเริ่มเคลื่อนไหว คนอื่นในหมู่บ้านสกุลจูทราบข่าวก็ไปดูกล้ามันเทศในแปลงของตนเอง จึงเห็นว่าเริ่มเคลื่อนไหวตามแล้วเช่นกัน
ไร่มันเทศของหมู่บ้านสกุลจูก่อรูปก่อร่างขึ้นมาหลังจากนั้นไม่นาน
ผู้ชายสกุลจูไปทำงานในนา แต่จูชีไม่ต้องไป เขาอายุยังน้อย ทั้งยังเป็นปัญญาชน ทุกคนกลัวว่าร่างกายเขาจะรับงานหนักไม่ไหว สุดท้ายกลับยุ่งยากกว่าเดิม
แค่ซิ่วไฉคนหนึ่งติดตามออกมาช่วยงานในนา คนในหมู่บ้านเห็นแล้วยังไม่วายบ่น ถ้าเห็นเขาออกไปในสภาพอากาศเช่นนี้อีก เกรงว่าเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของหมู่บ้านคงมาเยือนอีกรอบ “ไอ้หยา สกุลจูของพวกท่านนี่อย่างไรกัน? ไม่ง่ายเลยกว่าหมู่บ้านพวกเราจะมีซิ่วไฉสักคน พวกท่านทำอะไรกันอยู่?”
“เขาอายุยังน้อย พวกท่านอย่า ‘รังแก’ เขาขนาดนี้จะได้ไหม?”
“พวกท่านไม่รู้จักทะนุถนอมก็ส่งคนมาที่บ้านพวกข้า ในหมู่บ้านมีแต่คนที่อยากได้เขาไปชุบเลี้ยงกันทั้งนั้น”
…
สาเหตุที่ใช้คำว่า ‘อีกรอบ’ เพราะอีกฝ่ายเคยมาเยือนแล้วครั้งหนึ่ง
ตอนที่พวกเขามาเยือนคราแรก เย่อวี๋หรานก็ต้องหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
“เจ้าหน้าที่ ผู้อาวุโส เจ้าเจ็ดเป็นลูกชายข้า ข้าจะทำร้ายเขางั้นหรือ?”
เจ้าหน้าที่สงสัย “แล้วท่านให้เขาเอาแต่ติดตามพวกจูต้าอยู่ทำไม? เขาเพาะปลูกไม่เป็นเสียหน่อย”
“ข้าให้เขาไปที่นาก็จริง แต่ข้าได้ให้เขาไปทำงานกับพวกจูต้าหรือ?” เย่อวี๋หรานถามกลับ
เจ้าหน้าที่ลังเล “เขาไปนา ไม่ไปทำนาแล้วจะไปทำอะไร? เขาอายุยังน้อย เด็กที่ยังไม่โตเต็มวัยคนหนึ่งจะทำงานได้เท่าไหร่เชียว? ก็มีแต่อยู่ข้าง ๆ คอยช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นแหละ… อย่าพูดอีกเลย ข้าไม่ได้มาเพื่อทะเลาะกับท่านเพราะเรื่องนี้ ข้าแค่จะบอกว่าเขาเป็นคนเรียนหนังสือ ทั้งยังเป็นซิ่วไฉ เป็นคนมีตำแหน่งติดตัว พวกท่านอย่าเอาแต่ใช้งานเขาเลย ถ้าให้เขาไปทำงานจนล้มป่วยเป็นอะไรขึ้นมา มานึกเสียใจตอนนั้นก็สายเกินไปแล้วนะ”
“เจ้าหน้าที่ ข้าเข้าใจเจตนาของท่าน แต่ถ้าเจ้าเจ็ดคิดจะสอบระดับสูงกว่านี้ก็คงต้องได้เจอโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรแน่นอน ถ้าข้าไม่ให้เขาไปดูกับตาตัวเองว่าการทำนาเป็นอย่างไร รอจนเขาไปสอบเคอจวี่ เขาจะตอบคำถามได้อย่างไร?”
“หา?! ต้องสอบเรื่องพวกนี้ด้วยรึ?” ไม่ได้มีเพียงเจ้าหน้าที่ตะลึง แม้แต่ผู้อาวุโสก็ตะลึงเช่นกัน
พวกเขารู้ว่าปัญญาชนต้องเรียนรู้อะไรมากมาย แต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าปัญญาชนก็ต้องเรียนรู้เรื่องการทำนาด้วย?
แต่พูดกันว่าปัญญาชนทำนาไม่เป็นไม่ใช่รึ?
มีปัญญาชนคนไหนบ้างที่มาเรียนการทำนาโดยเฉพาะ?
อย่างไรเสีย เท่าที่พวกเขาเคยได้ยินได้ฟังมาก็ไม่มีเรื่องแบบนั้น
เย่อวี๋หรานยิ้มกล่าว “ต้องได้สอบอยู่แล้วสิ พวกท่านลองคิดดู ถ้าไม่สอบ ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าปัญญาชนทำเป็นหรือไม่เป็น? สอบผ่านเยวี่ยนซื่อก็จะได้เป็นซิ่วไฉ สอบผ่านเซียงซื่อก็จะได้เป็นจวี่เหริน สามารถเป็นขุนนางได้แล้ว ถ้าปัญญาชนที่ไม่รู้เรื่องการทำนาสักนิดถูกส่งมาเป็นขุนนางในสถานที่เล็ก ๆ ห่างไกลอย่างหมู่บ้านพวกเรา เขาจะไม่ต้องมาดูแลเรื่องการเพาะปลูกของพวกเราเลยหรือ? ถ้าไม่ต้องดูแล แล้วเจ้าพนักงานจากที่ว่าการจะมาหมู่บ้านพวกเราทุกปีไปเพื่ออะไร?”
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสจึงค่อยเข้าใจ จริงด้วย ช่วงฤดูกาลเพาะปลูกของทุกปีมักจะมีเจ้าพนักงานมาเยือนถึงที่นี่ ตีฆ้องร้องเตือน บอกทุกคนว่าอย่าแอบอู้ ถึงเวลาเพาะปลูกแล้ว
แต่คนที่นี่ค่อนข้างขยันขันแข็ง ทั้งยังมีชาวนาชรามากประสบการณ์คอยกำชับ ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่มาเตือน ทุกคนก็เริ่มทำงานกันแล้ว
โดยเฉพาะปีนี้ เนื่องจากการทำนาน้ำมีขั้นตอนมาก พวกเขาจึงไถนาล่วงหน้า เริ่มทำงานกันล่วงหน้าราวครึ่งเดือน
เย่อวี๋หรานอธิบายต่อไป “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าวันหน้าเจ้าเจ็ดจะสอบเป็นจวี่เหริน เป็นขุนนางได้ไหม แต่ถ้าเกิดสอบได้ขึ้นมาเล่า? ก็เพราะมีความเป็นไปได้หนึ่งในหมื่นเช่นนี้ พวกข้าจึงต้องเตรียมการล่วงหน้า ไม่อย่างนั้น ถ้าเขาถูกส่งไปรับตำแหน่งที่อื่นทั้งที่ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง อย่างนั้นมิเท่ากับไปทำร้ายคนอื่นหรอกหรือ? เฮ้อ… ชาวไร่ชาวนาอย่างพวกเราล้วนต้องพึ่งพาการเพาะปลูกเพื่อเลี้ยงชีพกันทั้งนั้น ถ้าเขาทำผิดพลาดในเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นบาปมหันต์น่ะสิ…”
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสพลันนึกทอดถอนใจ
แต่พวกเขาไม่โง่ จึงไม่ลืมเตือนเย่อวี๋หรานว่าจูชีเป็นปัญญาชน ต่อไปให้เป็นขุนนาง แต่แค่พอ ‘เข้าใจ’ ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปทำนาด้วยตนเอง
นางไม่จำเป็นต้องให้เขาทำได้ทุกอย่างเหมือนจูต้ากับจูเอ้อร์ แค่ให้เขาเข้าใจโดยสังเขป ไม่ให้ถูกคนอื่นหลอกลวงได้ก็พอแล้ว
ดูอย่างใต้เท้านายอำเภอทั้งหลายสิ พวกเขารู้เรื่องการเพาะปลูกบ้างหรือไม่? คนที่รู้เรื่องก็เข้าใจแค่เพียงผิวเผินเท่านั้นแหละ
คนที่ลงมือทำงานจริง ๆ ก็คือคนข้างล่าง
แต่ไหนแต่ไรมาล้วนเป็นเช่นนี้
[1] ไม่กลัวหนึ่งหมื่น เพียงกลัวหนึ่งในหมื่น หมายถึง ไม่กลัวเรื่องที่กำหนดไว้แน่นอนแล้ว แต่กลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน