ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 698 เจ้าใจลอยแบบนั้น มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?
บทที่ 698 เจ้าใจลอยแบบนั้น มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?
เย่อวี๋หรานก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่า หลังจากจูชีได้เป็นซิ่วไฉ คนในหมู่บ้านจะให้ความสำคัญกับเขาเช่นนี้ ทุกการกระทำล้วนอยู่ในสายตาของคนอื่น นางทำได้เพียงตกปากรับคำ
เฮ้อ… นางดูเหมือนคนเป็น ‘แม่เลี้ยง’ ขนาดนั้นเลยหรือ?
ถ้าคนในหมู่บ้านล่วงรู้ความคิดของนาง คงตอบเป็นเสียงเดียวกันแน่นอนว่า ‘เหมือน!’
‘เหมือนตรงไหน?’
‘แล้วไม่เหมือนตรงไหน? ปีนั้นท่านใช้ไม้กวาดไล่หวดต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปทั่วเรือน ตอนนั้นพวกเขาอายุเท่าไหร่เอง?’
เย่อวี๋หราน ‘…’
นั่นไม่ใช่ข้าเสียหน่อย เข้าใจไหม?
น่าเสียดายที่ไม่มีผู้ใดทราบว่าเจ้าของร่างเดิมไม่อยู่แล้ว ‘จูต้าเหนียง’ คนปัจจุบันคือคนอื่น พวกเขายิ่งไม่มีทางทราบได้เลยว่า เย่อวี๋หรานไม่มีทางไปทำร้ายคนอื่น มีแต่จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือคนอื่น
ถ้าไม่ใช่เพราะนางสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์บ้างแล้ว อาศัยแค่วาจาไม่กี่ประโยค ทุกคนคงคิดว่านางกำลังโกหกคนอื่นอยู่เป็นแน่
เมื่อคนผู้หนึ่งมี ‘ภาพจำ’ ในใจคนอื่นไปแล้ว หากต้องการจะเปลี่ยนแปลงภาพจำนั้นในใจคนอื่นจำเป็นต้องทุ่มเทอย่างมาก
จนถึงทุกวันนี้ เย่อวี๋หรานก็ยังถูกคนอื่นเรียกว่า ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ อยู่บ่อย ๆ มีคนไม่น้อยประหลาดใจที่ ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ อย่างนางไม่ถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ แต่กลับมีลูกชายสมองทึ่มที่ได้เป็นซิ่วไฉคนหนึ่ง
คนที่ไปทำงานในนาไม่ได้มีเพียงผู้ชายสกุลจู เพราะหลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อ ลูกสะใภ้ทั้งสามก็ไปด้วยเช่นกัน
พวกนางสวมหมวกงอบ คลุมร่างด้วยเสื้อฟางกันฝน คอยช่วยเหลือสามีของตนเอง
เนื่องจากหลิวซื่อกำลังตั้งครรภ์ หน้าท้องเริ่มนูนออกมาให้เห็น จึงรับผิดชอบทำอาหารอยู่ที่เรือน
แน่นอนว่านางไม่ได้ทำอาหารเพียงคนเดียว แต่จูปาเม่ย หลินซานเม่ย หลินซื่อเม่ย หลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยาก็มาคอยช่วยเหลือให้นางเรียกใช้งาน
ผู้หญิงคนนี้บางครั้งก็ทำตัวน่ารำคาญจริง ๆ จูปาเม่ยเป็นน้องสามี นางไม่กล้าล้ำเส้น แต่คนอื่น ๆ นางไม่เห็นอยู่ในสายตาสักนิด พอใจเรียกใช้งานอย่างไรก็ใช้เช่นนั้น ทำให้คนแทบกระอักโทสะ
หลี่ว์ซานยาอายุยังน้อย อดกลั้นโทสะเอาไว้ไม่ไหว จึงโยนสิ่งของทิ้งแล้ววิ่งออกไป
หลิวซื่อเห็นข้าวของของตัวเองถูกขว้างทิ้งก็โมโห อ้าปากด่าทอว่า “นังเด็กสารเลว เจ้ากล้าโยนของของข้างั้นเรอะ?!”
“ไม่สำเหนียกเสียบ้างว่าตัวเองเป็นใคร เป็นพวกมาเกาะเขากินแท้ ๆ ยังกล้ามาชักสีหน้าใส่ข้าอีก?”
“เชื่อไหมว่าข้าไล่เจ้าออกไปได้”
…
คนอื่น ๆ ล้วนมีงานต้องทำ ทั้งช่วยนางเช็ดโต๊ะ กวาดพื้น และล้างถ้วยชาม กระทั่งช่วยนางเย็บชุดให้ลูกน้อย
ทั้ง ๆ ที่เป็นงานของนาง แต่กลับสั่งให้พวกเด็ก ๆ ทำแทนทั้งหมด
ซึ่งความจริงงานเหล่านี้ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร หลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อเห็นว่าหน้าท้องของนางนูนออกมาจนสังเกตได้แล้ว จึงเอางานหนัก ๆ ไปทำ เหลือให้เพียงงานเบา ๆ
เรื่องที่ต้องใช้แรงงานอื่น ๆ ก็จัดการให้เรียบร้อย
แต่คิดไม่ถึงว่าหลิวซื่อคนนี้จะชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ ในช่วงที่พวกนางไม่อยู่ก็เอาแต่เรียกใช้งานคนอื่น
ถ้าทำได้ดี ชมสักนิดก็ยังพอทำเนา แต่นางกลับไม่ชอบชมเชยคนอื่น ตั้งหน้าตั้งตาหาที่ติอย่างเดียว
“เจ้าดูเจ้าทำสิ เรื่องแค่นี้ก็ทำให้ดีไม่ได้? เสื้อผ้าพวกนี้ซักสะอาดแล้วงั้นเรอะ?”
“เอากลับไปซักใหม่อีกรอบ!”
…
“พิโธ่ ข้าบอกเจ้าไปแต่แรกแล้วนะว่านี่คือเสื้อผ้าของเด็กทารก ห้ามทุบ ห้ามทุบ ใช้มือขยี้เอา เข้าใจไหม?”
“ขยี้เบา ๆ แค่นี้ก็ทำไม่เป็น? เมื่อเช้าเจ้าก็กินข้าวมาแล้วไม่ใช่รึ? ทำไมถึงสำออยอย่างนี้?”
…
“เอาล่ะ ๆ อย่ามาพล่ามไร้สาระ ไปกวาดพื้นอีกรอบ กวาดพื้นแค่นี้ก็กวาดไม่สะอาด”
“อ้อ บนขื่อบ้านมีใยแมงมุมแล้วนะ”
“ตามซอกมุมก็ต้องกวาดให้สะอาด”
…
ไม่ใช่ช่วงข้ามปี แต่กลับเอามาตรฐานการทำความสะอาดช่วงข้ามปีมาทรมานคนอื่น ใครจะไปทนไหว?
ด้วยเหตุนี้ หลี่ว์ซานยาจึงหนีไปฟ้องน้าสาวของพวกนางด้วยความโมโห ปากเล็ก ๆ เอ่ยคำฟ้องออกมาไม่หยุด บอกว่าหลิวซื่อบ้าไปแล้ว งานพวกนั้นไม่ใช่งานพวกนางด้วยซ้ำ แต่กลับบังคับให้พวกนางทำ
ปกติพวกนางก็ทำแบบนี้ ท่านย่าจูยังไม่ว่าอะไรสักคำ นางมีสิทธิ์อะไรมาชี้ไม้ชี้มือจับผิดแบบนั้น แบบนี้ไม่เรียกประสาทแล้วยังจะเรียกอะไรได้อีก?
หลี่ว์ต้ายากับหลี่ว์เอ้อร์ยาก็ฟ้องร้องด้วยคนอย่างอดไม่ไหว “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้ายอมให้คนอื่นอยู่ที่บ้านดีกว่า เป็นใครก็ดีกว่านางทั้งนั้น”
หลินซื่อเม่ยมีโทสะอัดแน่นเต็มท้อง แต่ก็จำต้องปลอบโยนพวกนาง “ตอนนี้นางเป็นคนท้อง พวกเจ้าอย่าไปถือสานางเลย ถึงอย่างไรคนที่หาข้าวให้พวกเรากิน หาเสื้อผ้าให้พวกเราใส่ก็ไม่ใช่นางเสียหน่อย นางอยากพูดอย่างไรก็ปล่อยนางไป นางยังมีปัญญาไล่พวกเราออกไปเองอีกหรือ? ถ้านางเก่งกาจแบบนั้นก็คงไม่ถูกจูต้าเหนียงอบรมบ่อย ๆ แล้วล่ะ”
“ท่านย่าจูสั่งสอนนางก็สมควรแล้ว ใครใช้ให้นางน่าโมโหแบบนั้นกันล่ะ?” หลี่ว์ต้ายาเบ้ปากพูด “เสื้อผ้าเด็กทารกพวกนั้น ข้าบอกแล้วว่าข้าซักไม่ไหว นางก็ไม่เชื่อ นางเป็นผู้ใหญ่ แรงมากกว่าข้าก็ต้องซักไหวอยู่แล้วสิ แต่ข้าเป็นแค่เด็ก แรงก็มีอยู่แค่นี้ ซักไม่ไหวก็เป็นเรื่องธรรมดา ยังมารังเกียจว่าข้าแรงน้อย เกาะคนอื่นกินข้าว น่าโมโหนัก!”
เรื่องที่เกิดขึ้นในเรือนหลังข้าง ๆ เหล่านั้น เย่อวี๋หรานล้วนไม่ได้ยิน เพราะตอนที่พวกนางทะเลาะกันก็จงใจลดเสียงลง กลัวว่าเสียงจะดังมาถึงทางนี้
ต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่า และซื่อเป่าก็อยู่ทางนี้ กำลังนั่งคัดอักษรอยู่ในห้องหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ
หากพูดให้ชัดเจนก็คือ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากำลังคัดอักษร ส่วนซานเป่ากับซื่อเป่ากำลังขีดเขียนอยู่บนกระบะทราย
กระบะทรายนี้เกิดจากความพยายามลดค่าหมึกและพู่กันของคนสกุลจู… เป็นกระบะไม้ขอบตื้นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า บรรจุทรายเม็ดละเอียด และยังมีแท่งไม้ยาวเหมือนไม้บรรทัดอีกอันหนึ่ง
เวลาคัดอักษรก็เพียงแต่ใช้ไม้ยาวแท่งนี้กวาดทรายให้เรียบ เท่านี้ก็สามารถใช้นิ้วมือหรือกิ่งไม้ขีดเขียนได้ตามใจแล้ว
เมื่อผ่านการปรับปรุงให้ดีขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า กระบะทรายนี้ก็ยิ่งได้มาตรฐานมากขึ้นตามลำดับ เวลาใช้งานก็สะดวกกว่าเดิม
ปรับปรุงมากี่ครั้งแล้ว เย่อวี๋หรานไม่ได้นับ แต่เห็นพวกเด็ก ๆ ใช้งานกันอย่างสนุกสนาน นางก็มีความสุขแล้ว
นางตรวจดูอักษรที่ซานเป่ากับซื่อเป่าคัดแล้วชมเชยไปหลายคำ บอกให้พวกเขาพยายามต่อไป เมื่อหันหน้าไปอีกทางกลับพบว่าจูชีที่มีสมาธิจดจ่ออยู่เสมอกำลังใจลอยเสียอย่างนั้น
เขานั่งอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือริมหน้าต่าง มองออกไปข้างนอกด้วยสีหน้ากังวลใจ
ผู้ชายสกุลจูล้วนมีสันดั้งสูง เมื่อมองจากด้านข้าง กอปรกับมีแสงสว่างส่องเข้ามาจากข้างนอก จึงวาดเป็นเส้นโค้งที่งดงามยิ่ง ขับเน้นให้ใบหน้าด้านข้างของจูชีแลดูน่ามองเป็นพิเศษ
เย่อวี๋หรานจำต้องยอมรับว่า ถ้าเห็นเพียงเท่านี้ นอกจากจะไม่รู้ว่าสมองจูชีมีปัญหา เกรงว่าคงจะนึกว่าเขาเป็นคุณชายรูปงามคนหนึ่ง แลดูสูงส่ง หล่อเหลาสง่างาม
เมื่อเทียบกับบรรดาพี่น้องคนอื่น รูปโฉมของจูชีนับว่าโดดเด่นที่สุดแล้ว เพราะมีลักษณะคล้ายเด็กโดยกำเนิด ทั้งยังมีบุคลิกภาพ ‘พิสุทธิ์เหนือโลกีย์’ ของเทพเซียนอยู่หลายส่วน
เย่อวี๋หราน: รูปลักษณ์ภายนอกของเด็กคนนี้สามารถตบตาคนได้สินะ?
แน่นอนว่านี่เป็นตอนที่ไม่เอ่ยปากพูด เพียงเขาเอ่ยปากพูดขึ้นมา ความบริสุทธิ์เหมือนเด็กน้อยรวมถึงความไร้เดียงสาที่เผยออกมาให้เห็นเป็นบางครั้งก็พลันพังทลาย… นี่มันเทพเซียนเสียที่ไหน เห็นได้ชัดว่าเป็นเจ้าทึ่มที่โง่งมจนหาจุดสิ้นสุดไม่ได้คนหนึ่งต่างหากเล่า
แต่ถ้าเจ้าจะบอกว่าเขาโง่งม เจ้าลองแข่งตอบคำถามเกี่ยวกับความรู้ในตำรากับเขาดูสิ เขาท่องได้ละเอียดกว่าเจ้าอีกนะ
เย่อวี๋หรานกวาดสายมองตำราที่เขาไม่ได้แตะต้องมานานแล้ว คล้ายว่านั่นจะเป็นบันทึกที่เขาเขียนด้วยตนเอง
นางถามเสียงเบา “เป็นอะไรหรือ เจ้าเจ็ด?”
“หา ท่านแม่?” จูชีหลุดจากภวังค์ พอเห็นว่ามารดาเข้ามาใกล้ขนาดนี้ก็ตกอกตกใจ
เย่อวี๋หรานจนปัญญา “เจ้าใจลอยแบบนั้น มีเรื่องอะไรหรือเปล่า? เจ้าบอกแม่ แม่อาจช่วยแนะนำอะไรให้เจ้าได้ก็ได้นะ”